เกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก

    บทที่ 22

    ภามบังคับเกวียนออกจากหมู่บ้านที่ครอบครัวของอลันเคยอาศัยอยู่ มุ่งตรงกลับไปทางตัวเมือง ก่อนจะอ้อมผ่านไปโดยไม่ได้แวะเข้าไปพักอีก จากนั้นใช้เวลาอีกเกือบๆ ชั่วโมง พวกเข้าก็เริ่มเดินทางเข้าสู่ตัวป่า ที่ฮาคิมเคยเรียกว่า ภูเขาแมกซิมัส ขณะเดินทางมีเสียงพูดคุย เสียงหัวเราะจากท้ายเกวียนดังมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ ทำให้ภามอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา พลางคิดว่า ตอนเข้าเมืองเขามาคนเดียว บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงบ ไม่คิดว่าขากลับ จะมีผู้รวมทางกลับมาด้วยถึงสี่คน ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนเป็นครึกครื้นขึ้นเยอะ พวกเขาเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนเวลาเริ่มล่วงเลยมาจนเป็นยามเย็น เด็กๆ ที่ตอนแรกคึกคัก ตอนนี้หลับปุ๋ยกันไปหมดแล้ว เสียงรอบตัวจึงดูเงียบสงบขึ้น เมื่อเดินทางผ่านลำธารเล็กๆ ที่ภามเคยหยุดพักเมื่อตอนเข้าเมือง ภามจึงตัดสินใจหยุดพัก ให้เจ้าดำได้พักเท้า และกินน้ำ ในขณะที่นั่งพักอยู่บนโขดหิน และปล่อยเท้าลงไปแช่น้ำ ภามมองบรรยากาศรอบตัวไปเรื่อยๆ จนสายตากวาดไปเห็น อลันกำลังเดินสำรวจบริเวณรอบๆ และก้มๆ เงยๆ เหมือนกำลังเก็บอะไรบางอย่างอยู่ “ทำอะไรอยู่หรอครับ” ภามถามด้วยความสงสัย พร้อมกับเดินเข้าไปดูใกล้ๆ“อ้อ ไม่รู้ว่าเราจะไปถึงที่บ้านท่านดึกหรือไม่ ฟ้าใกล้มืดแล้ว ข้าเลยมาลองหาดูว่ามีอะไรพอจะเก็บมาใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวได้บ้าง ป่าแถวนี้มีมอนสเตอร์ดุร้ายเยอะนะขอรับ” อลันอธิบาย พลางเอ่ยเตือนทิ้งท้าย“งั้นเรารีบเดินทางกันต่อดีกว่า ไม่ต้องหาแล้วครับ” หลังจากเดินทางกันต่อ จนมาถึงเส้นทางที่ต้องแยกตัวออกเข้าไปในป่า ซึ่งไม่มีเส้นทางสำหรับเดินทางแล้ว เพื่อตรงกลับเข้าบ้าน ดวงอาทิตย์ก็เริ่มจะลับขอบฟ้าแล้ว ทำให้ทั่วท้องฟ้าถูกย้อมกลายเป็นสีส้มอมแดง หากนั่งมองจากที่บ้าน คงดูสวยไม่น้อย แต่ตอนนี้มองจากกลางป่าลึก กลับทำให้อลันกับเมมี่รู้สึกว่ามันดูน่ากลัว ยิ่งมาเห็นภามบังคับเกวียนออกนอกเส้นทาง เม่มีก็มองสามีด้วยสายตาหวาดกลัว “นั่นเป็นทางลัดหรือขอรับ ฟ้าจะมืดแล้ว ในป่าที่ไม่มีเส้นทางเช่นนั้น มันอันตรายมากนะขอรับ” อลันรีบกล่าวทักท้วงภาม“ใช่เจ้าค่ะ ข้างหน้ามีป้ายเตือนชัดเจนว่าในป่าแถบนี้มีมอนสเตอร์ดุร้าย” เมมี่รับกล่าวเสริม พร้อมกับชี้ไปที่ป้ายไม้ ซึ่งถูกปักไว้บนเส้นทางข้างหน้า“นี่ทางเข้าบ้านผมเอง ผมเดินสำรวจในตัวป่านี้หลายครั้งแล้ว ไม่ต้องห่วงนะครับ” ภามตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ เหมือนทุกครั้ง เมื่อเห็นว่าการทักท้วงไม่สำเร็จ และจำเป็นต้องเดินทางผ่านในป่าที่มีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นรกชัน อลันและเมมี่ที่นั่งห้อยเท้าอยู่หลังเกวียนก็รีบหดเท้าขึ้นมานั่งดีๆ และมองรอบตัวอย่างระแวดระวังมากขึ้น ในที่สุดเกวียนก็เคลื่อนมาถึงจุดที่คาดว่าน่าจะเป็นส่วนที่ลึกที่สุดของป่า รอบๆ บริเวณนี้มีต้นใหญ่ปกคลุกหนาแน่นกว่าที่ผ่านมา จนอลันและเมมี่ไม่สามารถมองเห็นท้องฟ้าสีแดงส้มด้านนอกได้แล้ว รอบตัวตอนนี้จึงดูมืด จนมองอะไรไดไม่ชัดเจนนัก เป็นเป็นเพียงกลุ่มเงาลางๆ             ตึง ตึง! ตึง!!            ฮี้ๆ~เสียงฝีเท้าดังๆ อันแสนคุ้นเคยดังขึ้นมาจากมุ่มมืดของป่า ฝีเท้าหนักๆ ที่ก้าวเข้ามา ทำให้แผ่นดินสะเทือนเล็กน้อย เจ้าดำจึงร้องออกมาเหมือนเป็นการเตือน อลันและเมมี่ที่รู้สึกได้ว่า อยู่ๆ เกวียนหยุดอยู่กับที่ก็รีบหันไปมองภามด้วยความตกใจ ในสมองคิดถึงแต่เรื่องเลวร้ายต่างๆ นาๆ‘หรือคนๆ นี้จะหลอกพวกเรามาฆ่า’‘หรือคนๆ นี้ เป็นโรคจิตที่ชอบดูมอนสเตอร์ฆ่าคน’‘แย่แล้ว! จะปกป้องลูกๆ แล้วหาทางหนีอย่างไรดี’ เมื่อเห็นภามลงจากเกวียน และเดินอ้อมมาทางด้านหลัง อลันกับเมมี่ก็รีบขยับตัวขึ้นมานั่งบังลูกๆ ที่กำลังนอนหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่ เมมี่เอื้อมมือสั่นๆ ออกไปขับแขนอลันไว้แน่น “เอ่อ..ขะ”“นายท่านโปรดเมตตา ไว้ชีวิตพวกข้าเถิด” อลันรีบขัดขึ้นเมื่อเห็นภามเอื้อมแขนเข้ามาหา โดยไม่ทันฟังว่าภามจะพูดอะไร“ปล่อยพวกเราไปเถอะเจ้าค่ะ พวกข้าจะรีบหาเงินมาชดใช้ท่าน” เมมี่รีบกล่าวเสริมเสียงสั่นครือ“เดี๋ยวนะครับ! ใจเย็นๆ ผมแค่จะขอให้หยิบถุงผ้าของผมให้หน่อย” ภามอธิบาย“...!” ทั้งสองชะงัด รีบเงยหน้าขึ้นมองภามด้วยสายตาประหลาดใจ แต่ยังไม่ทันได้ขยับหรือคิดอะไรต่อ ดวงตาของทั้งมองก็เบิกกว้างด้วยความตกใจสุดชีด กร๊าซซซซซ!!!            เสียงมอนสเตอร์ร้องคำราม พร้อมกับมีเงาดำที่กลมกลืนไปความมืดรอบตัว เห็นได้เพียงดวงตาสีแดงสามดวง กำลังเงื้อมือ กางกรงเล็มเตรียมตะปบสิ่งที่อยู่ตรงหน้า             “กรี๊...” เมมี่กำลังจะกรีดร้องด้วยความตกใจ อลันจึงรีบเอาปิดไปปิดปากภรรยา เนื่องจากกลัวว่าจะทำให้มอนสเตอร์ตรงหน้ายิ่งเกรี้ยวกราด            สองสามีภรรยากอดกันตัวส่วน แต่ก็ยังพยายามใช้ร่างของตนบังลูกๆ ไว้            “หยุด!! ไม่เห็นหรอว่าวันนี้ฉันพาคนอื่นมาด้วย แกทำให้พวกเขาตกใจกันหมดแล้ว!” ภามพูดห้ามมอนสเตอร์ตรงหน้าน้ำเสียงเข้ม                       กร๊าซซซซซ!!!            มอนสเตอร์ชะงักมือไว้กลางอากาศ และร้องออกมาด้วยความไม่พอใจอีกครั้ง ดวงตาสีแดงทั้งสามดวงจ้องมองลงมาที่ภาม ก่อนลูกตาสีแดงๆ ของมันจะขยับไปมองที่เกวียน จากนั้นจึงยอมค่อยๆ ลดมือลง             “ขอโทษนะครับ ช่วยหยิบถุงผ้าตรงนั้นมาให้ผมหน่อย” ภามหันกลับไปบอกคนบนเกวียน พร้อมกับชี้ไปที่ถุงผ้าของเขาอีกครั้ง                       แม้จะประหลาดใจกับสิ่งที่ภามทำ แต่ภาพมอนสเตอร์ที่น่ากลัว ซึ่งยืนอยู่ในระยะเผาขนเช่นนี้ก็ยังทำให้อลันกับเมมี่ตกใจกลัวจนตัวสั่นไม่หยุด ไม่มีเวลามาคิดวิเคราะห์ไตรตรองอะไร มือของอลันก็เอื้อมไปหยิบถุงผ้า แล้วส่งให้ภามอย่างสั่นๆ             “นี่ของฝาก!! ไว้ว่างๆ ฉันจะเข้ามาเล่นด้วย” ภามพูด พร้อมกับหยิบเนื้อสดก้อนโตออกมาจากถุงผ้า จากนั้นจึงโยนไปให้มอนสเตอร์ตรงหน้า เจ้ามอนสเตอร์รีบใช้มือตะปบเนื้อก้อนนั้น ก่อนจะทำท่าหยิบไปดมอยู่สักพัก ท่าทีดุร้ายของมันก็เริ่มสงบลง และหันหลังก้าวเท้าหนักๆ กลับเข้าท่ามกลางความมืดของป่า เมื่อเสียงฝีเท้าเบาลงจนเทียบไม่ได้ยินแล้ว เสียงฝีเท้าเล็กๆ จำนวนมากก็ดังขึ้นมาจากรอบทิศทาง เหมือนมีการรวมตัวมามุงดูสิ่งน่าสนใจ ด้วยความอย่างรู้อยากเห็น ภามจึงเปิดถุงผ้าอีกถุง และนำไปวางไว้ใต้ต้นไม้ใกล้ๆ “พวกแกก็มาเอาผลไม้พวกนี้ไปแบ่งกันกินเถอะ” ภามพูดขึ้น เหมือนพูดลอยๆ ก่อนจะกลับไปขึ้นเกวียน “ขอโทษนะครับที่ทำให้ตกใจกันไปหมดเลย” ภามหันกลับไปกล่าวกับอลันและเมมี่ ที่ยังนั่งกอดกันตัวสั่นไม่หาย ก่อนจะบังคับเกวียนมุ่งหน้ากลับบ้านต่ออีกครั้ง