บทที่ 63 ดึงดูดเรื่องดีๆ บ้างได้หรือเปล่า
หลิ่วไถเฉิงมีสีหน้าเคร่งขรึม เขาเก็บภาพวาดใส่กระเป๋า และดูเหมือนว่าจะกำลังลังเล
เล่อเวยเข้าใจดี เธอให้เบาะแสกับเขาถึงสองครั้ง ตามหลักแล้ว เขาควรแจ้งถึงความเป็นไปของสถานการณ์กับเธอ แต่เมื่อเป็นเรื่องภายในกองทัพ จึงไม่สามารถเอาออกมาบอกได้ง่ายๆ ตอนนี้หลิ่วไถเฉิงกำลังสองจิตสองใจว่าควรจะบอกเธอดีหรือไม่
เล่อเวยก็ไม่อยากเร่ง หลังจากรอเขาอย่างอดทนอยู่หลายนาที ในที่สุดหลิ่วไถเฉิงก็ตัดสินใจบอกเธอ “เรื่องที่ฉันจะพูดต่อไปนี้ เธอห้ามบอกใครนะ”
“แล้วคุณบอกฉันได้เหรอคะ” เล่อเวยถามอย่างเกรงใจและเปิดโอกาสให้เขาได้ลองคิดดูอีกครั้ง
หลิ่วไถเฉิงพยักหน้าอย่างหนักแน่น ผมหยักศกสีดำของเขาชื้นเล็กน้อย ดูเหมือนเหงื่อจะออก เขาคงกำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่จริงๆ
แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเชื่อใจเล่อเวย “ถึงแม้เวลาที่เรารู้จักกันจะไม่นานนัก แต่พวกเราก็ผ่านอะไรด้วยกันมาบ้าง ฉันรู้ว่าฉันไว้ใจเธอได้ อีกอย่างฉันมักจะมีลางสังหรณ์อยู่เสมอว่าเธอมีบางอย่าง เอ่อ...ที่อธิบายไม่ได้ หรืออาจจะเป็นความรู้สึกดึงดูดอะไรบางอย่าง และบางทีเธออาจจะเจอกริชที่หายไปอีกสองสามเล่มก็ได้ ดังนั้นฉันน่าจะบอกเธอเอาไว้”
ตอนแรกเล่อเวยรู้สึกดีใจเล็กน้อยที่ได้รับคำชม แต่เมื่อฟังดีๆ เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติในคำพูดนั้น “เดี๋ยวนะ แล้วฉันจะดึงดูดเรื่องดีๆ บ้างไม่ได้เลยเหรอ”
เธอไม่ได้อยากดึงดูดแต่เรื่องแบบนี้ทุกวันหรอกนะ!
เธอก็ดึงดูดฉันไม่ใช่เหรอ
ความคิดนั้นวนเวียนติดอยู่ที่ริมฝีปากของหลิ่วไถเฉิงว่าจะพูดหรือไม่พูดดี แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดมันออกไป คำพูดที่กล้าหาญเช่นนั้น เขาเขินเกินกว่าที่จะพูด แค่คิดขึ้นมาในหัวก็ทำให้รู้สึกอายจนแก้มที่ขาวผ่องทั้งสองข้างขึ้นสีชมพูระเรื่อ
“ในอนาคตเธอต้องดึงดูดสิ่งดีๆ ได้อย่างแน่นอน” เขากล่าวอย่างคลุมเครือก่อนจะกลับไปพูดเรื่องเดิม “กริชทหารชุดนี้ถือเป็นอาวุธทดลอง มีทั้งหมดสิบสองเล่ม และถูกมอบให้หน่วยรบพิเศษใช้ แต่อานุภาพของมันร้ายแรงเกินไป เธอเห็นร่องเลือดตรงนี้ไหม กริชทั่วไปเมื่อแทงเข้าไปในร่างกายของมนุษย์อาจจะไม่ทำให้เลือดออกมากนัก ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่แทง แต่ทั้งสิบสองเล่มนี้ไม่เหมือนกัน ไม่ว่ากริชจะสัมผัสกับหลอดเลือดแดงหรือไม่ ร่องเลือดบนกริชนั้นจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด”
เล่อเวยพยักหน้า เธอพอจะรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง ในอดีต เธอมีลูกค้าที่ชอบเรื่องมีดและปืน เล่อเวยจึงถูกบังคับให้ฟังความรู้มากมายเกี่ยวกับมัน
เดิมทีเธอลืมมันไปหมดแล้ว แต่เพราะยาเพิ่มพลัง จึงจำขึ้นมาได้
“ดังนั้นเจ้าหน้าที่ระดับสูงจึงตัดสินใจว่าจะทิ้งกริชพวกนี้ และกริชทั้งสิบสองเล่มควรจะอยู่ในเขตทหารกวางโจว แต่ว่า ในระหว่างการถ่ายโอนไปยังเขตทหารกลาง เกิดอุบัติเหตุครั้งใหญ่ขึ้นบนทางหลวงแผ่นดิน ส่งผลให้รถของทหารสองคันเกิดพลิกคว่ำ ส่วนกลุ่มที่เหลือถูกเปลี่ยนให้รับหน้าที่ทำการช่วยเหลือในเหตุฉุกเฉินแทน”
เล่อเวยไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เพราะไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ ตอนเกิดอุบัติเหตุบนทางหลวงแผ่นดิน เธอยังอยู่ในหมู่บ้านเฟิงเล่อ ที่นั่นไม่มีทั้งวิทยุ โทรทัศน์หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์ให้บริการ จึงเป็นธรรมดาที่เธอจะไม่รู้เรื่องราวต่างๆ นอกหมู่บ้าน
เธอคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะถามออกมา “ตอนนั้นคุณอยู่ที่นั่นด้วยไหมคะ”
“อืม ฉันอยู่บนรถคันที่ไม่ได้พลิกคว่ำ พอเรากลับมาที่เขตทหารกลางและทำการตรวจสอบ ถึงพบว่ามีของหายไปจำนวนมาก ช่วงสองปีที่ผ่านมา เราได้ของกลับมาหลายชิ้น แต่ยังมีอีกหลายชิ้นที่หายสาบสูญ รวมไปถึงกริชทหารจำนวนห้าเล่มด้วย”
ห้าเล่ม...
เล่อเวยถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกว่าหายไปทั้งสิบสองเล่มเสียอีก เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น การค้นหาคงยืดเยื้อออกไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เธอไม่ต้องการดึงดูดกริชพวกนั้นทุกวันอย่างแน่นอน
สองเล่มเมื่อเธอแก้แค้น
อีกเล่มเมื่อเธอเตะขยะสังคม
โชคดีจริงๆ โชคดีที่ยังเหลืออีกแค่สองเล่ม หวังว่าเธอจะไม่ใช่คนที่ไปเจอพวกมันอีกนะ!
หลิ่วไถเฉิงไม่นึกว่าคำพูดที่เขาแหย่อีกฝ่ายไว้ตอนแรกจะทำให้เล่อเวยเป็นกังวลมาก หลังจากเล่าเรื่องทั้งหมดแล้ว เขาก็พูดขึ้นว่า “ที่ฉันบอกเธอเรื่องนี้เพราะเกรงว่าเธออาจจะตกอยู่ในอันตรายโดยไม่รู้ตัว คงจะดีกว่าถ้าเธอระมัดระวังตัวเอาไว้ ส่วนครั้งนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ”
บทที่ 64 เต็มไปด้วยคำถาม
คำพูดนี้คือสิ่งที่เธอรอคอย เธอไม่อยากสนใจมันแล้วจริงๆ
หลังได้ชีวิตใหม่ เธอยังต้องหาเงิน เรียนหนังสือ ดูแลครอบครัว มีเรื่องให้เธอทำมากมาย เธอไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอันตรายแบบนี้อีกแล้วจริงๆ
คำพูดของหลิ่วไถเฉิงโดนใจเล่อเวยอย่างที่สุด!
“จะว่าไป เธอรู้ได้ยังไงว่ามีกริชอยู่ในลิ้นชักของเขา”
ว่าแล้วเชียว!
เธอรู้ว่าเธอไม่มีทางเลี่ยงคำถามนี้ได้!
เมื่อครู่ที่หลิ่วไถเฉิงยังไม่ถาม เพราะเขายังเล่าไม่จบ แต่ตอนนี้เมื่อเรื่องจบ ก็ถึงเวลาที่จะต้องถาม!
เล่อเวยกระแอมเบาๆ หลิ่วไถเฉิงเชื่อใจเธอมาก ถึงขนาดบอกความจริงเกี่ยวกับกริชทหารให้เธอฟัง ถ้าเธอยังโกหกอยู่ คงไม่ยุติธรรมกับหลิ่วไถเฉิงนัก
เธอไม่ควรทำเช่นนั้น!
“เมื่อกลางวัน ตอนฉันอยู่ที่ลานบ้าน เพื่อนบ้านคนนั้นออกมาแล้วตั้งใจจะรังแกฉัน”
“ฮะ!” หลิ่วไถเฉิงเป็นกังวลขึ้นมาทันทีว่าเธอจะเป็นอะไรหรือเปล่า
“ฉันไม่เป็นอะไรเลยค่ะ แต่เขาถูกฉันต่อยกระเด็น”
“อะไรนะ” เสียงของหลิ่วไถเฉิงอ่อนลงเล็กน้อย ใครต่อยใครกระเด็นนะ
“จากนั้นเขาก็ล้มหัวฟาดธรณีประตูแล้วเป็นลมไป ฉันกลัวว่าถ้ามีคนเห็นแล้วจะอธิบายไม่ได้ เลยดึงตัวเขากลับเข้าไปในห้อง ลิ้นชักของเขาเปิดอยู่ ฉันก็เลยเห็นกริชในนั้นค่ะ”
“อะไรกันเนี่ย...” หลิ่วไถเฉิงค่อนข้างพูดไม่ออก เขาขอถอนคำพูดที่แหย่เธอไป เพราะบางทีเล่อเวยอาจจะมีแรงดึงดูดกริชพวกนั้นจริงๆ เธอถึงได้เจอมันอีก!
“แล้วฉันก็ติดต่อคุณทันที”
เล่อเวยบอกความจริงทั้งหมด โดยไม่โกหกแม้แต่คำเดียว เธอแค่ไม่ได้พูดถึงภาพวาดภาพนั้น เพราะเธอไม่อยากพูดถึงมัน!
หลิ่วไถเฉิงไม่ได้ถามเรื่องนั้นอีก แต่ถามแค่ว่า “มีใครเห็นเหตุการณ์บ้าง”
“ไม่มีค่ะ”
“งั้นก็จัดการได้ไม่ยาก เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนฉันจะเข้ามาที่บ้านเมื่อบ่ายนี้หน่อย”
“ฉันให้เล่อตงเฝ้าอยู่ตรงลานบ้าน เพราะกลัวว่าผู้ชายคนนั้นจะตื่นขึ้นมาแล้วอาละวาดกับครอบครัวของฉัน แม่เข้าเมืองไปกับอวี๋ซู่หลัน ส่วนพี่ต่งอยู่กับลูกชาย แม่เพิ่งกลับมาหลังจากที่คุณมาถึง”
“แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ”
“ทุกคนหลับค่ะ ส่วนฉันอ่านหนังสืออยู่ในลานบ้าน”
หลิ่วไถเฉิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ครั้งที่แล้วไม่สำคัญว่าเธอจะทำอะไรเอาไว้บ้าง แต่คราวนี้เราน่าจะดึงเธอออกจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้ง่ายๆ เรามาลองช่วยกันคิดหาคำอธิบายที่พอจะเป็นไปได้ก่อนดีกว่า”
เขาพูดอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งเล่อเวยก็เข้าใจได้เป็นอย่างดี ตอนนี้ทั้งคู่จำเป็นจะต้องจัดฉากดึงตัวเล่อเวยออกมาจากเหตุการณ์นี้ให้ได้มากที่สุด โดยเบนความสนใจไปที่หลิ่วไถเฉิงแทน
ทั้งสองหารือกันอยู่นาน แต่ก็หาข้อสรุปไม่ได้
เพราะเวลาไม่ลงตัว!
ตั้งแต่ที่ชายคนนั้นเป็นลม จนถึงตอนที่เล่อเวยโทรหาหลิ่วไถเฉิง เป็นตอนที่เล่อตงกับต่งเซียงอยู่ในลานบ้านตลอด พวกเขาสามารถเล่นละครตบตาได้ แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะช่วยกันผสมโรง โดยเฉพาะชายคนนั้นที่ไม่สามารถตื่นมาให้ความร่วมมือได้!
นอกจากนั้น ยิ่งมีคนรู้เรื่องนี้มากเท่าไร ก็ยิ่งเกิดข้อผิดพลาดได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อดวงอาทิตย์อัสดงลาลับขอบฟ้า รอบๆ ลานบ้านก็เริ่มมืดลง ทั้งสองคนยังหาวิธีแก้ปัญหาที่ลงตัวไม่ได้
“เราคิดได้ทีละขั้นตอนเท่านั้น” หลิ่วไถเฉิงถอนหายใจ
“ถ้าไม่ได้ผล ลองใช้แผน E ดูไหมคะ”
แผน E เป็นแผนสุดท้ายของพวกเขา แผนนี้เกือบจะเป็นความจริงทั้งหมด โดยบอกว่า เล่อเวยทะเลาะกับชายคนนั้นในลานบ้านและผลักเขาจนล้มหัวฟาดพื้น เล่อเวยเลยปลุกเล่อตงขึ้นมา ทั้งสองคนช่วยกันพาชายคนนั้นเข้าห้อง พอทั้งคู่เห็นกริช เล่อเวยก็รู้สึกหวาดกลัวจึงรีบติดต่อหลิ่วไถเฉิงทันที
แผนนี้แค่ต้องปรึกษากับเล่อตง และเล่อเวยมั่นใจว่าเขาจะให้ความร่วมมืออย่างแน่นอน
เพียงแต่รายละเอียดนั้นยังมีช่องโหว่ โดยเฉพาะตอนที่เห็นกริชในลิ้นชัก คนส่วนใหญ่คงคิดว่าเป็นมีดปอกผลไม้ ทำไมเล่อเวยถึงช่างสังเกตและรู้ว่ามันเป็นกริชทหาร
อีกอย่าง ตอนนั้นเธอระวังตัวเกินไป และไม่ทิ้งรอยนิ้วมือใดๆ เอาไว้เลย หมายความว่าเธอเห็นกริชและเกิดความสงสัย ถึงได้ระแวงและติดต่อกับหลิ่วไถเฉิง
เมื่อมองผ่านๆ สิ่งนี้อาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่เมื่อลองคิดดู กลับเต็มไปด้วยปัญหา
เล่อเวยไม่เคยคิดเลยว่า การระมัดระวังตัวมากเกินไปของเธอจะกลายเป็นหนึ่งในปัญหาได้!
ขณะที่เธอกำลังปวดหัวอยู่นั้น เล่อเวยก็ได้ยินเสียงของเล่อตงจากทางด้านหลัง “พี่ พี่หลิ่ว กลับบ้านเร็ว”