ร่างของวศินตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปสตาฟเอาไว้ในก้อนน้ำแข็ง ความเย็นเยียบแล่นปราดจากปลายเท้าขึ้นสู่ไขสันหลัง
ตั้งแต่เล็กจนโต ในฐานะทายาทสายเลือดบริสุทธิ์และผู้สืบทอดธุรกิจระดับพันล้าน วศินเติบโตมาบนกองเงินกองทองที่รายล้อมไปด้วยบอดี้การ์ดและระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เขาคือไข่ในหินที่ถูกประคบประหงมอย่างดี ไม่เคยมีใครกล้าแม้แต่จะชี้หน้าด่า ไม่ต้องพูดถึงการถูกคนแปลกหน้าบุกเข้ามาถึงในรถส่วนตัวแล้วเอาปืนจ่อหน้าอกแบบนี้
จริงอยู่ที่ในแวดวงธุรกิจสีเทาและการแก่งแย่งชิงดี การลักพาตัวเรียกค่าไถ่อาจเป็นเรื่องที่เคยได้ยินผ่านหู ทว่าการจะเข้าถึงตัวนักธุรกิจระดับเขาได้นั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ยากชนิดที่เรียกได้ว่าไอ้คนที่คิดจะทำ ต้องพร้อมที่จะเอาชีวิตของตัวเองมาทิ้งเท่านั้น
ดังนั้น สถานการณ์ความเป็นความตายแบบนี้จึงไม่เคยเกิดขึ้นในพจนานุกรมชีวิตของวศินมาก่อนเลย
วศินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันจนแยกไม่ออก ระหว่าง 'ความหวาดกลัว' และ 'ความโกรธแค้น'
เขาหวาดกลัว... เพราะไม่เข้าใจว่าไอ้กรรมกรชั้นต่ำคนนี้มันหลุดรอดสายตาบอดี้การ์ดของคลับระดับไฮเอนด์ และเข้ามานั่งชูคออยู่ในรถหรูของเขาได้อย่างไร
แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกโกรธจัดและรู้สึกเหมือนถูกหยามศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง ไม่เคยมีใครหน้าไหนกล้าเอาปืนมาจ่อข่มขู่เขาแบบนี้มาก่อน!
วศินพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติและมาดของนักธุรกิจชั้นสูงกลับคืนมา เขากัดฟันแน่นก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น
"แกเป็นใคร? ต้องการอะไร... เงินงั้นเหรอ? ถ้าอยากได้เงินก็บอกมา เท่าไหร่ฉันก็จ่ายให้ได้ ขอแค่แกเอาไอ้เศษเหล็กนั่นออกไปให้พ้นหน้าฉัน!"
ชายหนุ่มหน้าตายในชุดแจ็กเก็ตหนังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอนั้น ธีร์เพียงแค่คลี่ยิ้มบางๆ ออกมา... เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ส่งไปถึงดวงตา และไม่ได้มีความหมายในเชิงเป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย เขาส่ายหน้าไปมาเบาๆ ก่อนจะเอ่ยแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ผมชื่อธีรภัทร..." ธีร์เว้นจังหวะ นัยน์ตาสีเข้มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกกว้างของวศิน "เป็นคนที่คุณ... เพิ่งจะสั่งให้ไอ้พวกโง่แปดตัวนั่นไปกระทืบผมไง"
ทันทีที่ได้ยินชื่อและสรรพนามนั้น วศินก็ตื่นตัวเต็มที่ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความช็อกสุดขีด ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง เขาถึงกับต้องสบถด่าลูกน้องของตัวเองในใจอย่างกราดเกรี้ยว
ไอ้พวกเวรนั่นมันมัวทำห่าอะไรกันอยู่!? วศินคิดอย่างตื่นตระหนก ก็ฉันสั่งพวกมันไปชัดเจนแล้วนี่ ว่าให้รุมกระทืบมันให้เละ ให้มันไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่ในห้องไอซียู หรือไม่ก็กระทืบให้กลายเป็นคนพิการไปซะ... แล้วถ้าอย่างนั้น ทำไมไอ้เวรนี่มันถึงยังมีชีวิตรอด แถมยังมานั่งเอาปืนจ่อหน้าฉันอยู่นี่ได้วะ!?
ทว่า ก่อนที่วศินจะได้เอ่ยปากถามอะไร ธีร์ก็เป็นฝ่ายตั้งคำถามขึ้นมาก่อนด้วยใบหน้าที่ประดับรอยยิ้มเย็นเยียบ
"คุณส่งคนมาเล่นงานผมทำไม?"
ธีร์ไม่ได้รอฟังคำตอบในทันที เขาละสายตาจากวศิน หันไปมองแผ่นหลังของคนขับรถที่นั่งตัวเกร็งอยู่ด้านหน้า ก่อนจะออกคำสั่งเรียบๆ
"เดี๋ยวก่อนนะ... ออกรถได้เลย"
ซึ่งก็น่าแปลกและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน เมื่อชายคนขับรถที่ควรจะรับฟังเพียงคำสั่งของวศิน กลับรีบสับเกียร์และเหยียบคันเร่งพารถสปอร์ตซีดานคันหรูเคลื่อนตัวออกจากลานจอดรถของคลับอย่างว่าง่ายและรวดเร็ว ราวกับว่าเขาถูกคุกคามหรือได้รับบทเรียนราคาแพงมาแล้วก่อนหน้านี้
วศินที่เห็นลูกน้องของตัวเองหักหลังและทำตามคำสั่งของศัตรู ก็รู้สึกได้ทันทีว่าสถานการณ์มันไม่ถูกต้องและอันตรายเกินไปแล้ว เขาตวาดลั่นด้วยความตื่นตระหนก
"เฮ้ย! จะพาฉันไปไหน!?"
ธีร์ปรายตามองกลับมาที่เศรษฐีหนุ่ม ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้มีความรีบร้อน "ก็ขึ้นอยู่กับคำตอบของคุณ... คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลย ว่าคุณส่งคนมาเล่นงานผมทำไม?"
เมื่อได้ยินคำถามนั้นซ้ำอีกครั้ง ประกอบกับการที่รถกำลังแล่นไปตามท้องถนนโดยที่เขายังไม่ถูกยิงทิ้ง ความหวาดกลัวในใจของวศินก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยความเย่อหยิ่งและทิฐิของชนชั้นนำ
วศินแค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมาทางจมูก เขาเริ่มประเมินชายหนุ่มตรงหน้าใหม่อีกครั้ง... ไอ้หมอนี่ก็แค่เด็กหนุ่มที่เพิ่งจะกลับมารับสมบัติ มันไม่ได้น่ากลัวอะไรเลย มันก็แค่ฟลุกเอาชนะพวกอันธพาลปลายแถวมาได้ แล้วบังเอิญปล้นปืนมาขู่เขาเท่านั้น
"หึ... แกคิดว่าแกเป็นใครกันฮึ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน?"
วศินเหยียดยิ้มเยาะ สายตาที่เคยมองด้วยความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นสายตาที่มองต่ำและดูแคลนอย่างเปิดเผย "แกคิดว่าแค่การที่แกฟลุกเกิดมาเป็นหลานชายแท้ๆ ของเจ้าสัวสิรินทร์ แล้วแกจะทำตัวกร่าง จะชี้เป็นชี้ตายใคร หรือจะทำอะไรก็ได้งั้นเหรอ?"
เศรษฐีหนุ่มกอดอก เอนหลังพิงเบาะหนังอย่างถือดี แม้จะมีปากกระบอกปืนจ่ออยู่ก็ตาม "ในแวดวงนี้... มันไม่ได้หมายความว่าแค่แกเกิดมาถูกครอบครัว หรือมีนามสกุลดังแปะอยู่บนหน้าผาก แล้วแกจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็น 'ชนชั้นอีลีท' อย่างพวกเราได้อย่างสง่างามหรอกนะ"
วศินปรายตามองธีร์ ไล่ตั้งแต่เส้นผม ใบหน้า ลงมาจนถึงเสื้อแจ็กเก็ตหนังและรองเท้าผ้าใบที่ดูเรียบง่าย สายตาของเขาเต็มไปด้วยการเหยียดหยามขั้นสุด
"มันยังมีสิ่งที่เรียกว่า 'การบ่มเพาะตั้งแต่เกิด' การศึกษา มารยาทสังคม และรสนิยม... ซึ่งดูจากสภาพของแกแล้วเนี่ย..." วศินส่ายหน้าเบาๆ "แกมันไม่เหมาะกับที่นี่เลยว่ะ"
"แกมันก็เหมือนกับพวกกรรมกรใช้แรงงานที่ต้องแลกเหงื่อต่างน้ำ... แกมันเป็นแค่ 'สิ่งแปลกปลอม' ที่หลงเข้ามาในสังคมระดับสูง ด้วยเหตุผลโง่ๆ แค่ว่าแกเป็นหลานของใคร... แกรู้อะไรไหมล่ะ? มันก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีตัวประหลาดแบบแกเกิดขึ้นมาก่อนหรอกนะ"
วศินยังคงพล่ามต่อไปด้วยความอวดดี "ไอ้พวกประเภทลูกเมียน้อย หรือเด็กลูกเมียเก็บที่ฟลุกถูกตามตัวกลับมารับมรดกน่ะ... แต่สุดท้าย แกเชื่อไหม? ว่า 'สันดาน' กิริยาไพร่ๆ และการอบรมที่ต่ำตมของพวกมัน ก็ปิดไม่มิดอยู่ดี! แกคิดจริงๆ เหรอ... ว่าแกจะสามารถขยับฐานะตัวเองขึ้นมาเทียบเท่ากับฉันได้ ด้วยเหตุผลกลวงๆ แค่ว่าแกเป็นหลานเจ้าสัวน่ะ!?"
คำด่าทอเหยียดหยามชาติกำเนิดถูกพ่นออกมาเป็นชุดราวกับปืนกล ทว่าชายหนุ่มที่ตกเป็นเป้าของการดูถูกกลับไม่ได้มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆ
ธีร์ยังคงนั่งนิ่ง แผ่นหลังตั้งตรง นัยน์ตาสีเข้มทอดมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งของวศินด้วยความรู้สึกที่ว่างเปล่าราวกับหลุมดำ ไม่มีร่องรอยของความโกรธแค้น ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด หรือการแสดงออกว่าถูกสะกิดปมด้อยเลยแม้แต่น้อย
เมื่อวศินพล่ามจนจบและหยุดพักหายใจ ธีร์ก็เอ่ยขึ้นมาเรียบๆ
"คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผม"
ความใจเย็นและไร้อารมณ์ของธีร์ กลับกลายเป็นเชื้อเพลิงที่สุมไฟความอวดดีของวศินให้ลุกโชนยิ่งขึ้นไปอีก วศินหัวเราะร่วนออกมาอย่างสะใจ เขาเอนแผ่นหลังพิงเบาะอย่างเต็มที่ราวกับว่าตนเองเป็นผู้กุมความได้เปรียบในวงสนทนานี้
"มนุษย์เราน่ะ... ล้วนมี 'ที่' ที่ตัวเองควรจะอยู่"
วศินเริ่มเทศนาด้วยน้ำเสียงของคนที่คิดว่าตนเองอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร "ถ้าแกไปอยู่ผิดที่ผิดทาง ของที่มันไม่ใช่... พยายามให้ตายยังไงมันก็คือไม่ใช่! ฉันจะบอกความจริงอะไรให้เอาบุญสักอย่างนึงนะไอ้หนุ่ม... ต่อให้แกจะมีสายเลือดของเจ้าสัวสิรินทร์อยู่ในตัว ต่อให้แกจะเป็นหลานแท้ๆ... แต่สำหรับสังคมนี้ แกมันก็เป็นแค่ 'ขยะ' ที่กระเด็นออกมาจากถัง ก็แค่นั้น!"
รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าของวศิน เมื่อเขาเอ่ยถึงต้นตอของความขัดแย้งทั้งหมด
"และ 'เพียงฟ้า' เธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่ขยะอย่างแกจะคู่ควรเลยแม้แต่น้อย!"
น้ำเสียงของวศินหนักแน่นและเต็มไปด้วยความลุ่มหลงเมื่อเอ่ยถึงนางพญาสาว "เธอคนนั้น สวยเริ่ด เก่งกาจ หรูหรา เพียบพร้อม และเพอร์เฟกต์ไปซะทุกอย่าง! ถึงแม้มันจะมีแมลงหวี่แมลงวันมาตอมเธออยู่บ้าง... แต่ไอ้พวกนั้นมันก็ยังไม่คู่ควรกับเธออยู่ดี!"
"ต่อให้เป็นไอ้ลูกคุณหนูอย่าง 'กฤต' ผู้ชายที่ใครๆ ต่างก็มองว่าโปรไฟล์ดี เพอร์เฟกต์ และมีลุ้นที่จะได้ครอบครองเธอมากที่สุด... สำหรับฉัน มันก็เป็นแค่นกกระจอกที่ยังไม่คู่ควรกับหงส์อย่างเพียงฟ้าอยู่ดี!... แกรู้วิธีไหมล่ะว่าทำไม?"
วศินชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความคลั่งไคล้และทะเยอทะยาน "เพราะผู้ชายที่คู่ควรกับผู้หญิงคนนั้น... ผู้ชายที่จะสามารถยืนหยัดเคียงข้างและครอบครองสิรินทรา กรุ๊ปไปพร้อมกับเธอได้... มีเพียงแค่ฉัน! 'วศิน' คนนี้คนเดียวเท่านั้น!"
เศรษฐีหนุ่มปรายตามองธีร์ด้วยความสมเพชเป็นครั้งสุดท้าย "และยิ่งไม่ต้องพูดถึงแก... ไอ้ขยะชั้นต่ำที่โผล่หัวมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วเสือกหน้าด้านคิดจะมาชุบมือเปิบ ครอบครองทุกอย่างไปหน้าตาเฉย ด้วยเหตุผลสิ้นคิดแค่ว่าแกเป็นหลานใคร... ถุย! แกมันไม่ได้คู่ควรกับอะไรเลยสักอย่าง!"
คำด่าทอเหยียดหยามชาติกำเนิดและข้อสรุปที่แสนจะอวดดีของวศิน ดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องโดยสารอันหรูหรา ทว่ามันกลับไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนใดๆ ให้กับจิตใจของชายหนุ่มที่ผ่านขุมนรกของสงครามมานับไม่ถ้วนได้เลยแม้แต่น้อย
ธีร์ที่นั่งฟังเหตุผลของการลอบกัดด้วยความสงบนิ่ง ไม่ได้ตอบโต้ด้วยความโกรธเกรี้ยวหรือด่าทอคืน ชายหนุ่มเพียงแค่ปรายตามองอีกฝ่ายด้วยความเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยถามเพื่อยืนยันข้อสรุป
"ที่ส่งคนมาเล่นงานผม... ก็เพราะเพียงฟ้าเหรอ?"
วศินระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ราวกับว่าธีร์เพิ่งจะพูดเรื่องตลกร้ายที่น่าขันที่สุดในโลก
"ดูเหมือนว่าแกจะพอมีสมองอยู่บ้างนะเนี่ย..."
เศรษฐีหนุ่มยิ้มเยาะ แววตาเต็มไปด้วยความสมเพช "ใช่! ตอนแรกที่สายรายงาน ฉันก็ไม่เชื่อหรอกนะ ว่าจะหน้าไหนที่มีปัญญาทำตัวสนิทสนมกับเพียงฟ้า ถึงขนาดไปเดินซื้อของในห้างด้วยกันได้... แต่พอลูกน้องมันส่ง 'รูปถ่าย' ของพวกแกสองคนมาเป็นหลักฐาน ฉันนี่ถึงกับพูดไม่ออกเลยว่ะ"
วศินโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย จ้องหน้าธีร์ด้วยสายตาเหยียดหยาม "และตอนที่ฉันเห็นแกเดินคู่กับเธอในรูปนั่น... รู้ไหมว่าฉันนึกถึงอะไร? รูปร่างหน้าตากับการแต่งตัวกระจอกๆ ของแก พอมันไปยืนอยู่ข้างผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบอย่างเพียงฟ้า... มันเหมือนกับ 'คางคกกับห่านฟ้า' เลยว่ะ! แม่ง... ดูไม่เข้ากันสุดๆ!"
"ถามจริงเถอะ..." วศินส่ายหน้า "อะไรทำให้แกหน้าด้านคิดว่าแกคู่ควรกับเธอวะ? ถ้าฉันเป็นแกนะ แค่เดินไปส่องกระจกดูเงาตัวเอง แล้วเอารูปของเธอมาวางเทียบ... ฉันก็รู้ตัวแล้วว่าตัวเองไม่คู่ควร และฉันจะรีบถอยหนีไปให้ไกลๆ ไม่ทนหน้าด้านอยู่ให้เป็นที่รังเกียจแบบนี้หรอก"
เมื่อเห็นว่าธีร์ยังคงนิ่งเงียบ วศินก็ยิ่งได้ใจ เขาเอนหลังพิงเบาะอีกครั้งและเริ่มยื่นข้อเสนอที่แฝงไปด้วยคำขู่
"ฉันจะเตือนอะไรแกไว้อย่างนะไอ้หนุ่ม... เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ มันเป็นแค่ 'น้ำจิ้ม' เท่านั้น"
วศินแสยะยิ้มอำมหิต "ตราบใดที่แกยังเกาะติดเพียงฟ้าและขวางทางคนอื่นอยู่... เดี๋ยวแกก็จะต้องเจอเรื่องแบบนี้มาอีกเรื่อยๆ ต่อให้ครั้งหน้ามันจะไม่ใช่ฝีมือของฉัน มันก็ต้องเป็นฝีมือของคนอื่นที่จ้องจะงาบสิรินทรา กรุ๊ปอยู่ดี... ก็อย่างที่บอกแหละ แกมันไม่คู่ควร"
"เพราะฉะนั้น ฉันจะแนะนำทางออกให้แกด้วยความหวังดีนะ..."
วศินชี้นิ้วสั่งการราวกับเป็นเจ้านายชีวิต "สละสิทธิ์ และถอยห่างจากเพียงฟ้าซะ! กลับไปกราบเท้าบอกปู่ของแก ว่าแกมันไม่คู่ควรกับอะไรสักอย่าง ทั้งความรัก ทรัพย์สมบัติ กิจการ และอำนาจทุกอย่างที่ปู่แกมี..."
"แล้วจากนั้น... ปู่แกที่กำลังหลงหลาน ก็อาจจะโยนเศษเงินก้อนใหญ่ให้แกสักก้อนนึง ยกบ้านพร้อมที่ดินให้แกเอาไปซุกหัวนอน แล้วปล่อยให้แกใช้ชีวิตสุขสบายไปทั้งชาตินี้..."
วศินกางแขนออกราวกับกำลังวาดภาพอนาคตอันสวยงาม "แล้วพอแกไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับนางพญาแสนสวยคนนั้น ไม่เข้าไปยุ่งกับทรัพย์สมบัติมหาศาล ก็จะไม่มีใครหน้าไหนไปตามรังควานแก... แฮปปี้เอนดิ้ง! จริงไหมล่ะ? แกก็แค่กลับไปอยู่ในที่ที่แกควรจะอยู่... กลับไปอยู่ใน 'ถังขยะ' ของแกต่อไป! แล้วแกก็ไม่ต้องมาเจ็บตัว หรือเจอเรื่องเลวร้ายแบบวัน..."
พลั่ก!!!
คำว่า 'วันนี้' ยังไม่ทันได้หลุดพ้นจากริมฝีปากที่กำลังยิ้มเยาะ สันมือซ้ายของธีร์ก็พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่ดวงตาเปล่ามองแทบไม่ทัน กระแทกสับเข้าที่ 'ลูกกระเดือก' ของวศินอย่างแม่นยำและรุนแรง!
"อั้ก...!"
เสียงหัวเราะและคำด่าทอถูกตัดฉับลงในเสี้ยววินาที วศินตาเหลือกค้าง สองมือตะปบเข้าที่ลำคอของตัวเองโดยสัญชาตญาณ หลอดลมถูกบีบอัดจนตีบตัน อากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปในปอดได้ เขาอ้าปากพะงาบๆ พยายามจะสูดลมหายใจ แต่กลับมีเพียงเสียงครางในลำคอที่เล็ดลอดออกมา ความเย่อหยิ่งจองหองเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น
ทว่า บทลงทัณฑ์ของหมาป่าเดนตายยังไม่จบลงเพียงแค่นั้น!
ในจังหวะที่วศินกำลังจะโน้มตัวไปข้างหน้าเพราะความจุก ธีร์ก็พับท่อนแขนขวา แล้วเหวี่ยง 'ฟันศอก' อัดเข้าที่บริเวณ 'กกหู' ด้านซ้ายของเศรษฐีหนุ่มอย่างเต็มเหนี่ยว!
ปั้ก!!
แรงกระแทกอันมหาศาลส่งผลให้ศีรษะของวศินสะบัดหันไปอีกทางอย่างรุนแรง สมองกระทบกระเทือนจนเกิดเสียงวิ้งดังก้องในหู โลกทั้งใบหมุนคว้าง สภาพของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงมาดในตอนนี้ดูไม่จืด น้ำหูน้ำตาไหลทะลักออกมาอย่างหมดสภาพความเป็นอีลีท
ธีร์ไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตั้งสติ ชายหนุ่มเอื้อมมือซ้ายไปขยุ้มเรือนผมที่ถูกเซตมาอย่างดีของวศิน ออกแรงจิกและกระชากดึงให้ใบหน้าที่กำลังบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดนั้นเงยขึ้นมาเผชิญหน้ากับเขา
จากนั้น มือขวาที่กำปืนพกเหล็กกล้าเอาไว้แน่น ก็ตวัดฟาดสันปืนเข้าที่โหนกแก้มของวศินอย่างจัง!
ผัวะ!
ธีร์ตวัดมือกลับ และใช้หลังมือที่ถือปืนฟาดกลับหลัง (Backhand) เข้าที่แก้มอีกข้างของศัตรูซ้ำอีกครั้ง!
ผัวะ!!
"โอ๊ยยยยย!"
วศินแหกปากร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส รอยแตกปริปรากฏขึ้นบนใบหน้า เลือดสีสดไหลซึมออกมาจากมุมปากและหางคิ้ว ความเจ็บปวดทางกายบวกกับความอัปยศที่ถูกกระทำหยามเกียรติ ทำให้เขาสติแทบแตก
ธีร์จิกผมของวศินค้างเอาไว้ ใบหน้าหล่อเหลาที่ไร้อารมณ์ขยับเข้าไปใกล้ ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่เย็นยะเยือกและกรีดลึกลงไปถึงก้นบึ้งของจิตใจคนฟัง
"รู้อะไรไหม... สำหรับในที่ที่แกอยู่ แกอาจจะบอกว่าคนอย่างฉันมันเป็นแค่ขยะ..."
น้ำเสียงของธีร์ราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยรังสีของการเข่นฆ่าที่สัมผัสได้จริง "แต่ไอ้คนแบบแก... ไอ้พวกที่ไม่เคยต้องไปเหยียบอยู่ในโลกที่ระบบกฎหมายทุกอย่างมันพังทลาย... โลกที่อำนาจและกฎเกณฑ์ทุกอย่าง ถูกตัดสินด้วย 'ปืน' ในมือ..."
ธีร์แสยะยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "คนแบบแกน่ะ... มักจะตายเป็นคนแรกเลยว่ะ"
สิ้นคำพิพากษา ธีร์ก็ปล่อยมือจากเส้นผมของอีกฝ่าย ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อย เลื่อนปืนพกในมือขวาไปเหน็บเก็บไว้ที่ขอบกางเกงยีนส์ด้านหลังอย่างใจเย็น
เมื่ออาวุธปืนถูกเก็บไปแล้ว ธีร์ก็หันกลับมาใช้ 'กำปั้นลุ่นๆ' ของตนเอง เปิดฉากซัดเข้าไปที่ใบหน้าของวศินแบบรัวๆ และไร้ความปรานี!
ผัวะ! ผัวะ! ผัวะ!
วศินที่สติเริ่มเลือนราง พยายามจะยกท่อนแขนทั้งสองข้างขึ้นมาตั้งการ์ดป้องกันใบหน้าตามสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด ทว่าสัญชาตญาณของคนธรรมดา หรือจะสู้ความเชี่ยวชาญของทหารที่ถูกฝึกมาเพื่อการทำลายล้าง
ทุกหมัดของธีร์รวดเร็ว หนักหน่วง และแม่นยำ เขาสามารถโยกหลบและเจาะทะลวงผ่านท่อนแขนที่ป้องกันอย่างสะเปะสะปะของวศินได้อย่างง่ายดาย ราวกับมองเห็นช่องโหว่ล่วงหน้า หมัดขวาซัดเปรี้ยงเข้าที่เบ้าตา หมัดซ้ายฮุกเข้าที่สันกราม และเมื่อวศินยกแขนขึ้นมาปิดหน้าจนช่องท้องเปิดโล่ง ธีร์ก็เปลี่ยนเป้าหมาย กระทุ้งหมัดอัดเข้าที่ 'ลิ้นปี่' อย่างรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
อั้ก! อ่อก...!
ลมหายใจของวศินถูกสูบออกไปจากปอด ร่างกายของเขากระตุกเกร็งทุกครั้งที่หมัดทะลวงเข้าสู่จุดศูนย์รวมประสาท เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนเบาะหนังสีครีมและเสื้อสูทราคาแพง เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องโดยสารอย่างน่าสยดสยอง
คนขับรถที่ทำหน้าที่ขับรถไปตามถนนด้วยความหวาดผวา ลอบมองภาพความโหดร้ายทารุณผ่านกระจกมองหลังด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เขาเห็นเจ้านายของตนเองถูกซัดจนเละเทะแทบปางตาย ความกลัวว่าตัวเองจะมีความผิดและโดนหางเลขไปด้วย ทำให้คนขับรถตัดสินใจรวบรวมความกล้า เอ่ยปากร้องเตือนออกไปเสียงหลง
"ค... คุณครับ! พอเถอะครับ! ถ้าคุณทำอะไรคุณวศินไปมากกว่านี้... ต... ต่อให้คุณจะเป็นหลานชายของเจ้าสัวสิรินทร์ พ่อแม่ของคุณวศินก็ต้องไม่ปล่อยคุณเอาไว้แน่ๆ นะครับ!"
คำเตือนนั้นทำให้หมัดที่กำลังจะง้างซัดเข้าที่หน้าอกของวศินหยุดชะงักกลางอากาศ
ธีร์ลดกำปั้นที่มีคราบเลือดของศัตรูติดอยู่ลง ชายหนุ่มทอดสายตามองสภาพของวศินที่บัดนี้นอนพิงประตูรถ สลบไศลไม่ได้สติ ใบหน้าบวมปูดจนจำเค้าเดิมแทบไม่ได้ เลือดกำเดาและเลือดจากปากไหลหยดลงเปรอะเปื้อนเสื้อเชิ้ต ร่างกายกระตุกเกร็งหายใจรวยรินอย่างน่าสมเพช
หมาป่าหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับเพิ่งจะออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายเสร็จ ก่อนจะเอ่ยตอบคนขับรถด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม
"ไม่ต้องห่วงหรอก... มันไม่ตายหรอก"
ธีร์ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋ากางเกง เช็ดคราบเลือดที่สนับมือของตนเองอย่างลวกๆ ก่อนจะชี้มือไปที่ถนนเบื้องหน้า
"เลี้ยวตรงสี่แยกหน้านี้นะ..." ธีร์ออกคำสั่ง "เสร็จแล้ว... ช่วยจอดที่หน้าร้านสะดวกซื้อฝั่งซ้ายมือให้ด้วย"
คนขับรถที่กำลังช็อกกับความดิบเถื่อน รีบพยักหน้ารับคำสั่งอย่างลนลาน เขาหักพวงมาลัยเลี้ยวรถตามที่ชายหนุ่มบอกอย่างว่าง่าย และค่อยๆ ชะลอความเร็ว นำรถสปอร์ตซีดานสุดหรูเข้าจอดเทียบฟุตบาทที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่ธีร์จอดรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ของตนเองทิ้งเอาไว้
ทันทีที่ล้อรถหยุดนิ่ง ธีร์ก็ปลดล็อกและผลักประตูรถฝั่งของตนเองเปิดออก ชายหนุ่มก้าวเท้าลงมายืนบนฟุตบาท ปิดประตูรถตามหลังเบาๆ ก่อนจะเดินล้วงกระเป๋ามุ่งหน้ากลับไปที่รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ของตนเองด้วยท่วงท่าที่เงียบสงบและผ่อนคลาย ราวกับว่าเขาเพิ่งจะแวะลงไปซื้อของกินเล่น และไม่เคยมีเหตุการณ์นองเลือดใดๆ เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
คล้อยหลังชายหนุ่มเพียงเสี้ยววินาที คนขับรถก็รีบปลดเข็มขัดนิรภัย เปิดประตูพรวดพราดลงจากรถ และวิ่งอ้อมไปเปิดประตูเบาะหลังอีกฝั่งด้วยความตื่นตระหนก เพื่อเข้าไปดูอาการบาดเจ็บปางตายของวศินด้วยความหวาดผวาและเป็นห่วงเจ้านายสุดชีวิต...