บทที่ 2 นางร้ายในนิยาย
รถสีดำชะลอความเร็วเมื่อประตูเหล็กสองบานเลื่อนแยกออกจากกัน
แสงจากโคมตามแนวรั้วไหลผ่านกระจกเข้ามา สะท้อนให้เห็นป้ายข้อมือสีส้มบนแขนแม่มณีก่อนเงามืดจะกลืนมันกลับไปแล้วส่งคืนมาใหม่ใต้แสงดวงถัดไป
ปลายทางเป็บ้านสามชั้นหลังใหญ่ซึ่งเปิดไฟไว้แทบทุกดวงหน้าต่างเรียงกันสว่างจ้าจนมองไม่เห็นว่าด้านในมีใครเคลื่อนไหวอยู่บ้าง
แม่มณีขยับตัวออกจากพนักเบาะเล็กน้อยเมื่อรถเลี้ยวเข้าจอดภายในบ้าน
“ถึงแล้วค่ะ คุณหนู” หญิงวัยกลางคนซึ่งนั่งฝั่งตรงข้ามรีบเปิดประตูลงไปก่อน
นางอ้อมมาทางแม่มณีและยกมือรออยู่ข้างกรอบประตูวางฝ่ามือหงายไว้ในตำแหน่งที่หญิงสาวจะคว้าได้หาก้า
แม่มณีมองมือนั้น แล้วก้าวลงจากรถด้วยตัวเอง
ทันทีที่ฝ่าเท้าแตะพื้นหินเธอไม่ได้เดินตามบันไดขึ้นไป กลับหยุดอยู่ข้างประตูรถซึ่งยังเปิดค้าง แล้วเหลือบมองเงาสะท้อนบนกระจกสีดำมันวาวแต่ยังคงเห็นเค้าโครงได้จางๆ
หญิงสาวในเงามีใบหน้าซีดจัด เส้นผมยาวดำยุ่งอยู่รอบแก้มปลายผมบางส่วนจับตัวเป็ช่อเพราะโดนน้ำสกปรกและคลุกฝุ่น
เมื่อถูกไฟเหนือชายคาส่องลงมา เส้นสีทองจางๆตรงปลายผมก็วาบขึ้นมาชั่วครู่ ท่ามกลางเส้นผมสีดำ แผ่นประคบสีขาวยังพันอยู่รอบลำคอใต้ขอบผ้ามีรอยนิ้วคล้ำโผล่ออกมาทั้งซ้ายและขวา
แม่มณีไม่ได้สนใจใบหน้าในเงานานนักสายตาเลื่อนผ่านหัวไหล่ของตัวเอง ไปยังเบาะหลังซึ่งว่างเปล่า จากนั้นจึงปรายตาดูเงาที่อยู่ใต้เท้า
เงาของหญิงสาวยังนิ่งตาม และส่วนปลายก็ไม่ได้ยืดหรือขยับไปมาราวกับมีตัวอะไรติดตามมาด้วย
'อย่างน้อยไอ้คอบิดนั่นก็ไม่ได้เกาะล้อมาด้วย' ก่อนหันกลับไปมองบ้านซึ่งเ้าของร่างควรเรียกว่าเป็บ้านของตนเอง
ประตูบานใหญ่ มีเสาหินสีอ่อนตั้งเรียงหลายเสา
หน้าต่างชั้นสองเปิดม่านค้างไว้ล้วนให้ความรู้สึกไม่ต่างจากบ้านของคนมีเงินที่เคยจ้างเธอไปตั้งศาลเ้าที่ผิดทิศแล้วกลับมาร้องห่มร้องไห้บอกว่าลูกนอนไม่หลับ
แม่มณีก้าวขึ้นบันไดโดยระวังไม่ให้กล้ามเนื้อบริเวณคอขยับตามแรงเดิน
หญิงวัยกลางคนตามหลังมาหนึ่งก้าว ส่วนคนขับปิดประตูรถแล้วรีบอ้อมไปเปิดประตูบ้านให้
ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศพัดออกมาปะทะใบหน้า พร้อมกลิ่นขี้ผึ้งขัดไม้ปนกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อบางๆ ลอยอยู่ในโถง
พื้นหินสีครีมสะท้อนแสงจากโคมระย้าจนเธอต้องหรี่ตา
ชายสูงวัยในเสื้อเชิ้ตสีเทายืนรอเธออยู่พร้อมกระเป๋าหนังเขามองแผ่นประคบรอบคอแล้วรีบเปิดฝากระเป๋า หยิบไฟฉายขนาดเล็กกับถุงมือออกมา
“คุณหนูเสิ่น เชิญนั่งก่อนครับผมต้องตรวจกล่องเสียงกับการหายใจ”
แม่มณีพยักหน้า ก่อนมองคนสามคนที่อยู่ถัดจากเขาซึ่งเธอจำได้ลางๆ ว่าเป็ครอบครัวของร่างนี้ แต่พวกเขา ไม่มีใครลุกเดินเข้ามา หรือถามว่ารอยช้ำเกิดจากอะไร
‘ดูรักกันดีนะ’
แม่มณีไม่ได้หันไปมองพวกเขาขณะเดินตามหมอไปยังเก้าอี้ตัวเดี่ยว
ชายวัยกลางคนนั่งอยู่ตรงปลายโซฟาตัวยาว ใบหน้าบ่งบอกเคร่งเครียด
ผู้หญิงอีกคนนั่งข้างกายเขาปลายนิ้วทั้งสิบสอดเข้าหากันแน่น ดวงตาแดง แต่แผ่นหลังยังตั้งตรงริมฝีปากซึ่งทาสีอ่อนถูกเม้มไว้จนเหลือเพียงเส้นบางๆ
ส่วนชายหนุ่มข้างหน้าต่างอีกห้อง คือคนที่วิ่งผ่านเธอไปหาเปลของเซี่ยอวี้ถง
เสิ่นโม่เหิง
เขาเปลี่ยนเสื้อแล้ว โทรศัพท์ในมือยังเปิดหน้าจอค้างไว้แสงจากจอส่องปลายนิ้วซึ่งยังมีรอยเืจาง ๆ
เขายืนอยู่หลังม่านอีกห้องหนึ่งโดยมีกระจกกางกั้นและจ้องมาทางเธอ
แม่มณีเห็นแล้วก็ปล่อยให้เขามอง
หมอประจำตระกูลขยับเข้ามาใกล้ “อ้าปากครับ”
แม่มณีดึงความคิดกลับมา และทำตาม ไฟฉายส่องผ่านริมฝีปากเข้าไปถึงแผลด้านใน
หมอใช้ไม้กดลิ้นแตะเพียงเล็กน้อยรสเืซึ่งเริ่มจางจึงกลับซึมขึ้นมาอีกครั้ง
แม่มณีขมวดคิ้วขึ้น ยกมือจับข้อมือเขาไว้ก่อนปลายไม้จะกดลึกกว่าเดิมพูดขึ้นเสียงแหบ “พอแล้ว เดี๋ยวได้อ้วกใส่”
ข้อมือของหมอแข็งค้าง เขารีบดึงอุปกรณ์ออก“ขอโทษครับ เสียงแหบมากขึ้นหรือเปล่า หายใจติดขัดไหมครับ”
“ถ้าไม่พูดก็หายใจได้”
หมอเหลือบมองคนบนโซฟาคล้ายรอว่าควรถือคำตอบนี้เป็อาการผิดปกติหรือเป็นิสัยเดิมของคนไข้
ทว่าเมื่อไม่มีใครออกความเห็นเขาจึงถอดแผ่นประคบเก่าออก ตรวจรอยบวมด้วยปลายนิ้ว แล้วเปลี่ยนแผ่นใหม่ให้
ความเย็นชื้นกดลงบนผิวซึ่งร้อนตุบๆอยู่ข้างใน
แม่มณีเอียงคอตามมือเขาได้ไม่มากรอยนิ้วหัวแม่มือด้านขวาลึกกว่าจุดอื่น พอถูกแตะกล้ามเนื้อข้างกรามก็กระตุกขึ้นเอง
“รอยกดลึกมากครับผมยังยืนยันเหมือนทีมภาคสนามว่าควรไปโรงพยาบาลคืนนี้อย่างน้อยต้องส่องดูกล่องเสียง ถ้าเกิดบวมมากขึ้นระหว่างนอน...”
“จัดห้องตรวจไว้ที่นี่ก่อน”ชายปลายโซฟาพูดโดยไม่ละสายตาจากแม่มณี “หากอาการเปลี่ยนค่อยส่งโรงพยาบาล”
หมอชะงักไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้าแล้วเก็บไฟฉายลงกระเป๋า “ถ้าหายใจมีเสียง หอบ หรือกลืนน้ำลายไม่ได้ต้องเรียกผมทันทีนะครับ”
แม่มณีรับคำในลำคอโดยไม่ออกเสียง
หมอจึงหันไปบอกหญิงวัยกลางคนให้เตรียมเครื่องพ่นยาน้ำอุ่น และหมอนเสริม จากนั้นจึงถือกระเป๋าเดินออกไปทางโถงด้านข้าง
เมื่อฝีเท้าของเขาหายไปประตูห้องรับแขกยังเปิดอยู่แต่หญิงวัยกลางคนกลับถอยออกไปแล้วปิดบานกระจกด้านนอกให้
เสียงจากคนรับใช้ซึ่งเดินอยู่ไกล ๆจึงถูกกั้นจนเหลือเพียงแรงสั่นเบา ๆ
แม่มณียังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดี่ยวตำแหน่งของมันห่างจากโซฟาราวกับจัดไว้สำหรับแขกซึ่งไม่ควรสนิทกับเ้าของบ้านเกินไป
เธอวางแขนบนที่เท้าแขนป้ายสีส้มจากลานผู้รอดพลิกขึ้น เผยชื่อเสิ่นโม่จิ่นตรงด้านใน
ผู้หญิงบนโซฟาคลายมือออกช้า ๆรอยแหวนยังฝังอยู่ตรงโคนนิ้ว นางมองคราบเืบนแขนเสื้อของบุตรสาวก่อนสายตาจะเลื่อนหลบไปยังพรมใต้รองเท้า
“อวี้ถงเป็เพื่อนของลูก” น้ำเสียงเบาจนแม่มณีต้องตั้งใจฟังทุกคำ
“ทำไมถึงผลักเธอ” ไม่มีการตะคอกและไม่มีเสียงสะอื้นแทรกอยู่ข้างใน
“.......” แม่มณีไม่ได้ตอบ มือยังวางหงายอยู่บนที่เท้าแขน
เธอจึงก้มมองมือของตัวเอง นิ้วเรียวยาวกว่ามือเดิมของเธอมากใต้เล็บยังมีคราบเืแห้งฝังเป็เส้น
บางส่วนเป็สีเข้มเกือบดำส่วนรอยถลอกตรงข้อนิ้วชี้กับนิ้วกลางกลับมีเศษผงสีเทาติดอยู่ มันไม่ใช่ร่องรอยจากการข่วนผิวคนแน่นอน
ภาพแสงจากโคมไฟในดันเจี้ยนพลันสั่นวาบขึ้นมา
มือของเซี่ยอวี้ถงกำมือข้างนี้แน่นไฝเล็กใต้ข้อนิ้วโป้งกระตุกตามแรงสั่น หลอดไฟเหนือศีรษะติดบ้างดับบ้างเงาซึ่งซ่อนตัวอยู่ด้านซ้ายยืดกรงเล็บออกมาจากผนัง
ขณะที่เสิ่นโม่จิ่นหันหน้าไปทางมัน มือของเธอไม่เคยถอนออกจากมือของเพื่อน....
ก่อนภาพต่อไปจะแทรกเข้ามา ภาพนั้นก็แตกหายไปพร้อมความปวดซึ่งบีบเข้ามาตรงขมับแม่มณีจึงได้แต่กดเล็บลงบนที่เท้าแขนแทนการยกมือขึ้นจับศีรษะ
ความทรงจำที่เห็นมีไม่พอให้บอกว่าเ้าของร่างคิดอะไรกระทั่งการผลักนั้นก็ยังไม่รู้ เธอมีเพียงภาพความทรงจำ และตัวอักษรจากจอสีฟ้าที่บอกว่าร่างนี้ผลักอวี้ถง
'กูก็ยังไม่รู้ แล้วจะให้ตอบยังไงวะ'
แม่มณีเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้หญิงซึ่งควรเป็แม่ของเสิ่นโม่จิ่นแล้วตอบตามความจริงผ่านลำคอที่บวมจนคำพูดครูดออกมาแหบพร่า
“จำไม่ได้”
นิ้วของแม่เสิ่นซึ่งเพิ่งคลายออกกลับจิกลงบนกระโปรงเนื้อผ้าเกิดรอยยับย่นอยู่ใต้ฝ่ามือ นางนิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายคาดว่าจะได้ยินคำปฏิเสธ หรือคำขอโทษ มากกว่าคำนี้
พ่อเสิ่นยกถ้วยชาขึ้นขอบกระเบื้องแตะริมฝีปากแล้วถูกวางกลับลงบนจานรองเสียงกระทบกันเบาเกินกว่าจะดังไปถึงนอกห้องทว่าทุกคนที่นั่งอยู่กลับหันสายตาไปทางนั้นพร้อมกัน
“ครอบครัวเซี่ยเอาเื่แน่”เขาพูดพลางจัดหูถ้วยชาให้หันกลับไปในทิศเดิม “เราไม่อาจปกป้องลูกได้ทุกครั้ง”
คำว่า ‘ปกป้อง’ถูกวางลงกลางห้องทั้งที่ั้แ่แม่มณีเข้าประตูมา ยังไม่มีใครถามว่าเธอเป็อย่างไร
ปลายลิ้นของเธอดันแผลด้านในปาก รสเืเค็มจาง ๆซึมออกมาอีกหยด
'อ๋อ บ้านนี้ไม่ได้ถามว่าลูกสาวเป็ยังไง มันแค่อยากรู้ว่าจะทำให้มันเดือดร้อนไหม'
คำพูดนั้น ช่วยให้แม่มณีขีดเส้นคนทั้งคู่ให้อยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่ได้ดีเลย
พวกเขาคือคนแปลกหน้าซึ่งมีความสัมพันธ์กับเ้าของร่างและอาจหันมาเป็ศัตรูได้หากเธอพูดผิด
แม่มณีจึงไม่รีบคิดหาคำตอบ เธอเอนหลังแตะพนักแล้วมองพ่อเสิ่นโดยไม่ลดสายตา พูดเสียงแหบ “ถ้าจำได้ จะบอก”
คิ้วของชายบนโซฟาขยับเข้าหากันหากไม่ได้จ้องอยู่คงมองไม่เห็น
“โม่จิ่นเื่นี้ไม่ใช่เื่ที่ลูกจะเลี่ยงด้วยคำว่าจำไม่ได้”
“ไม่ได้เลี่ยง” เสียงแหบของเธอขาด่เมื่อกล่องเสียงเกร็งเธอหยุดสูดลมหายใจผ่านจมูก รอจนทางเดินอากาศคลายแล้วจึงพูดต่อ
“ถ้าฉันพูดสิ่งที่จำไม่ได้ออกไปต่อให้พวกคุณอยากได้คำตอบ มันก็เป็คำโกหกอยู่ดี”
พ่อเสิ่นวางฝ่ามือลงบนหัวเข่านิ้วทั้งห้ากดเนื้อผ้าจนเกิดรอยตึงส่วนแม่เสิ่นหันมามองหน้าบุตรสาวเต็มตาเป็ครั้งแรกความแดงรอบดวงตาชัดขึ้นใต้แสงโคม
ทางหน้าต่างกระจกใส เสิ่นโม่เหิงมองหน้าจอที่สว่างขึ้นจากข้อความใหม่เขาอ่านเพียงแวบเดียวแล้วกดปิดโดยไม่พูดอะไร
แม่มณีเห็นชื่อโรงพยาบาลปรากฏอยู่บนแถบแจ้งเตือนก่อนแสงจะหายไปเธอจึงเหลือบมองมือเปื้อนรอยเืของเขา
“อวี้ถงเป็ยังไง” คำถามนั้นทำให้แม่เสิ่นสูดลมหายใจที่ติดอยู่ตรงอก
พ่อเสิ่นไม่ได้ตอบ เสิ่นโม่เหิงขยับริมฝีปากกำลังจะพูดแต่ผู้เป็แม่กลับพูดขึ้นก่อน “แพทย์กำลังผ่าตัดิญญาของเธอได้รับความเสียหาย ยังบอกไม่ได้ว่าจะฟื้นเมื่อไร”
รอยเืที่แผ่ผ่านผ้าก๊อซบนเปลกลับมาอยู่ตรงหน้าอีกครั้งตามด้วยเสียงเนื้อฉีกและแรงกระชากจากกรงเล็บสีดำ
ส่วนสิ่งซึ่งติดค้างอยู่ในอกของร่างนี้ไหลขึ้นมาจนลมหายใจสะดุดความรู้สึกนั้นไม่ใช่ของเธอ แต่ร่างกายกลับรับมันไว้เต็ม ๆฝ่ามือจึงเย็นลงทั้งที่ห้องไม่มีลมพัดผ่าน
เธอกำมือให้เล็บจิกผิวความคมเพียงเล็กน้อยดึงสติกลับมาจากภาพเืที่ปรากฏได้
แม่เสิ่นมองท่าทีนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเดิมซึ่งไม่ได้ดังขึ้นเลย “จืออี้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเธอบอกว่าอวี้ถงยื่นมือมาหาลูก แต่ลูกกลับผลักเธอออกไป”
ชื่อซึ่งหลุดออกมาทำให้ปลายเล็บของแม่มณีหยุดอยู่กลางฝ่ามือ
“จืออี้...” เธอทวนเบา ๆ เส้นเืตรงขมับเต้นแรงขึ้นหนึ่งจังหวะ
ความปวดกระแทกเข้ากลางศีรษะจนภาพในห้องรับแขกไหววูบคราวนี้มันไม่ได้ค่อย ๆ ไหลมาเหมือนเศษความทรงจำก่อนหน้า
สวี่จืออี้
ชื่อหนึ่งบนหน้าจอโทรศัพท์ในโลกเดิมตัวหนังสือซึ่งเธอเคยอ่านระหว่างนั่งรอลูกค้าแก้บน ที่ล่าช้าเกือบสองชั่วโมง
นางเอกผู้ใจดี ใบหน้าอ่อนโยนและผู้หญิงซึ่งทุกคนเชื่อว่าไม่มีทางทอดทิ้งใคร
ถัดไปคือชื่อของพระเอก กู้เฉิงเซียวชายผู้พาคนออกจากดันเจี้ยนและยื่นมือช่วยเหลือนางเอกในวันที่ไม่มีใครอยู่ข้างเธอ
และ มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งถูกผลักให้ผีฆ่าใน่ต้นเื่เืของเธอกลายเป็หลักฐานชิ้นแรกที่ทำให้นางร้ายตัวประกอบถูกเกลียด
ส่วนนางร้ายตัวประกอบคนนั้นมีชื่อว่าเสิ่นโม่จิ่น
แม่มณีเผลอยกมือกดขมับนิ้วซึ่งมีคราบเืแตะถูกผิวเย็นจัด ก่อนจะสบถในใจ 'ฉิบหายละ...' ก่อนจะค่อย ๆ ลดมือลง
หากชื่อพวกนี้เป็ชื่อเดียวกับในนิยายจริงคนที่นั่งอยู่ในร่างนี้ย่อมไม่ได้เพียงฟื้นขึ้นมาในโลกซึ่งมีผี มีดันเจี้ยนและคนดูความตายผ่านสตรีม
แต่เธอกำลังนั่งอยู่ในร่างตัวละครที่ถูกเขียนไว้ให้คนเกลียดั้แ่ต้นเื่
‘นางร้ายตัวประกอบ’
แม่เสิ่นมองเธอ “ลูกจำจืออี้ได้ใช่ไหม”
แม่มณีไม่ตอบรับทันทีเธอปรายตามองเสิ่นโม่เหิงซึ่งยังยืนอยู่ตำแหน่งเดิมจากนั้นจึงมองพ่อและแม่ของร่างนี้อีกครั้ง
ความทรงจำจากนิยายมีเพียงเศษประโยคที่โผล่มาแล้วหายไปรายละเอียดหลายส่วนพร่าเลือนจนแยกไม่ออกอีกครั้ง ว่าเป็สิ่งที่เคยอ่านหรือเป็ภาพซึ่งติดอยู่ในสมองของเสิ่นโม่จิ่น
หากเธอรีบเปิดปากยืนยันคนในห้องอาจถามต่อถึงเื่ซึ่งเธอเองก็ไม่มีคำตอบ
“คุ้นชื่อ” เธอจึงพูดเพียงเท่านั้น
“แต่ลูกบอกว่าจำเหตุการณ์ไม่ได้” แม่เสิ่นถาม
“จำคนได้ ไม่ได้แปลว่าจำทุกอย่างได้”
ผู้เป็แม่ก้มมองมือตัวเองนิ้วโป้งถูรอยกดจากแหวนซ้ำไปมา
ขณะที่พ่อเสิ่นถอนหายใจผ่านจมูกแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นเปิดดูข้อความคราวนี้เขาไม่ได้หันหน้าจอหลบชื่อสกุลเซี่ยจึงปรากฏอยู่เหนือสายที่ไม่ได้รับหลายครั้ง
ไม่มีใครเอ่ยอะไร หรือบอกว่าจะเชื่อคำพูดของเธอ
คล้ายการตัดสินเกิดขึ้นเรียบร้อย ก่อนรถของเธอจะผ่านประตูรั้วเข้ามาเสียอีกที่เหลือก็เป็เพียงการรอให้คนผิดยอมก้มศีรษะขออภัยตามบทของตนเอง
ติ๊ก..
เสียงนาฬิกาตั้งพื้นดังขึ้นหนึ่งครั้ง กลไกด้านในกระตุกตามด้วยเสียงโลหะเสียดกันเบาๆ เข็มยาวเคลื่อนผ่านเลขสิบสองไปเพียงขีดเดียว
หญิงวัยกลางคนเปิดประตูกระจกเข้ามาพร้อมถาดน้ำอุ่นนางวางแก้วลงบนโต๊ะข้างเก้าอี้ แล้วถอยไปยืนรอโดยไม่สบตาใคร
พ่อเสิ่นเหลือบมองนาฬิกา “คืนนี้ขึ้นไปพักก่อนพรุ่งนี้จะให้ฝ่ายกฎหมายเข้ามาให้คำปรึกษา แม้มันจะไม่ผิดกฎหมายเพราะเกิดในดันเจี้ยนก็เถอะระหว่างนี้ก็อย่าออกไปไหน”
คำสั่งนั้นไม่ได้ไล่เธอออกจากบ้านแต่ก็ไม่มีถ้อยคำส่วนใดบอกว่าที่นี่กำลังต้อนรับคนซึ่งเพิ่งกลับมาจากความตาย
แม่มณีเอื้อมหยิบแก้วน้ำอุ่นไหลผ่านแผลในปากแล้วติดอยู่ตรงลำคอ เธอต้องกลืนถึงสองครั้งจึงลงไปได้หมดหนึ่งอึก
มือที่ถือแก้วยังคงนิ่งมีเพียงกล้ามเนื้อข้างกรามซึ่งเกร็งตามความแสบ
เมื่อวางแก้วกลับเสียงของเสิ่นโม่เหิงก็ดังขึ้นจากข้างหน้าต่างเป็ครั้งแรก
“อวี้ถงยังไม่ฟื้น”
แม่มณีหันไปหาเขา ชายหนุ่มเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋าแล้วเดินพ้นเงาม่านเข้ามา
แสงจากโคมเหนือศีรษะเผยให้เห็นรอยแดงตามข้อนิ้วซึ่งล้างเืออกไม่หมด
สายตาของเขาหยุดตรงคราบเืบนเสื้อเธอก่อนเลื่อนกลับขึ้นมาสบตาโดยไม่หลบ
“เธอควรคิดให้ดีก่อนว่าต้องขอโทษใคร”