หลินเว่ยเว่ยเดินออกมาจากโรงน้ำชาด้วยความรู้สึกโหวงเหวงในอกแปลก ๆ ราวกับทุกอย่างมันผิดไปหมด แต่นางก็กลืนความรู้สึกนั้นลงไปทันที
หลินฮวาเมื่อเห็นป้ารองออกมาั้แ่ยังไม่ถึงครึ่งเค่อนางก็ยิ้มอย่างดีใจ นางรีบยื่นถังหูลู่ที่พึ่งซื้อมาให้หลินเว่ยเว่ยอย่างยินดี
หญิงสาวรับมา กัดไปหนึ่งคำเพื่อไม่ให้หลานเสียน้ำใจ นางไม่ได้ชอบกินของหวาน อีกทั้งนางกำลังลดหวานอยู่ เพราะหมอหลี่แนะนำว่านางควรงดกินหวาน และอีกหลายข้อห้ามที่นางพยายามจำให้หมด
ลูกเดียวคงไม่เป็ไร งดไม่ใช่ห้ามเสียหน่อย
หลินเว่ยเว่ยที่กำลังเคี้ยวผลไม้กรอบรสหวานเคลือบน้ำตาล ไม่ได้มองหลินลี่ที่แอบนับจำนวนของหวานที่นางกินไปวันนี้
ถ้าป้ารองกินอีกคำคงต้องเอ่ยปากห้าม หลินลี่พลางคิดในใจ
ทั้งสี่พากันเดินเที่ยวรอบเมือง โดยเฉพาะหลินเว่ยเว่ย นางแทบจำเมืองนี้ได้ทุกซอกทุกมุม แม้หลินเว่ยเว่ยคนเก่าจะเคยเห็นบ่อยครั้ง แต่ของจริงล้วนแตกต่าง เหมือนสถานที่ที่ประทับใจเมื่อหลายปีก่อน กลับมาอีกครั้งแม้จะเหมือนเดิม แต่มันดีกว่าภาพในความทรงจำแน่นอน
ถ้าเป็หนึ่งชั่วยามที่แล้ว หลินเว่ยเว่ยไม่กล้าพาหลานทั้งสามมาเหยียบที่นี่แน่ แต่ก่อนที่จะออกมาจากโรงน้ำชา กงสือได้มอบตำลึงทองให้นางจำนวนหนึ่ง จากน้ำหนักน่าจะราว ๆ 30 ตำลึงทอง
มันเป็ตำลึงทองจากการขายที่ดิน ที่หลินเว่ยเว่ยฝากไว้ นางเริ่มเชื่อแล้วว่าการเป็ป้าตัวร้ายที่ปั่นประสาทนางเอกได้เป็พัน ๆ ตอน ไม่ใช่แค่ต้องร้ายไปวัน ๆ
หลินเว่ยเว่ยคนเก่า ไม่ใช่คนโง่ แต่การให้บ้านสามีรังแกดูจะไม่ใช่ทางของนางแม้แต่น้อย บางทีอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น ติดอยู่แค่อย่างเดียวคือ นึกไม่ออกยังไงล่ะ
“ป้ารองร้านนี้พวกเราไม่น่าจะเข้าได้ แม้ข้าจะมีเงินเก็บจากการขายสมุนไพร แต่ว่า…” หลินลี่กำลังจะท้วงแต่หลินเว่ยเว่ยเอ่ยเสริมขึ้นมาก่อน “ปักปิ่นมีแค่ครั้งเดียว แม้ว่าบิดามารดาเ้าจะไม่อยู่แล้ว แต่ข้าจะไม่ทำให้เ้าต้องน้อยหน้าผู้ใด”
พูดจบหญิงสาวก็พาทุกคนเดินเข้าร้านไป ไม่มีเหตุการณ์ คุณหนู ฮูหยินบ้านไหนเดินมาดูิ่หรือพูดจาเหน็บแนม คนในร้านมีเพียงไม่กี่คน และทุกคนก็ล้วนจดจ่อกับเครื่องประดับที่ตัวเองสนใจ
มีเพียงเสี่ยวเอ้อร์ที่เดินแยกออกมาดูแลพวกนางก็เท่านั้น หลินเว่ยเว่ยมองดูปิ่นที่วางเรียงราย ไม่ว่าชิ้นไหนแต่ก็ล้วนไม่ถูกใจนาง
หลินเว่ยเว่ยนึกถึงปิ่นหยกที่ตาเฒ่าหลินมอบให้หลินเว่ยเว่ย มันเป็ปิ่นที่ด้ามทำมาจากเหล็ก ปลายด้ามดัดเป็รูปกิ่งสน และประดับด้วยหยกเนื้อดี มันเป็ปิ่นที่สวยมาก ถ้าหลินเว่ยเว่ยไม่ได้ฝากไว้ที่ใคร ก็คงอยู่ที่บ้านสามี ไม่ว่าพวกนั้นจะขายหรือเก็บไว้นางก็ไม่อาจรู้ได้
หญิงสาวหยิบปิ่นไม้ธรรมดาขึ้นมา ปลายด้ามสลักเป็ลายดอกเหม่ย พู่ประดับด้วยหยกมันแพะเม็ดเล็ก ๆ
หลินเว่ยเว่ยไม่ได้นึกเสียดายเงิน แต่ในหมู่บ้านโดดเด่นเกินไปไม่ดี ปิ่นนี้ทั้งเรียบง่าย แต่ก็ไม่อาจดูแคลนได้
มีรายละเอียดที่ซับซ้อน และถูกกับรสนิยมของนาง นางเองก็คิดว่าเด็กสาวจะชอบ
“แม่นาง ปิ่นนี่ราคาหนึ่งตำลึงทองขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์พูดด้วยเสียงเรียบ ไม่มีน้ำเสียงเหยียดหยามแม้แต่น้อย หลินเว่ยเว่ยนับถือเถ้าแก่ร้านนี้ในใจ สอนมาดีจริง ๆ
หลินลี่มองอย่างใ นางส่ายหน้ารัว ๆ ไปทางหลินเว่ยเว่ย ปิ่นไม้ที่ดูธรรมดา แม้จะประดับด้วยหยกเม็ดเล็ก ๆ แต่ก็แพงเกินไปแล้ว
หลินเว่ยเว่ยยื่นมันให้เสี่ยวเอ้อร์ “ห่อให้ด้วย”
ทั้งสามแม้อยากจะพูดออกมามากแค่ไหน แต่ก็รู้มารยาทเป็อย่างดี การโวยวายในร้านแบบนี้มีแต่จะทำให้ผู้คนดูถูกได้
แต่ไม่ทันออกจากร้านก็มีบุรุษผู้หนึ่ง สวมอาภรณ์สีม่วงที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน ใบหน้าอ่อนเยาว์ และคงรอยยิ้มอ่อน ๆ ไว้ตามลักษณะของคุณชายเ้าสำราญ
“เดี๋ยวแม่นาง ท่านเป็คนซื้อปิ่นไม้นั่นรึ”
หลินเว่ยเว่ยพยักหน้าตอบกลับเพียงเท่านั้น อีกฝ่ายราวกับใที่ได้เห็นนาง และยิ้มอย่างยินดี
“ท่านคือแม่นางหลินนี่เอง ผู้เฒ่าหลินเป็อย่างไรบ้าง” หลินเว่ยเว่ยจำคนตรงหน้าไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรทำเป็รู้จัก หรือแกล้งจำไม่ได้ดี เขาคงเป็หนึ่งในคนรู้จักของบิดา
เมื่อตัดสินใจได้ นางจึงตอบไปตรง ๆ “บิดาเสียชีวิตไปหลายปีแล้ว”
“น่าเสียดาย ข้าไม่ได้กลับต้าหลางเกือบสิบปี ข้ายังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณผู้เฒ่าหลินที่ช่วยชี้แนะข้า แม่นางหลินอาจไม่รู้จักข้า แต่ข้าเคยพบท่านจากไกล ๆ หลายครั้ง” หลินเว่ยเว่ยมองบุรุษตรงหน้าอย่างครุ่นคิด นางต้องตอบอย่างไรดี ทำไมบิดาของหลินเว่ยเว่ยถึงได้ไปรู้จักบุรุษในชุดสีม่วงแสนแพงแบบนี้ได้
อ่า แล้วอย่างไรต่อ นางควรศึกษาวิธีปลีกตัวออกไปอย่างมีมารยาท เผื่อในอนาคตอาจได้พบเจอคนรู้จักของตาเฒ่าหลินอีกมากมาย
“แม่นางช่างตาถึงไม่ต่างจากผู้เฒ่าหลินเลย ปิ่นนี้ข้าแกะสลักเองกับมือ แต่ด้วยราคาทำให้ผู้คนมองข้ามมัน” ปิ่นไม้ด้ามนี้ก็ใช่ว่าไม่งดงาม แต่ราคาของมันมากเกินไปก็เท่านั้นเอง
“สิบปีแล้ว แม่นางหน้าตาแทบไม่เปลี่ยน แถวนี้หาสตรีที่หน้าตาแบบแม่นางไม่ได้อีกแล้ว ข้า…” หญิงสาวไม่ปล่อยให้คนตรงหน้าพูดมากไปกว่านี้จึงพูดแทรกขึ้นมา “คุณชาย บิดาคงรู้สึกยินดีมากที่เคยได้ชี้แนะ บุคคลมากความสามารถเช่นท่าน แต่วันนี้ข้ามากับหลานทั้งสาม ไม่อาจรั้งอยู่นาน”
“ขออภัยแม่นาง ข้าหยางไท่ หากแม่นางกลับมาที่ร้านช่านฟ่งของข้าอีก ข้าจะเป็คนต้อนรับท่านด้วยตัวเอง” หลินเว่ยเว่ยยิ้มขอบคุณอย่างยินดี
แต่เมื่อหันหลังให้เขา หญิงสาวหุบยิ้มลงทันที นางคิดว่าตนเองแยกระหว่างเส้นสายกับหายนะออก
หยางไท่ผู้นี้เป็คุณชายหยางผู้โด่งดังในเมืองหลวง ในนิยายเขาเองก็เคยตามเกี้ยวหลินลี่ และมอบเครื่องประดับที่งดงามให้หลินลี่ และดึงสตรีที่หมายปองในตัวเขา สร้างปัญหาให้กับเด็กสาวอยู่หลายครั้ง
หลินลี่เองเมื่อได้ยินชื่อหยางไท่นางก็นึกออก ดาวหายนะของนางนี่เอง จำได้ว่านางเอ่ยชมเครื่องประดับที่ไม่มีใครสนใจ ทำให้เขาสนใจในตัวนางเป็อย่างมาก สตรีที่หมายปองในตัวเขา ดันเป็คุณหนูผู้หนึ่งที่มีอำนาจ นั่นทำให้นางต้องเจอศึกอยู่หลายด้าน ตอนนี้จึงรู้สึกโชคดีนักที่ป้ารองรีบออกมาได้ นางจะไม่เอ่ยชมเขาเด็ดขาด
ขณะที่หลินเว่ยเว่ยกำลังพาหลาน ๆ มาขึ้นเกวียนวัวที่นอกเมือง สายตากลับเหลือบไปเห็นบางคนกำลังเรียกนาง แม้จะไม่ใช่การเรียกที่ชัดเจน แต่ทำไมคนอื่น ๆ ถึงมองข้ามล่ะ ทั้ง ๆ ที่ชัดเจนเสียขนาดนี้
แต่ย่านนั้นไม่ใช่ย่านค้าขายธรรมดาน่ะสิ ลึกเข้าไปมันเป็สถานที่ท่องราตรีของเหล่าบุรุษ
หรือเรียกสั้น ๆ ว่าหอโคมเขียว