ยามรุ่งอรุณสาดส่องทอดผ่านยอดต้นมะพร้าวลงกระทบใบหญ้าที่มีหยาดน้ำค้างเกาะพราวบรรยากาศภายในบ้านสวนหลังย่อมดูสงบเงียบ หากแต่ภายในใจของ ‘มนัสวี’ กลับยังคงคุกรุ่นไปด้วยความตื่นตระหนกจากเหตุการณ์พายุสวาทบนรถสปอร์ตเมื่อกลางดึก
หญิงสาวนั่งนิ่งอยู่ตรงระเบียงบ้านพลางมองดู ‘น้องเติมเต็ม’ ที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงนอนด้วยความรักระคนห่วงใย
"มน... พี่เข้าไปนะ"
เสียงทุ้มขรึมของ ธราธร ดังขึ้นพร้อมกับการก้าวเท้าขึ้นบันไดเรือนไม้ชายหนุ่มชาวสวนเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ใบหน้าคมเข้มฉายแววจริงจัง
"พี่จะมาคุยเื่ร้าน ‘มนัสขนมไทย’ น่ะมน อีกไม่กี่สัปดาห์โรงพยาบาลก็จะเปิดให้บริการอย่างเป็ทางการแล้วนะ โครงสร้างและระบบระบายควันระบายกลิ่นต้องเร่งตบแต่งให้เสร็จทันเวลา"
"มนทราบค่ะพี่ทิว..."
มนัสวีถอนหายใจยาว แววตาสั่นเครือรุนแรงขึ้นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงใบหน้าดุดันของภูดิศ
"แต่...มนไม่อยากก้าวเท้าเข้าไปที่โรงพยาบาลนั่นตอนนี้เลยค่ะ และมนก็ไม่อยากพาน้องเติมเต็มไปด้วยมนกลัว... มนฝากพี่ทิวช่วยเข้าไปคุมช่างและดูการตบแต่งร้านแทนมนหน่อยได้ไหมคะอีกอย่าง มนต้องรีบลิสต์รายการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการทำขนมล็อตใหญ่และมีนัดต้องไปพูดคุยสัมภาษณ์ลูกจ้างสองสามคนที่จะจ้างมาช่วยงานประจำที่หน้าร้านด้วยค่ะ"
ธราธรลูบหน้าตัวเองเบาๆก่อนจะพยักหน้ารับคำอย่างเข้าใจอาการลนลานของน้องสาว
"ได้สิมนเื่ตบแต่งร้านเดี๋ยวพี่จัดการให้เอง มนไม่ต้องห่วง...แต่เราต้องปรึกษากันเื่เติมเต็มนะจะปล่อยให้แกอยู่บ้านคนเดียวตอนมนออกไปคุยงานกับลูกจ้างไม่ได้หรอก"
"มนก็กำลังคิดอยู่ค่ะพี่ทิวว่าจะทำยังไงดี"
ใบหน้าของมนัสวีฉายแววกังวล ธราธรขยับตัวนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเสนอทางออก
"พี่ว่า...่นี้ลองเอาเติมเต็มไปฝากเลี้ยงที่เนอสเซอรี่ในตัวเมืองก่อนดีไหมคัดเลือกที่ที่มีระบบความปลอดภัยดีๆฝากเลี้ยงชั่วคราวแค่่สัปดาห์นี้จนกว่าร้านจะเปิดและมีลูกจ้างมาช่วยดูหน้าร้านถึงตอนนั้นร้านลงตัว... เติมเต็มก็ถึงเกณฑ์เข้าเรียนชั้นอนุบาลพอดี"
"เป็ความคิดที่ดีค่ะพี่ทิวมนตกลง"
มนัสวีโล่งใจขึ้นมาเปราะหนึ่งอย่างน้อยการส่งลูกไปอยู่เนอสเซอรี่ในเมือง ก็น่าจะปลอดภัยจากสายตาของภูดิศมากกว่าให้อยู่แถวนี้
++++++++++
กลับมาที่ฝั่งของ ‘ภูดิศ’...
นับจากค่ำคืนอันเร่าร้อนร้อนแรงที่เขาได้บดจูบและตระหนักรู้ใจตัวเองว่ายังคงรักมนัสวีอย่างหมดหัวใจชายหนุ่มก็ไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่าไปเฉยๆเขาส่งตัวอย่างก้อนสำลีเปื้อนเืของน้องเติมเต็มที่แอบเก็บซ่อนไว้มุ่งตรงเข้าสู่ห้องแล็บนิติเวชเพื่อตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอ (DNA) ทันทีเพื่อหวังใช้เป็หมากเด็ดในการแก้เกมลวงโลกของมนัสวี
สองวันถัดมา
ภายหลังจากมรสุมอารมณ์และรสจูบอันดิบเถื่อนกลางดึกผ่านพ้นไปความสับสนระคนโหยหาในตัวมนัสวีและน้องเติมเต็มยังคงแผดเผาจิตใจของ ‘ภูดิศ’ จนร่างหนาแทบไม่มีกะจิตกะใจจะนั่งบริหารงานอยู่บนตึกสูง .
ชายหนุ่มตัดสินใจก้าวเท้าลงมายังลานจอดรถส่วนตัวสตาร์ทเครื่องยนต์รถสปอร์ตคันหรูเสียงดังกระหึ่มก่อนจะเหยียบคันเร่งขับทะยานออกสู่ถนนสายรองมุ่งหน้าออกไปเผชิญทิวทัศน์รอบนอกตัวเมืองเพื่อหวังให้ลมธรรมชาติช่วยคลายความเครียดที่สลักแน่นอยู่ในอกรถสปอร์ตสีดำทมิฬแล่นตัดผ่านเส้นขอบเมืองหลวงเข้าสู่ถนนชนบททอดยาวที่ถูกโอบล้อมไปด้วยความเขียวขจีอันอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้ท้องถิ่น
ภูดิศตัดสินใจกดปุ่มลดกระจกไฟฟ้าลงจนสุดปล่อยให้กระแสลมธรรมชาติยามสายที่หอบเอาความเย็นสดชื่นและกลิ่นอายดินปนกลิ่นยอดหญ้าอ่อนๆ พุ่งเข้าปะทะใบหน้าคมคายดุดัน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อไล่เอาความหมองมัวในหัวใจออกไปสองข้างทางที่รถแล่นผ่านแปรเปลี่ยนเป็ทิวทัศน์อันร่มรื่นของทุ่งนาสีเขียวมรกตที่พริ้วไหวล้อไปกับสายลมราวกระลอกคลื่นผืนฟ้าเบื้องบนกว้างขวางและเป็สีฟ้าครามสดใสไร้ร่องรอยของเมฆหมอกหนาทึบเหมือนในเมืองใหญ่ แสงแดดอุ่น ๆทอประกายสาดส่องลงมากระทบยอดทิวต้นมะพร้าวและต้นตาลที่ยืนต้นตระหง่านอยู่เป็ระยะสะท้อนแสงระยิบระยับล้อไปกับความเร็วของตัวรถ เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มผสานไปกับเสียงลมธรรมชาติและเสียงนกร้องกระจิบกระจาบที่พากันบินถลันออกจากรุ่มไม้ชายป่าข้างทาง
เมื่อรถสปอร์ตแล่นลึกเข้าไปในโซนป่าชายเลนและสวนผลไม้ร่องน้ำความเงียบสงบและเงาร่มไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาลงมาบังแสงแดดจนเกิดเป็ร่มเงารำไรกลับช่วยปลอบประโลมให้ใบหน้าที่หน้าผากย่นและคิ้วขมวดเข้าหากันของประธานบริหารหนุ่มค่อยๆ ผ่อนคลายลงทีละน้อย ความงามอันบริสุทธิ์ของธรรมชาติรายรอบที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า
ท่วงทำนองที่แสนสงบนี้ช่างตัดกับพายุตัณหาและความแค้นที่คุกรุ่นอยู่ในใจของเขาเหลือเกิน
ภูดิศลดความเร็วของรถลงปล่อยให้สายตาคมกริบกวาดมองแมกไม้และสายน้ำใสในคูคลองข้างทางอย่างปล่อยวางอารมณ์ดิบป่าเถื่อนลงชั่วคราว
ราวกับมีเส้นด้ายแห่งพรหมลิขิตขีดเขียนชะตาสายตาคมกริบของภูดิศเหลือบมองผ่านกระจกข้างออกไป และภาพตรงลานสนามหญ้าเด็กเล่นของ ‘เนอสเซอรี่รับเลี้ยงเด็ก’แห่งหนึ่ง ก็ทำให้เขาสะดุ้งสุดตัว เบิกตากว้างด้วยความดีใจอย่างที่สุดจนหัวใจสั่นระรัว
"...ร่างกลมป้อมของน้องเติมเต็มที่กำลังวิ่งเล่นหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยู่กับเพื่อนๆ เด็กชายตัวน้อยอยู่ในชุดเอี๊ยมผ้าเวสปอยท์สีเหลืองมัสตาร์ดทับเสื้อยืดลายขวางสีน้ำเงินสลับขาว รูปร่างอ้วนกลมป้อมน่าฟัดผิวขาวจัดเนียนละเอียดอมชมพูเหมือนมะเขือเทศสุกเรือนผมสีดำสนิทตัดทรงหน้าม้ากะลาครอบรับกับรูปหน้ากลมมนที่มีแก้มยุ้ย ๆยื่นออกมาเวลาอมยิ้ม..."
ภูดิศจอดรถเข้าข้างทางเงียบ ๆชายหนุ่มไม่ได้ผลีผลามพุ่งตัวเข้าไปในทันที เขานั่งนิ่งอยู่หลังพวงมาลัยทอดสายตาผ่านกระจกรถเพื่อแอบมองเติมเต็มอยู่พักใหญ่ แววตาคมกริบจ้องมองทุกท่วงท่า ทุกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็กน้อยด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างประหลาด ยิ่งมอง...เขาก็ยิ่งเห็นเงาสะท้อนของตัวเองในวัยเยาว์เด่นชัดขึ้นทุกที