เวินจื่อถงรีบดึงตัวเวินจื่อชีให้ลงมานั่งที่โต๊ะอาหาร จากนั้นก็ยื่นมือน้อย ๆ ทั้งซ้ายและขวาดึงเวินจื่อเอ๋อร์และเวินจื่อซ่างให้มานั่งด้วยกัน
"พวกพี่ชายลำบากกันมากเลย! ถงเป่าเองก็อยากช่วยออกแรงบ้างเหมือนกัน! พี่รอง พี่สาม พี่เจ็ด พวกท่านรีบกินเร็วเข้า กินเร็วเข้าเ้าค่ะ!"
เวินจื่อซ่างและเวินจื่อชีวิ่งวุ่นมาทั้งวัน ทั้งเหนื่อยทั้งหิว จึงไม่ได้พูดอะไรมาก รีบก้มหน้าก้มตากินอย่างรวดเร็ว
คืนนี้เวินจื่อถงใช้หัวไชเท้าที่แม่หม้ายไฉให้มาต้มซุปปลา แถมยังใส่ต้นหอมป่าลงไปกำหนึ่ง กลิ่นหอมจนยากจะบรรยาย
เนื้อปลาที่สดหวานเข้ากับหัวไชเท้าที่มีรสหวานใส กินเข้าไปคำเดียวก็ััได้ถึงรสชาติความสุขที่เต็มเปี่ยม
เมื่อกินคู่กับข้าวซ้อมมือพูนชามและผักกาดเขียวดอง ทุกคนแทบจะกัดลิ้นตัวเองด้วยความอร่อย!
หลังจากเหล่าพี่น้องกินข้าวเสร็จ เวินจื่อชีก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า
"ของพวกนี้ถงเป่าทำเองจริง ๆ หรือ?"
"ถงเป่า เ้าทำของพวกนี้เป็ั้แ่เมื่อไหร่กัน?" เวินจื่อซ่างก็อดถามไม่ได้เช่นกัน
เวินจื่อถงเห็นดวงตาสามคู่จ้องมองมาที่ตนพร้อมกัน จึงกะพริบตาโต ๆ แล้วตอบด้วยท่าทางมั่นใจว่า
"ถงเป่าเป็เด็กผู้หญิงนะเ้าคะ เด็กผู้หญิงทำอาหารเป็ไม่ใช่เื่ปกติหรอกหรือ? อีกอย่าง ถงเป่าช่วยพี่เจ็ดก่อไฟทุกวัน เห็นบ่อย ๆ ก็เลยทำเป็แล้วเ้าค่ะ"
เวินจื่อถงชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วมองพี่ชายด้วยสายตาสงสัย พร้อมกับใช้น้ำเสียงที่ดูเกินจริงว่า
"ไม่จริงน่า ไม่จริงใช่ไหม? หรือว่าพวกพี่ชายจะบื้อกันหมดเลยนะ?"
เหล่าพี่ชายถึงกับหน้าถอดสี
นอกจากเวินจื่อชีแล้ว พวกเขาไม่มีพร์ด้านการทำอาหารจริง ๆ ...
แต่ดูเหมือนว่าน้องสาวของพวกเขาจะฉลาดหลักแหลมเกินไป แม้แต่ของที่แปลกใหม่ขนาดนั้นยังคิดประดิษฐ์ขึ้นมาได้ นับประสาอะไรกับการทำอาหาร?
เพราะการกระทำที่เหนือความคาดหมายครั้งแล้วครั้งเล่าของเวินจื่อถง ทำให้ทุกคนเริ่มยอมรับความจริงที่ว่า น้องสาวของตนเก่งกว่าเด็กน้อยทั่วไป
เวินจื่อชียิ่งหัวเราะจนตาหยี เขายื่นมือไปบีบแก้มเล็ก ๆ ของเวินจื่อถง จากนั้นก็หยิบเชือกผูกผมสีแดงสองเส้นออกมาจากอกเสื้อแล้วยิ้มกล่าวว่า
"ใช่แล้ว ๆ ! ถงเป่าสมกับเป็น้องสาวของข้าจริง ๆ ! ทั้งฉลาด น่ารัก และขยัน ! เชือกแดงนี้ให้ถงเป่าเป็รางวัลนะ!"
พูดจบ เวินจื่อชีก็ลุกขึ้นยืน นำเชือกแดงสองเส้นผูกเข้ากับผมจุกเล็ก ๆ สองข้างของนาง จากนั้นก็มองเวินจื่อถงด้วยความพึงพอใจ
เวินจื่อเอ๋อร์มองดูน้องสาว แม้นางจะสวมเสื้อตัวนอกสีขาวหม่นที่เก่าขาด แต่ใบหน้าจิ้มลิ้มราวกับตุ๊กตาหยกเมื่อจับคู่กับเชือกแดงสีสดใส ยิ่งทำให้นางดูน่ารักและอ่อนหวานขึ้นไปอีก
"ขอบคุณเ้าค่ะพี่เจ็ด! พี่เจ็ดดีที่สุดเลย!"
แม้เวินจื่อถงจะมองไม่เห็นสภาพของตนเองในตอนนี้ แต่เมื่อเห็นทุกคนมองนางด้วยสายตาเป็ประกาย ก็รู้ได้ทันทีว่าตนเองต้องดูดีแน่ ๆ จึงเอ่ยคำหวานออกมาทันที
"ยัยหนูนี่ ทำไมกัน? มีแค่พี่เจ็ดที่ดีอย่างนั้นหรือ?"
เวินจื่อซ่างบีบแก้มเวินจื่อถงด้วยความเอ็นดู แม้จะไม่ได้ออกแรงมาก แต่ผิวของเวินจื่อถงนั้นนุ่มนิ่มเกินไป จึงขึ้นรอยแดงทันที
เวินจื่อถงทำปากยื่น พูดด้วยท่าทางน้อยใจว่า "พี่สามก็ดี พี่รองก็ดี พี่ชายทุกคนดีหมดเลยเ้าค่ะ!"
เวินจื่อซ่างเห็นแก้มเล็ก ๆ ของเวินจื่อถงแดง จึงรู้สึกสงสารและรู้สึกผิด รีบลูบเบา ๆ สองสามที พอเห็นท่าทางน้อยใจของเวินจื่อถง ก็ได้แต่หัวเราะอย่างจนใจ
"พี่สาม พี่เจ็ด วันนี้พวกท่านหาเงินได้เท่าไหร่กันแน่เ้าคะ? ซื้อของมาเยอะขนาดนี้! อย่ามัวแต่ปิดบังเลยนะเ้าคะ!"
เวินจื่อถงเห็นของที่กองเป็ูเาอยู่ในบ้าน จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเร่ง
เวินจื่อซ่างได้ยินดังนั้นจึงรีบลุกขึ้นปิดประตู จากนั้นจึงบอกตัวเลขออกมาอย่างระมัดระวัง
"อะไรนะ? เ้าว่าอย่างไรนะ? หนึ่งพันสามร้อยเหวิน?"
แม้แต่เวินจื่อเอ๋อร์ที่สุขุมที่สุด เมื่อได้ยินจำนวนเงินที่เวินจื่อซ่างบอก ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความใ
เพราะเงินหนึ่งพันเหวินมีค่าเท่ากับหนึ่งตำลึงเงิน! ราษฎรทั่วไปในหนึ่งปีใช้จ่ายอย่างมากก็เพียงห้าตำลึงเงิน แต่นี่เพียงสองสามวันกลับหาเงินได้มากกว่าหนึ่งตำลึง เป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อจริง ๆ
เวินจื่อซ่างเห็นเวินจื่อเอ๋อร์ใเช่นนั้นก็รู้สึกดีใจ เมื่อรวมกับเงินห้าร้อยเหวินที่พี่ใหญ่ให้มา พวกเขาก็มีเงินรวมกันถึงหนึ่งพันแปดร้อยเหวินเลยทีเดียว!
แม้เวินจื่อซ่างจะเข้าใจดี แต่เขาก็ยังยิ้มและช่วยคำนวณบัญชีให้เวินจื่อเอ๋อร์และคนอื่น ๆ ฟัง
"ปกติตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่งขายได้มากที่สุดแค่หนึ่งหรือสองเหวิน เพราะใคร ๆ ก็ทำเป็ แต่ของพวกเราพิเศษกว่า ราคาจึงสูงขึ้นตามไปด้วย"
"อย่างลูกบอลไม้ไผ่ ข้าตั้งราคาไว้ลูกละห้าเหวิน ส่วนกล่องเครื่องแป้งคือสิบเหวิน ส่วนตะกร้าที่มีหูกระต่ายจะอยู่ที่ประมาณสามถึงสี่เหวิน"
เวินจื่อชีฟังสิ่งที่เวินจื่อซ่างพูด ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยความเลื่อมใสว่า
"พี่สามเก่งที่สุดเลย! เพราะตะกร้าธรรมดาไม่มีใครเอา พี่สามเลยจัดแผนการขายถ้าซื้อครบยี่สิบเหวิน จะแถมตะกร้าธรรมดาให้ฟรีหนึ่งใบ แล้วคนก็แห่กันมาซื้อเยอะมากเลย!"
ภายหลังหลายคนยอมซื้อของให้ครบยี่สิบเหวินเพียงเพื่อจะเอาตะกร้าที่แถมฟรี!
นั่นส่งผลให้สินค้าทั้งหมดที่พวกเขานำออกไปขายในวันนี้ถูกขายจนหมดเกลี้ยง!
เวินจื่อถงที่ฟังอยู่ข้าง ๆ ก็รู้สึกทึ่งในใจ
พี่สามคนนี้ในนิยายต้นฉบับคือคหบดีอันดับหนึ่งของแคว้นลั่วเหิง! ความสามารถในการทำการค้านั้นยอดเยี่ยมเป็อันดับหนึ่งเลยทีเดียว!
ไม่นึกเลยว่าเื่แบบนี้ต้องใช้พร์จริง ๆ ดูสิ แค่ไปขายของครั้งแรกก็คิดวิธีดี ๆ แบบนี้ได้ ไม่แปลกใจเลยที่ในอนาคตพี่สามจะกลายเป็คหบดีอันดับหนึ่ง
สรุปคือ เวินจื่อซ่างและคนอื่น ๆ เห็นความเป็ไปได้ในการค้าขายครั้งนี้ จึงตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะไปตัดไม้ไผ่กลับมาเพิ่ม
ตลาดนัดในอำเภอมีทุก ๆ ห้าวัน เวลาห้าวันนี้เพียงพอให้พวกเขาเตรียมตัวได้มากขึ้น
ขณะนี้เพิ่งเข้าสู่ต้นฤดูหนาว อากาศเริ่มหนาวจัด หากหิมะตกหนักกว่านี้ พวกเขาก็กังวลว่าหลังคาบ้านมุงหญ้าที่ผุพังจะถูกกดทับจนถล่มลงมา
ถึงตอนนั้นการไม่มีที่อยู่เป็เื่เล็ก แต่ถ้าได้รับาเ็ต่างหากถึงจะเป็เื่ใหญ่
จากนั้น เวินจื่อซ่างก็นำของที่ซื้อกลับมาในวันนี้ออกมาทั้งหมด
พวกเขาซื้อข้าวสารเนื้อละเอียดหกสิบจิน แป้งสาลีสิบจิน และยังซื้อมันหมูแข็งกลับมาเพื่อตั้งใจจะเจียวน้ำมันเองด้วย
นอกจากนี้ เวินจื่อซ่างยังซื้อผ้าสองพับและนุ่นกลับมา เพื่อเตรียมทำผ้าห่มนุ่นและเสื้อกันหนาวตัวใหม่ให้เวินจื่อถง
พวกเขาเป็ผู้ชาย มีพลังหยางแรง แม้จะสวมเสื้อผ้าบางหน่อยก็ไม่เป็ไร
แต่ถงเป่าเป็เด็กผู้หญิง อีกทั้งร่างกายยังอ่อนแอและบอบบาง จะปล่อยให้หนาวไม่ได้เด็ดขาด
สองวันที่ผ่านมา แม้ถงเป่าจะไม่พูด แต่ทุกคืนนางจะมาเบียดในผ้าห่มกับพวกเขา ตอนนี้ถงเป่ายังเล็กจึงไม่เป็ไร แต่ถ้าโตขึ้นคงทำแบบนี้ไม่ได้
เวินจื่อถงเห็นลวดลายของผ้า พับหนึ่งเป็สีฟ้าอ่อน อีกพับหนึ่งเป็สีน้ำเงินเข้ม สีฟ้าอ่อนนั้นดูออกว่าเอาไว้ตัดเสื้อให้นาง ส่วนสีน้ำเงินเข้มคงเอาไว้ทำผ้าห่ม
เวินจื่อถงรู้สึกตื้นตันใจ พี่ชายกลัวนางจะหนาว ของเหล่านี้จึงซื้อมาให้นางใช้ก่อน
แต่เวินจื่อถงไม่ได้บอกว่า หลายวันที่ผ่านมา แม้นางจะมุดเข้าไปในผ้าห่มของพี่ชายทุกคืน ไม่ใช่เพียงเพราะนางกลัวหนาว แต่เป็เพราะผ้าห่มของพี่ ๆ บางยิ่งกว่าของนางเสียอีก!
หากนางไปเบียดกับพี่ ๆ และนำผ้าห่มของตนเองไปด้วย เมื่อนำผ้าห่มสองผืนมาซ้อนกัน ย่อมต้องอบอุ่นขึ้นแน่นอน
"พวกพี่ชายก็ต้องทำเสื้อใหม่และผ้าห่มใหม่ด้วยนะเ้าคะ!"
เวินจื่อถงทำปากยื่น จ้องมองเวินจื่อซ่างด้วยท่าทางแง่งอนและไม่พอใจ
เวินจื่อซ่างเห็นดังนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกขำจึงจะยื่นมือไปบีบแก้มเล็ก ๆ ของเวินจื่อถง แต่ครั้งนี้เวินจื่อถงกลับหลบเลี่ยง ทำให้มือของเวินจื่อซ่างค้างอยู่กลางอากาศอย่างเก้อเขิน