ิลี่ถิงถอยออกมาอย่างเงียบงัน เสียงดนตรีครื้นเครงยังดังมาจากบริเวณจัดงานอย่างต่อเนื่อง ผู้เป็องค์หญิงไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวเสียด้วยซ้ำ การเติบโตในราชวงศ์บีบให้การแสดงความรู้สึกเป็เื่ต้องห้าม มีเพียงยามที่ได้อยู่กับเสิ่นเฟยโจวที่กำแพงของนางจะถูกทลายลง แต่เมื่อเป็เช่นนี้ย่อมหมายถึงว่าไม่มีพื้นที่ให้นางอ่อนแอได้อีกต่อไป
“ที่แท้ทั้งหมดก็เป็เพียงหน้าที่ หาใช่ความพิเศษใดไม่” ิลี่ถิงกล่าวกับตนเอง ก่อนจะนำจดหมายรักที่ตั้งใจเขียนมาั้แ่เช้าออกมาฉีกให้เป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย นางโปรยมันลงในบ่อปลาโดยไม่เห็นคุณค่าใด
“คุณหนูผู้นี้มาทำอันใดในที่มืดอยู่ผู้เดียว”
“อยู่ริมบ่อปลาจะให้ทำอันใด” ลี่ถิงตอบบุรุษแปลกหน้าอย่างไม่รักษามารยาท เพราะนอกจากจะมาทักทายผิดเวลาแล้ว สถานะของเขาไม่ว่าจะเป็ใหญ่มาจากไหนก็คงมิได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าตัวนาง
“คุณหนูผู้นี้กินสิ่งใดผิดสำแดงมาหรือไม่ เหตุใดจึงได้ยั่วยุขึ้นง่ายนัก” ชายที่ส่งเสียงมากับความมืดเริ่มเดินเข้ามาใกล้
“ไม่มีบ่าวติดตามเสียด้วย แม้จะเป็จวนขุนนางก็ใช่ว่าไร้อันตราย”
“เห็นจะจริงอย่างที่คุณชายกล่าว คุณหนูผู้อ่อนแอเช่นข้าคงต้องขอลา” ิลี่ถิงลอบมองเพื่อจดจำใบหน้าของคุณชายที่ไม่รู้ว่ามาด้วยเจตนาเช่นไรเอาไว้แล้วเบี่ยงตัวหลบหลีกไม่ให้บุรุษผู้นั้นเข้าถึงตัวได้ ตามฉบับที่เสิ่นเฟยโจวสอนสั่งเอาไว้
หลังหลบพ้นคนมาได้ บ่อน้ำตาที่ิลี่ถิงเก็บซ่อนไว้ถึงขั้นไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางควรทำอย่างไรเพื่อลืมเสิ่นเฟยโจวกัน นางจะลืมคนที่แทรกตนเองเอาไว้ในทุกแง่มุมของชีวิตได้อย่างไร ลี่ถิงปล่อยให้ตนเองเสียน้ำตาแค่เพียงครู่หนึ่ง จากนั้นก็รีบนำตนเองเข้าหาแสงสว่างของงานเลี้ยงในจวนเสียที
เมื่อกลับถึงบริเวณจัดงานนางหยิบสุราจอกหนึ่งขึ้นมาถือเอาไว้ ยิ้มแย้มตอบทักทายผู้คนที่คิดใช้ตัวนางเป็สะพานเข้าหาพี่ชาย
“องค์หญิงลองจิบดูเถิดพ่ะย่ะค่ะ สุรานี้บ่มแบบพิเศษ หวานอร่อยไม่มีความขมให้ระคายคอแน่นอน” ขุนนางที่มีกิจการหมักเหล้ายกยอสินค้าตนอย่างกระตือรือร้น
“เปิ่นกงไม่ถนัดการดื่มน้ำมึนเมานัก จะหมักแบบใดก็คงแยกไม่ออกแน่” ิลี่ถิงกล่าวพลางยิ้มน้อยๆ ออกมา นางไม่ได้โกหก จะสุราใดเสิ่นเฟยโจวก็ตักเตือนเอาไว้ว่าอย่าดื่มมาก เพราะมีฤทธิ์ทำให้ขาดสติด้วยกันทั้งสิ้น คิดถึงตรงนี้สีหน้าของลี่ถิงก็ชะงักค้าง
“เช่นนั้นองค์หญิงเจ็ด นำไปถวายองค์ชายรองให้กระหม่อมเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางที่ติดอยู่ขั้นหกมานาน และถูกคนในกรมขโมยผลงานไปใช้เลื่อนขั้นรู้สึกจนปัญญา จะเข้าหาองค์ชายรองเอง ก็มีคนตำแหน่งใหญ่กว่าล้อมหน้าหลังมากมาย ส่วนองค์หญิงนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสเข้าหามากมายนัก
“แต่สุรากลิ่นหอมแปลก เปิ่นกงคงต้องเปลี่ยนใจ” องค์หญิงเจ็ดยกยิ้ม ยกจอกสุราจรดปากแล้วดื่มหมดในคราวเดียว
“หวานจริงด้วย! ท่านนำมาเท่าใด เอามาขายให้เปิ่นกงที” ตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งพันตำลึงทองถูกยัดใส่มือขุนนางร่างท้วมขั้นหก
ขุนนางที่ไม่มีสิทธิ์ร่วมงานในวังหลวงเสียด้วยซ้ำตาโตด้วยความตกตะลึง คิดไม่ผิดที่ลงทุนซื้อเทียบเชิญจากพ่อบ้านสกุลเสิ่น และยกไหสุรามาถวายิลี่ถิงทั้งที่มีคนตักเตือนแล้วว่าองค์หญิงเจ็ดไม่ดื่มสุรา แต่ใจเบื้องลึกก็ยังรู้สึกว่าอย่างไรก็ต้องถวายสุราที่หมักในถังไม้ด้วยผลท้อและดอกไม้หอมนานาชนิดนี้ให้ได้
ต่อให้องค์หญิงเจ็ดไม่ให้เงินแม้แต่ตำลึงเดียวก็ยังได้กำไร เพราะจะมีสุราใดบ้างที่สามารถประกาศออกไปได้ว่าเป็สุราชนิดเดียวที่องค์หญิงผู้ไม่ดื่มน้ำมึนเมายอมลิ้มลอง คนร่างท้วมรีบวิ่งกลับไปขนมาถวาย ส่วนิลี่ถิงที่คิดฏกับเสิ่นเฟยโจวเป็ครั้งแรก ยกจอกดื่มจนคนหันมอง
ิลี่ถิงเริ่มไม่เทใส่จอกแต่นางยกไหกระดกแทน ขุนนางที่ขายสุราให้ถึงกับยกยิ้ม แม้ตำแหน่งไม่เพิ่มพูนแต่ครอบครัวก็คงต้องร่ำรวยไปอีกหลายชั่วอายุคนแน่
“กระหม่อมเห็นองค์หญิงเจ็ดชื่นชอบเช่นนี้ก็ซาบซึ้งใจ ขอถวายไปให้ทุกเดือนได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“เอาสิ เปิ่นกงก็คงต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อลืมเลือน!” ลี่ถิงโยนไหเปล่าลงพื้นจนแตก แล้วคว้าไหใหม่ขึ้นยกดื่มด้วยสองมือ ขาก้าวขึ้นยืนบนโต๊ะเล็กสำหรับวางสำรับอาหาร แล้วออกท่าร่ายรำตามจังหวะดนตรี
“องค์หญิงเจ็ด เหตุใดดื่มมากเช่นนี้เพคะ” คุณหนูสกุลใหญ่ผู้หนึ่งที่เคยพบปะกันเอ่ยถาม พยายามให้บ่าวตนดึงองค์หญิงให้ลงมายืนบนพื้น
“ก็เหล้านี้มันอร่อย…น่ะสิ กินแล้วเหมือนตะเกียง อื้อ เต้นได้” ิลี่ถิงเริ่มตาปรือ “ปล่อยนะ อย่ามาจับ ข…ข้าจะอยู่บนนี้!”
“จะห้ามทำไม งานมงคลเช่นนี้ต้องเมามาย!” บุรุษในงานเริ่มขึ้นยืนบนโต๊ะสำรับตามองค์หญิงเจ็ดกระดกเหล้าเข้าปาก บ้างก็ร้องให้องค์หญิงเจ็ดดื่มให้หมดไห
“หมดไห หมดไห หมดไห”
“หมดแล้ว!”
“เขวี้ยงทิ้งเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เพล้ง เพล้ง
เสียงไหดินเผาแตกไล่เลี่ยกันเพราะคนเริ่มให้ท้ายกันก่อความวุ่นวายเสียแล้ว กลายเป็การแข่งขันกันดื่มเพื่อให้ตนเองได้ปาไหมากกว่าผู้ใดในงาน
“นางกำนัลขององค์หญิงไปไหน ใครไปตามหาที” ฮูหยินที่มาร่วมงานร้องสั่ง
“แม้กาย…เจ็บช้ำจันทรา ภะ..ูเาสูงชันก้าวถึง แรงสาดสายลม…สายลมอะไรนะ” ลี่ถิงกอดไหเหล้ายืนคิดนิ่งๆ ก่อนจะสีหน้าเปลี่ยนเป็โมโห “ตอบสิ ตอบปะ เปิ่นกง!”
“พัดหา ก็ไม่อาจหักห้ามดวงใจ” เสิ่นเฟยโจวที่กลับมาในงานพร้อมกับเสียงเอะอะรีบเข้ามามองหาิลี่ถิง แม้จะไม่ใช่เวลางานของตน
“เ้าอีกแล้ว อันใดๆ ก็องครักษ์เสิ่น! น่ารำคาญเกินไปแล้ว!”
“กระหม่อมก็เพียงทำตามหน้าที่ องค์หญิงลงมาด้านล่างเถิด ยืนเช่นนั้นอาจล้มเอาได้” เสิ่นเฟยโจวเข้าใกล้หวังจะรวบตัวองค์หญิงออกมาเสีย แต่นางกลับสาดสุราในไหใส่หน้าเขาเสียก่อน
“ไม่ลง! วันนี้เ้าไม่ใช่องครักษ์ของเปิ่นกง อย่ามาห้ามให้เสียเวลาเลย ไปนะ!” ิลี่ถิงสะบัดมือไล่ ก่อนจะยกสุราขึ้นดื่มอีกอึกใหญ่
“อย่างไรมันก็จวนของกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ เ้าบ้านย่อมต้องดูแลแขกให้ปลอดภัย” เสิ่นเฟยโจวพยายามอธิบาย เขา้าจบสถานการณ์ให้รวดเร็วที่สุด เพราะเพียงเท่านี้คำนินทาก็คงจะมากมายจนจ่ายเงินปิดบังไม่หวาดไม่ไหวแล้ว
“เอาเวลาไปดูแลแขกพิเศษดีกว่าหรือไม่ วันนี้จะปล่อยเปิ่นกงเป็อิสระบ้างสักวันก็คงไม่ถึงขั้นตกตาย องครักษ์เสิ่นไปดูแลคนรักของตนเองเสียดีกว่า”
“คนรัก?!”
สิ้นคำขององค์หญิงเจ็ด เื่ความเมามายของนางก็ดูเป็เื่เล็กไปโดยปริยาย แต่ทายาทเพียงผู้เดียวของสกุลที่มากไปด้วยทรัพย์สินนี้ต่างหากที่น่าสนใจ หมดโอกาสจากอาก็ยังเหลือหลาน แม้ยังไม่แน่ว่าจะได้ตำแหน่งผู้นำตระกูล แต่หากได้เป็สะใภ้แล้วไปตบตีแย่งชิงมาภายหลังก็ได้มิใช่หรือ หากมีคนรักแล้วเช่นนี้น่าเสียดายนัก
“สกุลเสิ่นกำลังจะมีงานมงคลติดต่อกันถึงสองงาน หากเปิ่นกงที่เป็เ้านายไม่ร่วมแสดงความยินดีก็นับว่าใจร้ายเกินไปแล้ว” คล้ายว่าสติกลับมาครบถ้วนชั่วครู่หนึ่ง ิลี่ถิงพูดจาชัดเจนทุกถ้อยคำ
นางก้าวลงจากโต๊ะเล็กนั้นตรงไปหาเสิ่นเฟยโจวที่มองมาด้วยสายตาเรียบนิ่งไม่สื่ออารมณ์คู่นั้น ที่แท้เขาไม่ได้ยึดมั่นกับหน้าที่ เขาเพียงแต่ไม่ได้ชมชอบก็เท่านั้นเอง ไหสุราในมือถูกยื่นออกไปให้บุรุษในดวงใจ
“กลืนให้หมดเสีย สุรานี้เปิ่นกงมอบให้แทนคำอวยพร” รอยยิ้มหวานหยดปรากฏขึ้น บนใบหน้าที่ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่ากำลังแตกสลายเพียงใด สายตาขององค์หญิงหันมองไปยังแม่นางน้อยที่เป็คนรักของเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะตวัดกลับมา “แขกยื่นสุราให้ไม่ดื่มได้หรือ มารยาทขององครักษ์เสิ่นตกหล่นไปอยู่ที่ใดกัน”
“องค์หญิง…”
“หากไม่ยอมดื่ม พรุ่งนี้ก็อย่าได้กลับมาให้เปิ่นกงเห็นหน้าอีก”