ค่ำคืนอันเหน็บหนาวในฤดูเหมันต์ ท่ามกลางแสงจันทร์สีแดงฉานดั่งดอกกุหลาบบนหิมะอันขาวโพลน ได้มีสองบุรุษยืนเผชิญหน้าอยู่บนยอดเขาอย่างไม่สะทกสะท้านในสายลมที่พัดผ่าน แม้มันจะสร้างความหนาวเย็นจนต้องยกแขนขึ้นป้องตัวเพราะกลัวว่าตนจะกลายเป็น้ำแข็งไปเสียก่อน แต่ทั้งสองก็ยังคงยืนอยู่อย่างมาดมั่นจ้องมองกันโดยไม่ละสายตาเป็เวลาพักใหญ่ ก่อนหนึ่งในชายนิรนามจะนั่งลงบนโขดหินพร้อมกับเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำจนไม่ใกล้เคียงกับคำว่ามนุษย์เอาเสียงเลย
“ยังคิดจะสู้อีกรึมนุษย์ พวกเ้ายังมีความหวังอยู่อีกรึ” น้ำเสียงอันทุ้มต่ำของชายนิรนามซึ่งนั่งอยู่บนโขดหินได้ดังออกมาจากความมืดมิดที่ปกคลุมใบหน้าและรูปร่างอันสูงโปร่ง เพราะแสงจันทร์ถูกบดบังด้วยม่านหมอกสีดำไปทั่วทั้งท้องนภา ขณะที่ดวงตาคู่นั้นยังคงส่องประกายไฟสีส้มดั่งเปลวเพลิงจากขุมนรกอเวจี
ก่อนดวงจันทราจะยอมเผยใบหน้าของบุคคลทั้งสองให้แจ่มชัดกว่าครั้งใด แล้วมันก็เป็เื่ที่น่าใเมื่อชายนิรนามบนโขดหินนั้นเพียงแค่คล้ายมนุษย์เพราะเขาบนหัวซึ่งงอกออกมาเหนือขมับทั้งสองข้าง พร้อมด้วยผิวพรรณอันขาวซีดเช่นเดียวกับเส้นผมอันหยักศกประหนึ่งหน้ากระดาษเปล่าบนโต๊ะทำงานของเช้าวันใหม่ แต่ทำไมน้ำตาซึ่งไหลรินอยู่บนใบหน้ามันถึงเป็กลายเป็ธารลาวาแทนที่จะขาวใส่เฉกเช่นหยดน้ำคางตามทุ่งหญ้า พร้อมมือขวาซึ่งแบกเคียวขนาดใหญ่ไว้บนบ่าเพื่อพรากชีวิตของผู้พบเห็นได้อย่างน่าพรั่นพรึง
“พูดมากซะจริงนะเ้า จะมีหวังรึไม่ ข้าก็ต้องชนะ เพื่อปกป้องโลกใบนี้” คำกล่าวอันท้าทายจากชายนิรนามซึ่งยืนอยู่อีกฟากพร้อมดาบสีทองที่เรืองรองอยู่ท่ามกลางความมืดมิด
เขาเป็ชายหนุ่มอายุเพียงยี่สิบต้นๆ ผู้มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ โดยต้องโค่นล้มสิ่งที่เป็อันตรายต่อตนเองและผู้อื่นเพื่อปกป้องทุกคนที่เรารัก แม้จะเหลือเพียงตัวคนเดียวที่สามารถยืนหยัดต่อกรกับสิ่งชั่วร้าย เขาก็ไม่คิดจะย่อท้อเมื่อดวงตายังมองเห็นแสงแห่งความหวัง
“ปกป้องโลกรึ เพียงแค่ตัวข้า เ้าก็ยังมิอาจจะเอาชนะได้ด้วยซ้ำ ดาบของเ้าไม่มีทางไปถึงตัวจอมมารได้หรอก” คำกล่าวและน้ำเสียงอันทุ้มต่ำทำให้ความขุ่นเคืองที่กำลังเดือดดาลอยู่ในหัวใจของชายหนุ่มได้ปะทุขึ้นประหนึ่งดอกไม้ไฟตามงานเทศกาล ก่อนเขาจะร้องะโกลับไปด้วยท่าทางเกรี้ยวกราดราวสัตว์ร้ายกลางหุบเขาลึก
“แล้วมันยังไง ต่อให้ข้าต้องแพ้อีกสักพันครั้ง ล้มลงอีกสักหมื่นครั้ง ข้าก็ต้องชนะพวกเ้า เพื่อทุกคนที่ข้ารักเพื่อโลกใบนี้” สิ้นประโยคชายหนุ่มก็ยกดาบขึ้นเหนือศีรษะคล้ายอินทรีกำลังล่าเหยื่อ พร้อมแสงสีทองที่ส่องสว่างออกจากตัวดาบได้กระจายไปทั่วพื้นหญ้าและท้องนภาท่ามกลางค่ำคืนอันมืดมิดที่มีแต่ความเหน็บหนาวกลับสว่างขึ้นดั่งแสงตะวันในยามเช้าที่อบอุ่น
“ข้าจะมาหยุดอยู่ตรงนี้ไม่ได้” ชายหนุ่มได้ฟาดดาบลงตรงที่ตนยืนอยู่ พร้อมแสงสว่างทั้งหมดก็พวยพุ่งตรงเข้าใส่ชายผู้คล้ายมนุษย์อย่างรวดเร็วราวกับว่ามันจะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้ตกตายไปอย่างน่าพรั่นพรึง
แต่นั้นก็ไม่ทำให้ชายผู้คล้ายมนุษย์ตกตะลึงจนนิ่งอึ้งเพราะความหวาดกลัวหรืออื่นใด เขาได้ใช้มือข้างซ้ายปัดป้องพลังทำลายของแสงสีทองนั้นทิ้งอย่างง่ายดายประหนึ่งปัดแก้วน้ำใสให้ตกจากโต๊ะอาหาร จนชายหนุ่มผู้ถือดาบสีทองต้องตกตะลึงถึงขั้นอ้าปากค้างไปเป็เวลาพักใหญ่
“ทำได้เท่านี้เองรึ เ้าผู้กล้า หมดหวังจริงๆ แล้วสินะเหล่ามนุษย์เอ๋ย” สิ้นเสียงอันทุ้มต่ำของชายผู้ส่องประกายด้วยเปลวไฟ ก่อนการะเิครั้งใหญ่จะทำลายทุกสิ่งให้เลือนหายไป แม้แตู่เาอันสูงชันที่ทั้งสองยืนอยู่นั้นก็ยังถูกลบออกจากแผนที่ของโลกใบนี้ได้อย่างง่ายดาย
..................................
รุ่งอรุณยามเช้าอันสดใส พร้อมแสงตะวันส่องผ่านผืนหญ้าและต้นไม้บนลำธาร ทำให้อากาศที่เย็นสบายเริ่มกลับมาอบอุ่นขึ้นอีกครา เพราะในเวลานี้คือ่ปลายฝนต้นหนาวเหมาะสำหรับการเก็บเกี่ยวพืชผลก่อนงานเฉลิมฉลองประจำฤดูใหม่จะมาเยือน ทำให้บรรยากาศภายในเมืองที่มีตึกรามบ้านช่องอันงดงามต่างครึกครื้นรื่นเริงกันอย่างไม่ขาดสายหรือในบางแห่งก็เริ่มงานสังสรรค์กันั้แ่หัววันจนบางท่านได้เมาหัวราน้ำไปพร้อมกับรอยยิ้มอันสดใส ช่างเป็เมืองที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขใจเพราะสารอาหารอันมากล้นจนไม่มีผู้ใดอดอยากราวกับได้รับพรจากเทพยดา
และเมืองแห่งนี้มีนามว่าทราซินเวียตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็เขตพื้นที่ค่อนข้างหนาว ปีหนึ่งจะมีฤดูเก็บเกี่ยวได้เพียงครั้งเดียว แต่ด้วยพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์จึงทำให้การเก็บเกี่ยวเพียงครั้งเดียวก็สามารถเหลือกินเหลือใช้ได้ตลอดทั้งปี
แต่กลับกันภายนอกกำแพงที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโลมันช่างแตกต่างและกันดารราวฟ้ากับเหว เพราะแผ่นดินอันแห้งแล้งจนมิสามารถเพาะปลูกพืชผลให้งอกงาม แถมผู้คนภายนอกยังขาดความรู้ทางการเกษตรและยังถูกเพิกเฉยต่อเ้าเมืองทราซินเวีย โดยไม่มีการหยิบยื่นความช่วยเหลือหรือเมตตาใดๆ
มันจึงเป็หน้าที่ของชายหนุ่มผมขาวผู้เดินลากเกวียนเก่าๆ เล่มหนึ่งด้วยรูปร่างสูงโปร่งโดยไม่มีสัตว์เป็พาหนะ พร้อมใบหน้าอันเรียวงามคล้ายหญิงสาววัยยี่สิบต้นๆ และจมูกที่โด่งเป็สันโอบรับแสงแดดในยามเช้าได้ประหนึ่งดอกทานตะวัน ก่อนผมหยักศกทรงสั้นจะโบกสะบัดเพราะแรงลมพัดผ่าน จนเศษผมบางๆ ได้เข้าไปในเบ้าตาสีเทาเข้มอันหมองหม่น จึงทำให้ชายผมขาวต้องเสียเวลาแคะมันออกมาเป็เวลาพักใหญ่ ก่อนจะรีบเข็นเกวียนเล่มเก่าไปพร้อมกับพืชผักผลไม้นานาชนิดและข้าวสารอาหารแห้งอีกจำนวนมากจนน่าแปลกใจว่าเหตุใดชายผู้นี้ถึงหาอาหารมาได้มากมายในขณะที่ชาวบ้านคนอื่นๆ ไม่สามารถเพาะปลูกสิ่งใดได้
จึงทำให้สายตาหลายสิบคู่ของชาวบ้านภายนอกเมืองต่างจ้องมองมายังอาหารเ่าั้เป็ดั่งทองคำอันมีค่ามหาศาล ก่อนเทียจะร้องะโใส่พวกที่จ้องมองอย่างไม่ละสายตาด้วยใบหน้าอันหมองหม่นจนไม่น่าคบหา
"ใจเย็นๆ กันนะทุกคน ข้ามีของมากแจกจ่ายให้พอกับทุกครอบครัวอย่างแน่นอน" น้ำเสียงอันนุ่มลึกช่างเหมาะสมกับใบหน้าอันแสนหวานดั่งเทพธิดา และเขาก็เดินแจกจ่ายไปตามคำพูดของตนอย่างเคร่งครัดราวกับสิ่งนี้คือหน้าที่อันสำคัญซึ่งหยุดทำมิได้แม้เพียงครั้งเดียว เพราะถ้าใช้สายตาของตนเองมองดูความยากลำบากของแต่บ้านไปทีละหลัง แล้วจะค้นพบว่าสิ่งที่ชายหนุ่มผมขาวทำนั้นมันช่างเป็เื่สำคัญต่อปากท้องคนยากจนเพียงใด
แล้วชายผมขาวก็เดินแจกจ่ายอาหารมากมายไล่ไปทีละหลังจนดวงตะวันเริ่มบ่ายคล้อยลงมาจากท้องฟ้า ก่อนร่างของชายผมขาวจะมาหยุดนิ่งอยู่หน้าบ้านหลังเล็กๆ พร้อมกับข้าวกระสอบใหญ่
“ข้ามีของมาขอแลก ข้าอยากได้เสื้อผ้าสักสองตัวเ้าพอจะมีบ้างไหม” น้ำเสียงอันนุ่มลึกจากชายหนุ่มผมขาวสร้างความสุขใจแก่เ้าของบ้านจนเขาต้องรีบวิ่งมาเปิดประตูต้อนรับอย่างเร็วไว
“เทีย เ้าหายหน้าหายตาไปนานเลยนะ” แต่เสียงกล่าวเ้าของบ้านกลับไม่เป็มิตรต่อชายหนุ่มผมขาวผู้มีนามว่าเทียสักเท่าไหร่ เพราะตลอดฤดูเก็บเกี่ยวเขานั้นไม่เคยแวะเวียนหรือมาเยี่ยมเยือนให้หายคิดถึงกันบ้างเลย
“เ้าก็รู้ว่าข้าต้องเก็บเกี่ยวพืชผล ข้าจะเอาเวลาไหนมาเยี่ยมเยือนเ้าแซม” แล้วการทักทายของทั้งสองก็เริ่มต้นขึ้นตามประสาคนสนิทชิดเชื้อกันมาเนิ่นนาน เพราะทั้งสองคนนั้นคือเพื่อนรักต่างวัยที่ห่างกันไม่ต่ำกว่าสิบปี แถมเทียยังเป็เพื่อนเพียงคนเดียวที่แซมจะไว้ใจได้อย่างเต็มอก ถึงแม้ภายนอกของเขานั้นจะดูมืดหม่นจนไม่น่าคบหา แต่ในสายตาของแซมเขาช่างเป็คนใจกว้างคอยช่วยเหลือผู้คนยากไร้จนไม่สนใจเลยว่าตนเองจะลำบากเพียงใด ครั้งนี้ก็เช่นกันเขานำอาหารมากมายมาแจกจ่ายและขอแลกของใช้เล็กๆ น้อยๆ ที่ดูไม่คุ้มราคา
แม้แต่ข้าวสารกระสอบใหญ่ซึ่งวางอยู่ตรงหน้าบ้านของแซมนั้นมันสมควรจะแรกวัวได้เป็ตัวมากกว่าเสื้อผ้าที่ชายหนุ่มผมขาวร้องขอเป็ไหนๆ จึงทำให้แซมได้แต่ถอนหายใจพร้อมเอื้อนเอ่ยออกไปด้วยความเหนื่อยหนาย เพราะเพื่อนรักคนนี้ไม่เคยยอมฟังคำคัดค้านที่เขาไม่กล้ารับสิ่งของเกินราคาจนตนมิสามารถหามาทดแทนได้
“เอาอีกแล้วนะเทีย เ้าน่าจะขอแลกของที่อื่นได้มากกว่ามาแลกของที่บ้านข้านะ” แซมเอื้อนเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมซึ่งเทียก็ทำเพียงแค่รับฟังโดยไม่ได้กล่าวอธิบายอะไรเพิ่มเติม ก่อนเขาจะแบกกระสอบข้าวขึ้นบนบ่าแล้วเดินตรงเข้าไปในตัวบ้านของเพื่อนรักและวางมันลงบนเก้าอี้ใกล้ๆ กับหน้าต่าง ก่อนจะนั้งลงตรงเก้าอี้ตัวถัดไปด้วยอาการเมื่อยล้า พร้อมกับกล่าวออกมาด้วยท่าทางเรียบง่ายโดยไม่คิดสิ่งใดให้มากความ
“คิดมากเสียจริงนะแซม เ้ารีบนำข้าวสารนี้ไปทำอาหารให้ลูกเมียเ้ากินเถอะ” เมื่อท่าทีของอีกฝ่ายยังคงดึงดันว่าจะนำข้าวกระสอบใหญ่มาแรกเพียงแค่เสื้อสองสามตัวเท่านั้น แซมก็คงต้องเดินจากไปหาของที่เขา้าพร้อมกับเสียงหัวเราะอันน่าฉงนในทันทีที่ได้ยินคำว่าลูกเมีย
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า เ้าดันมาตอนพวกนางไม่อยู่ ใจร้ายเสียจริงนะเทีย ฮ่า ฮ่า” สีหน้าของชายผมขาวแสดงถึงความงุนงงและสงสัยว่าเหตุใดตนเองถึงกลายเป็คนใจร้ายได้เพียงเพราะเขามาเยี่ยมเยือนในเวลานี้
“เ้ารู้รึไม่ว่าเอนี่กับเอ็มม่าคิดถึงเ้ามาก พวกนางรอเ้าแวะมาหาถึงขนาดไม่ยอมออกจากบ้านเป็อาทิตย์ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” แล้วเสียงหัวเราะอันเริงร่ายามได้เอ่ยถึงภรรยาและลูกสาวตัวแสบอย่างเอนี่ เพราะปีนี้นางอายุเข้าสิบห้าปีบริบูรณ์แล้ว แต่ยังคงทำตัวโหวกเหวกโวยวายราวกับเด็กผู้ชายจนบางครั้งแซมก็แอบกังวลว่านางจะออกเรือนได้หรือไม่ ซึ่งแตกต่างจากเอ็มม่าภรรยาสาววัยสามสิบปีที่ดูสุขุมเยือกเย็นกว่าสามีซึ่งอายุมากกว่าถึงห้าปีได้อย่างน่าภาคภูมิ เพราะมันเป็ข้อพิสูจน์ว่าคนอายุเยอะใช่จะน่าเคารพเสมอไป
“หึ พวกตัวแสบ” เมื่อได้ยินสองชื่อนั้นก็ทำให้เทียเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่ตั้งใจ ยิ่งสร้างเสียงหัวเราะอันสดใสจากตัวแซมจนชายผมขาวรู้สึกเหมือนต้องมนต์ เพราะนี้คือสิ่งที่เทียหลงใหลในตัวเพื่อนรักต่างวัยยิ่งกว่าเื่ใด ด้วยเสียงหัวเราะอันสดใสเกินกว่าชายผมขาวจะสามารถกระทำได้
“่นี้พวกเ้าเป็อย่างไรบ้าง” แต่เมื่อเสียงหัวเราะผ่านพ้นไปความเป็จริงก็ต้องหวนกลับมาให้พบเจอทันทีที่เทียเริ่มกวาดสายตามองไร่นาหรือผักสวนครัวที่แห้งเหี่ยวจนมิอาจเก็บเกี่ยวพืชผลและบางทีอาหารที่เหลืออาจจะอยู่ได้แค่่ฤดูหนาวเท่านั้น
“ก็เรื่อยๆนั่นแหละ มีกินมีอดกันบ้าง ก็ยังดีกว่า่าละนะ ไม่ต้องไปสู้เสี่ยงตายกับพวกปีศาจ” ประโยคสั้นๆ จากเพื่อนรักต่างวัยก็ทำให้ใบหน้าอันหมองหม่นเลือนหายไปกลายเป็ความเยือกเย็นเข้ามาแทนที่ได้อย่างน่าฉงน ก่อนเทียจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเชิงประชดประชันชีวิตอันแสนยากเข็ญ
“ต้องมาเสี่ยงตายกับปากท้องแทนสินะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ถูกของเ้า เอ้านี่เสื้อผ้าที่เ้าขอ เนื้อผ้าดีใส่สบายมาก ข้าได้มาจากในตัวเมืองเชียวนะ” ระหว่างทั้งสองกำลังพูดคุยกันแซมก็ได้ค้นตู้เสื้อผ้าแล้วนำมาให้กับ เทีย ก่อนจะพบว่ามันเป็ไปตามที่เพื่อนรักบอกอย่างถูกต้อง ทั้งการตัดเย็บด้วยความประณีตพร้อมเนื้อผ้าอันนุ่มสบายให้ความอบอุ่นซึ่งไม่ร้อนจนเกินไป ถึงสีของเสื้อทั้งสามตัวจะเก่าจนดูซีด แต่ก็นับว่าคุ้มค่าที่ไม่ต้องทนหนาวในยามค่ำคืน
“ขอบใจมาก แล้วข้าจะแวะมาหาอีกนะ”
“จะกลับแล้วรึ เ้าจะไม่อยู่รอเอนี่กับเอ็มม่าสักหน่อยหล่ะ อีกประเดี๋ยวพวกนางก็กลับกันมาแล้ว” เมื่อเห็นเพื่อนรักกำลังจากไปแซมก็รีบกล่าวดักทางไว้ด้วยความใเพราะมันเป็เวลาเนิ่นนานเหลือเกินที่ไม่ได้พบเจอ แต่ต้องมาล่ำลากันไปเร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ
“โอกาสหน้าข้าจะแวะมาตอนพวกนางอยู่นะ ตอนนี้ข้ายังมีงานต้องทำ” แล้วเทียก็เดินจากไปพร้อมรอยยิ้มและเสื้อผ้าใหม่ๆ ตามที่เขาขอไว้โดยที่แซมก็มิได้รั้งหรือพยายามดึงดันให้เขาอยู่ต่อแต่อย่างใดเพราะไม่ว่าจะพยายามพูดขนาดไหนเทียก็ชอบทำตามใจตัวเองอยู่วันยังค่ำ จึงทำให้การล่ำลาเกิดขึ้นในทันควันและเฝ้ารอวันที่จะได้พบกันใหม่
“เทียเพื่อนรัก ที่เ้ารีบกลับเช่นนี้คงเป็เพราะเอนี่ตัวแสบรึเปล่านะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
.........................
“แฮ่ก แฮ่ก แฮ่ก”
เสียงลมหายใจอันแหบพร่าดังสะท้านไปทั่วผืนป่าในยามค่ำคืนซึ่งไร้แสงจันทร์ ช่างไม่เหมาะกับการมาวิ่งเล่นอย่างชื่นมื่นแม้จะผู้ปกครองคอยดูแลก็ตามที แต่นี่คงเป็ทางเลือกสุดท้ายสำหรับเด็กสาวที่กำลังวิ่งหนีบางสิ่งซึ่งน่ากลัวกว่าสัตว์ร้ายในยามค่ำคืน เพราะความมืดมิดนี้จะบดบังมิให้ภัยร้ายเ่าั้ตามหานางเจอได้โดยง่าย ก่อนสาวน้อยจะเหลือบไปเห็นพุ่มไม้ขนาดใหญ่ตรงเนินเขาอันสูงชันมันช่างหน่าจนสามารถปกคลุมร่างของนางไว้อย่างพอดิบพอดี ก่อนเด็กสาวผู้ลนลานจะตัดสินใจวิ่งเข้าไปเพื่อหลบซ่อนตัวอย่างไม่ลังเลโดยคาดหวังเพียงว่าจะรอดพ้นจากมันได้
“ฉึก!! ”
แต่ดูเหมือนจะไม่เป็ดังหวัง เมื่อมีบางอย่างเสียบลงตรงขาข้างซ้ายของนางจนเืสีแดงอุ่นพุ่งกระฉูดออกมาประหนึ่งน้ำป่าไหลหลาก ก่อนสิ่งที่เสียบนั้นจะถูกกดลงด้วยแรงอันมหาศาลจากภัยร้ายที่นางคอยหวาดหวั่น
“กรี๊ดดดดด”
เสียงกรีดร้องอันแสนเ็ปจากเด็กสาวซึ่งถูกแทงตรงขาซ้าย ก่อนนางจะโดนมือขนาดใหญ่บีบเข้าที่ปากอย่างแรงเพื่อไม่ให้มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากตัวนางได้เลย
“เ้า หนี ข้าไม่พ้นหรอก” แล้วน้ำเสียงอันเยือกเย็นก็มาพร้อมกับความเ็ปที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย ก่อนดวงตาจะเริ่มคุ้นชินต่อเงามืดที่ไร้แสงจันทร์กลางป่าเขา เผยให้เห็นรูปร่างสีดำเทาและเสื้อคลุมยาวลงมาจนถึงเข่า พร้อมด้วยดาบเล่มยาวซึ่งมีความกว้างมากกว่าสิบเิเเสียบลงตรงขาอันเล็กบางของเด็กสาววัยประมาณสิบห้าปี จนใครๆ ก็คิดว่าขาข้างนี้อาจจะใช้การไม่ได้อีก
“เ้าจงตอบคำถามข้ามา” และน้ำเสียงอันเ็าก็ยังคงน่าหวาดหวั่นอย่างไม่เสื่อมคลายพร้อมความโเี้ที่กล้าลงมือกับสาวน้อยไร้ซึ่งทางสู้ได้โดยไม่ลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาที ประหนึ่งยมทูตจะคอยพรากชีวิตจากร่างไร้ิญญาได้ปรากฏต่อสายตาของสาวน้อยผู้นี้เสียแล้ว
.............................
ณ สวนหน้าบ้านขนาดใหญ่ มีทั้งไร่นา และ พืชผลอีกมากมายรอให้เก็บเกี่ยว สิ่งเหล่านี้คือความภูมิใจของชายผมขาวมากกว่าการมีเงินทองล้นฟ้าหรืออำนาจใดๆ
เทียได้นั้งพักหายใจอยู่ตรงหน้าประตูบ้านเพราะอาการเหนื่อยล้าจากการทำสวนมาั้แ่หัวค่ำ พร้อมด้วยเหล้าอันหอมหวนที่เขาขอแลกกับชาวบ้านมาหนึ่งเหยือกใหญ่ๆ เมื่อตอนหัววัน และในเวลานี้มันช่างเหมาะกับการดื่มใต้ท้องฟ้าไร้แสงจันทร์ มีเพียงสายลมอันเย็นสบายพัดผ่านใบไม้และผืนหญ้าส่งกลิ่นอายของดินให้รอยมาเตะจมูกของชายหนุ่มผมขาวจนมันสร้างความสุขสงบต่อหัวใจอันเยือกเย็น แม้ใบหน้าจะไม่แสดงถึงอารมณ์ใดๆ แต่ในแววตาคู่นั้นช่างดูมีความสุขกว่าครั้งไหนๆ
เขาได้นั่งมองบรรยากาศโดยรอบเป็เวลาพักใหญ่ก่อนที่จะหลับตาลงแล้วนึกถึงรอยยิ้มของชาวบ้านนอกเมืองและเสียงหัวเราะอันสดใสของแซมเพื่อนรักต่างวัย ยิ่งทำให้เขารู้สึกสงบพร้อมความสุขใจที่เปี่ยมล้นอยู่ในอก แต่….
ความสงบสุขเ่าั้คงต้องจบลง เมื่อเขาเหลือบไปเห็นสาวน้อยที่ท่วมไปด้วยเืเดินตรงผ่านสวนไร่นาของเทียจนเกือบถึงหน้าประตูบ้าน ก่อนนางจะล้มลงสู่พื้นดินพร้อมกับกล่าวขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงอันแ่เบา
“ช่วยข้าด้วย”
สิ้นเสียงอันแหบพร่าเด็กสาวก็สลบไสลไปในห้วงนิทรา โดยที่เทียไม่ได้มีทีท่าตื่นใหรือรีบร้อนวิ่งเข้าไปช่วยเหลือแต่อย่างใด เขาทำเพียงแค่นั้งจ้องมองด้วยตาอันเฉยชาก่อนจะกล่าวคำง่ายๆ ที่ฟังดูไม่เหมาะสมกับคนใจดีอย่างเทียเลยแม้แต่น้อย
“ไปไกลๆ เลย”