โลกทัศน์และความคิดของเยี่ยนเจาเจาเหนือชั้นกว่านักเรียนคนใดที่เขาสอบมาในวันนี้เว้นเพียงหนานหมิงเหอที่มีวิจารณญาณน่าทึ่งเช่นเดียวกับนาง คนอื่นๆแทบเทียบไม่ติดเลยทีเดียว
ไม่เพียงเท่านี้ การวิเคราะห์ไป๋ฝูฉวีของเยี่ยนเจาเจาในช่วงแรกก็ค่อนข้างถูกต้องชัดเจนว่านางรู้จักไป๋ฝูฉวีได้ไม่ถึงสัปดาห์ ก็สามารถมองนางทะลุปรุโปร่งถึงขนาดนี้
แน่นอนว่าผู้อาวุโสหยวนมู่เข้าใจทุกการเคลื่อนไหวของไป๋ฝูฉวีดีแต่นี่เป็นเพราะเขาเห็นโลกมามากมาย และสอนนักเรียนนับพันคนจึงสะสมความสามารถนี้มาทีละเล็กทีละน้อย
แต่เห็นชัดว่าเยี่ยนเจาเจาพึ่งอายุได้สิบปีนางชาญฉลาดเสียจนผู้อาวุโสหยวนมู่ต้องมองใหม่
ผู้อาวุโสหยวนมู่อดคิดไม่ได้ว่าหากเยี่ยนเจาเจาเป็นเด็กหนุ่มมีอำนาจยิ่งใหญ่คับฟ้าหนุนหลัง ทั้งสติปัญญาเป็นเลิศเช่นนี้วันหน้าต้องทะยานขึ้นฟ้า ไม่มีวันจมอยู่กับที่ กระทั่งเหล่าองค์ชายในอุทรขององค์ฮ่องเต้หญิงยังไม่แน่ว่าจะฉลาดเท่านาง
แต่ทันทีที่ความคิดนี้บังเกิดผู้อาวุโสหยวนมู่กลับรู้สึกว่าตนกระทำความผิดซ้ำรอยเดิม สตรีในใต้หล้ามิควรถูกด้อยค่าตนคิดเช่นนี้ เห็นชัดว่าตนดูถูกฐานะสตรีของเยี่ยนเจาเจาแล้ว
หลังพูดเรื่องไป๋ฝูฉวีจบผู้อาวุโสหยวนมู่ก็เอ่ยคำถามอีกมากมาย
ความสามารถของเยี่ยนเจาเจาแทบจะเรียกได้ว่าเหนือชั้นนางคิดถึงเรื่องราวหลายอย่างในชีวิตก่อนความรู้และประสบการณ์ที่เผยออกมาย่อมเกินกว่าภาพลักษณ์ของเด็กสิบขวบสิ่งที่กล่าวล้วนมาจากก้นบึ้งของหัวใจ จนผู้อาวุโสหยวนมู่ตกตะลึงกับนาง
มิน่าเล่าฝ่าบาทถึงได้มั่นใจนักหนาว่าเยี่ยนเจาเจาจะต้องถูกใจเขาแน่!
ผู้อาวุโสหยวนมู่ฟังเยี่ยนเจาเจาพูดจาฉะฉานพลางใคร่ครวญ หลานสาวสองคนของตนก็ฉลาดเฉียบแหลมเป็นความผิดของตัวเขาเองที่ไม่สอนพวกนางให้ดี ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะสั่งสอน
ตราบใดที่สามารถคล้ายคลึงกับเยี่ยนเจาเจาได้บางส่วนวันหน้าเจินเจินกับอ้ายอ้ายย่อมมีอนาคตที่สดใสรออยู่
ทั้งสองพูดคุยกันจนฟ้ามืดแล้วผู้อาวุโสหยวนมู่จึงส่งเยี่ยนเจาเจาออกไปข้างนอกด้วยตนเองขณะเดียวกันหนานหมิงเหอก็รออยู่ด้านนอก
สีหน้าของนักเรียนชายคนสุดท้ายไม่น่ามองนักเขามองการกระทำของผู้อาวุโสหยวนมู่และรู้สึกว่าตนเองหมดหวังแล้วส่วนใจคิดสิ่งใดอยู่ก็สุดจะรู้
เยี่ยนเจาเจาไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้และหนานหมิงเหอก็ด้วย เขาคารวะผู้อาวุโสหยวนมู่ ก่อนพาเยี่ยนเจาเจากลับ
เยี่ยนเจาเจารู้ว่าตนชนะใจผู้อาวุโสหยวนมู่แล้วระหว่างทางกลับเยี่ยนเจาเจานึกถึงคำถามแปลกๆ ของตนเอง ฉับพลันก็นึกสงสัยว่าผู้อาวุโสหยวนมู่ถามอะไรหนานหมิงเหอกันแน่
นางถามคำถามแต่หนานหมิงเหอกลับไม่ตอบอย่างหาได้ยาก
เขาเพียงมองเยี่ยนเจาเจาด้วยสายตาลึกล้ำ มองสีหน้าสงสัยที่ไม่ปิดบังบนดวงหน้านางจากนั้นค่อยๆ ก้มตัวลงทัดผมไว้ข้างหลังใบหูเยี่ยนเจาเจาอย่างอ่อนโยน
อาจเพราะแสงจันทราล่อลวง พี่ชายรองก็น่าหลงใหลเยี่ยนเจาเจาเลยถูกความอ่อนโยนของเขาดึงดูดจนสับสนมึนงง หมดอารมณ์ถามไปเสียแล้ว
อย่างไรเสียหนานหมิงเหอก็อยู่กับตนไม่ว่าคำถามของเขาคืออะไรเยี่ยนเจาเจาต้องการรู้เพียงว่าตนเองและพี่ชายรองได้เรียนด้วยกันแล้วนั่นก็ดีมากแล้ว
ข่าวออกมาในวันรุ่งขึ้นผู้อาวุโสหยวนมู่รับนักเรียนเพิ่มเพียงสามคนตามคาดและบังเอิญยิ่งที่เป็นนักเรียนสามอันดับแรกในการสอบก่อนหน้านี้ หนานหมิงเหอสือโท่วและเยี่ยนเจาเจา
เยี่ยนเจาเจากล้าข่มขู่ผู้อาวุโสหยวนมู่อย่างโจ่งแจ้งประกอบกับกัวซีฉือหนึ่งในสองลูกศิษย์หญิงคนโปรดประกาศกร้าวออกมา ที่ใดมีนางที่นั่นย่อมไม่มีไป๋ฝูฉวีผู้อาวุโสหยวนมู่แยกความสำคัญได้ชัดเจนจึงตัดไป๋ฝูฉวีออกจากรายชื่อนักเรียนที่อยู่ในการพิจารณาของตนเอง
ดอกบัวขาวอาบยาพิษผู้อาวุโสหยวนมู่ที่ไม่ได้ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ชั้นดี ย่อมเกียจคร้านเกินกว่าจะมาทนรับหน้าที่ดัดนิสัยดอกบัวขาวมีพิษนี้ให้ถูกต้อง
สุดท้ายเยี่ยนเจาเจาก็ได้อยู่ห้องพักเดี่ยวสมปรารถนาสามารถย้ายออกจากห้องพักเดิมได้แล้ว
นางไม่ชอบหน้าไป๋ฝูฉวี เลยเลือกห้องพักที่อยู่ห่างไกลจากห้องพักเดิมของไป๋ฝูฉวีที่สุดจะได้ไม่เห็นแล้วหัวเสีย
ทว่าตั้งแต่เยี่ยนเจาเจาย้ายออกจากห้องพักของไป๋ฝูฉวียังมีอีกคนที่มีความสุขเช่นเดียวกับนาง นั่นคือเฉินเหลียนเอ๋อร์
ความสัมพันธ์ระหว่างเฉินเหลียนเอ๋อร์และไป๋ฝูฉวีตอนนี้ลึกซึ้งเสียยิ่งกว่าทองคำทั้งสองแทบจะอยู่ติดกันทั้งวันจนเตรียมมาอยู่ด้วยกันแล้ว
สองวันหลังจากเยี่ยนเจาเจาย้ายออก เฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ย้ายเข้าไปอย่างยินดีไปไหนมาไหนกับไป๋ฝูฉวีทั้งวัน
พวกนางสองคนนิสัยใจคอคล้ายกันเต็มใจอยู่ด้วยกันดีที่สุดแล้ว
ด้วยเพื่อนร่วมห้องของเฉินเหลียนเอ๋อร์ก็ไม่ชอบเฉินเหลียนเอ๋อร์เพราะเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อเป็นเช่นนี้เลยมีความสุขกันทุกฝ่าย
ทันทีที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็มีข่าวลือสะพัดเบื้องหลังว่าเจ้าสำนักหยวนมู่ที่กระจ่างแจ้งซื่อตรงมาโดยตลอดตอนนี้กลับรู้จักใช้เส้นสายให้กับบุตรหลานของตนเอง
คำพูดหยาบคายมิได้มาจากใครอื่นนอกจากเฉินเหลียนเอ๋อร์
ส่วนเบื้องหลังมีไป๋ฝูฉวีคอยยุยงหรือไม่นั้นไม่มีใครบอกได้
อย่างไรเสียไป๋ฝูฉวีที่มั่นใจว่าตนเองได้รับเลือกแน่นอนเมื่อข่าวคราวแพร่ออกมา คาดไม่ถึงว่าตนเองจะสอบตก ใบหน้าจึงได้แตกยับเยิน
เมื่อนักเรียนสตรีคนอื่นๆ เดินผ่านนางไป๋ฝูฉวีจะรู้สึกหน้าร้อนจนแทบแผดเผาสัมผัสแววตาเยาะหยันของคนรอบกายที่ส่งมาให้นางเสมอ
จะว่าอย่างไรดี คราวนี้เฉินเหลียนเอ๋อร์และไป๋ฝูฉวีต่างรู้สึกถูกแล้วผู้คนรอบกายต่างดูแคลนไป๋ฝูฉวีจริงๆ นับว่านางยังรู้ตัว
เดิมทีไป๋ฝูฉวีมักอวดอ้างว่าตนได้คะแนนดีและทำท่าทางสูงส่งต่อหน้าศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่หญิงก็มีสีหน้าที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเสแสร้งแกล้งทำอย่างยิ่ง แล้วใครจะไปให้เกียรตินาง?
เกรงว่าจะมีแค่เฉินเหลียนเอ๋อร์
พูดแล้วก็น่าขัน คุณหนูสกุลใหญ่ดีๆ อย่างเฉินเหลียนเอ๋อร์กลับลดคุณค่าตัวเองไปติดตามคนเช่นไป๋ฝูฉวีช่างตลกยิ่งนัก
เฉินเหลียนเอ๋อร์นั้นอย่าว่าแต่จะปกป้องใครเลยกระทั่งตัวเองยังเอาไม่รอด ไร้ความสามารถ ปกติเรียนหนังสือก็รั้งท้ายตนเองเรียนไม่เก่งยังคิดว่าคนอื่นต้องเป็นเหมือนกันพอได้ยินข่าวลือที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนจึงเริ่มป่าวประกาศไปทั่วว่า เยี่ยนเจาเจาได้รับคัดเลือกเพราะใช้เส้นสาย
สิ่งที่นางพูดออกจะน่าขันอยู่บ้าง กล่าวว่า“หยวนชิงจ้าวก็แค่มีแซ่หยวน คำว่าชิงจ้าวก็เป็นชื่อที่ขโมยมาจาก อี้อันจวีซื่อ [1]ฟังแล้วน่าขบขันนัก”
ซ้ำร้าย ดันมีคนบางคนเชื่อเช่นนั้นจริงๆ
อย่างไรเสียผู้อาวุโสหยวนมู่ที่รับศิษย์เพิ่มเพียงสามคนสองในสามก็ล้วนเป็นคนสกุลหยวน
คนเรามักเป็นเช่นนี้ เมื่อตนเองใช้ไม่ได้ก็ไม่อยากเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าตนยังดีไม่พอเลยไปฉกฉวยผลประโยชน์จากช่องโหว่ ขอเพียงพิสูจน์ได้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเองแต่เกิดจากคนอื่นไม่ว่าเรื่องราวจะถูกหรือผิด ก็เพียงพอให้พวกเขาเชื่อสุดใจแล้ว
นักเรียนคนสุดท้ายที่เข้าสอบในวันนั้นก็เป็นเช่นนี้
ความจริงผู้อาวุโสหยวนมู่ค่อนข้างคาดหวังในตัวเขาสูงเพราะอย่างไรเสียตอนสอบเข้า เขาก็ติดหนึ่งในสิบอันดับท่ามกลางคนนับพัน
แต่คาดไม่ถึงว่าทันทีที่เขาเข้าประตูก็เอ่ยถามว่าตนเองหมดหวังแล้วหรือไม่
ผู้อาวุโสหยวนมู่ไม่ได้คิดอะไรมากแต่ก็ไม่ได้ตอบคำถามของเขา เพียงบอกให้เขาทำข้อสอบให้ดีและเอ่ยถามคำถามที่ตนเตรียมไว้ล่วงหน้า
คำตอบของคนผู้นี้เละเทะผู้อาวุโสหยวนมู่ทนถามเขาอีกสองสามคำถาม ล้วนย่ำแย่เหมือนกันหมดไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาเตรียมตัวมาไม่ดีพอ ไม่เข้าใจหัวข้อหรือจิตใจไม่สงบกันแน่
สุดท้ายผู้อาวุโสหยวนมู่ยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใดเขาก็พูดจาประชดประชัน บอกว่าตนเองมาจากที่ใดสักแห่งรู้เรื่องการใช้เส้นสายพวกนี้ดี ไม่ว่าจะสอบออกมาเป็นไรก็ต้องเปิดทางให้เจ้านายน้อยสองคนของสกุลหยวนอยู่ดี
ผู้อาวุโสหยวนมู่เป็นพวกชอบให้ใช้ไม่อ่อนนักเรียนคนนี้เห็นชัดว่าแสดงความสามารถออกมาไม่ได้เองยังริษยาผู้อื่นอย่างไร้เหตุผล เขาที่เป็นอาจารย์หลายยุคหลายสมัยจะทนได้หรือ?
ผู้อาวุโสหยวนมู่เลยขอให้เขาออกไปในทันที
บุรุษผู้นี้หัวรั้นผู้อาวุโสหยวนมู่พยายามรักษาหน้าเขา แต่เขากลับคิดว่าผู้อาวุโสกินปูนร้อนท้อง จึงคับแค้นใจไม่หาย
ไป๋ฝูฉวีสอบตกเช่นเดียวกับเขา ก็รู้สึกว่าตัวเองได้พบคนรู้ใจทันที
เฉินเหลียนเอ๋อร์ตำหนิเยี่ยนเจาเจาว่าใช้เส้นสายส่วนตัวเขาก็เอ่ยกลางอาคารใต้ว่าหนานหมิงเหอใช้เส้นสายจึงไปมาหาสู่กับไป๋ฝูฉวีอยู่บ่อยๆหนึ่งเดือนเขาจะมาที่หน้าประตูเรือนอาคารเหนือสักสามครั้งเพื่อเชิญไป๋ฝูฉวีไปเรียนด้วยกันเป็นอย่างต่ำ
ช่างเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี!
ไป๋ฝูฉวีทำในสิ่งที่อาคารเหนือไม่เคยมีมาก่อนจริงๆ
เด็กสาวที่มาเรียนที่อาคารเหนือต่างเป็นเด็กสาวบริสุทธิ์ผุดผ่องสงวนท่าที และถือกัวซีฉือเป็นแบบอย่าง มักไม่ข้องแวะกับนักเรียนชายมากนัก
ตอนนี้ดันมีตัวประหลาดอย่างไป๋ฝูฉวีโผล่มาประกอบกับบุรุษสอบตกคนนั้นมาอ้อยอิ่งที่หน้าประตูเรือนราวกับสามีรอคอยภรรยาทุกวี่ทุกวันผู้คนเห็นแล้วรู้สึกไม่พึงพอใจ จึงเหยียดหยามไป๋ฝูฉวียิ่งกว่าเดิม
หยวนชิงชิวเป็นถึงพี่ชายแท้ๆ ของหยวนชิงจ้าวยังไม่เห็นหยวนชิงชิวมาเฝ้ารอหยวนชิงจ้าวเช่นนี้!
ไป๋ฝูฉวียังคิดว่าตนเองดีเด่นคิดเพียงว่าคนพวกนี้ริษยานาง บางคราวมีนักเรียนหญิงหัวเราะเยาะใส่นาง นางยังกระหยิ่มยิ้มย่องในใจเสียด้วยซ้ำ
แน่นอนว่านอกเหนือจากนักเรียนชายคนนี้กับเฉินเหลียนเอ๋อร์ในใจนักเรียนส่วนใหญ่ต่างก็ทราบดีว่าเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอถูกผู้อาวุโสหยวนมู่เก็บไว้เกรงว่าความรู้ความสามารถคงเป็นของจริง
สามอันดับแรกของการสอบเข้าจะกลายเป็นหมอนปักลาย[2] ได้เช่นไร?
ในที่สุดข่าวลือก็แพร่ไปจนถึงหูของกัวซีฉือแต่กัวซีฉือไม่เคยสนใจ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเยี่ยนเจาเจาไม่ได้อยู่กับไป๋ฝูฉวี ทั้งสองมีโอกาสขัดแย้งกันน้อยกอปรกับเยี่ยนเจาเจายุ่งเสียจนขาแทบขวิด กระทั่งหนานหมิงเหอยังไม่ค่อยได้เจอ
นางเข้าชั้นเรียนตามปกติเมื่อมีเวลาว่างก็ต้องไปเรียนความรู้หลากหลายเพิ่มเติมจากผู้อาวุโสหยวนมู่จนอยากจะให้หนึ่งชั่วยามยาวนานสักสิบชั่วยาม ไม่มีเวลามานั่งเล่นกับไป๋ฝูฉวี
เช่นเดียวกันกับหนานหมิงเหอ เขายุ่งจนแทบลืมเวลาทั้งสองหลับใหลยามท้องฟ้าประดับไปด้วยดวงดาวมากมาย แต่ตอนตื่นจันทรากลับยังไม่ลับหายไป
ตื่นนอนก่อนรุ่งสาง เรือนหามรุ่งหามค่ำ
ความเร่งรีบนี้ทำให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอพบกันต่อหน้าผู้อาวุโสหยวนมู่ ยังแทบไม่ได้คุยกัน
และเพราะงานยุ่งก็ทำให้หนานหมิงเหอละทิ้งความคิดหลายอย่างไปอย่างเช่นห่วงว่าเยี่ยนเจาเจาจะดูแลตัวเองได้ไม่ดีพอจึงต้องการจัดหาคนฉลาดมาติดตามนาง
เยี่ยนเจาเจามิได้แสดงท่าทีอึดอัดออกมาท่ามกลางความกดดันเช่นนี้บนใบหน้านางมีคำว่าไม่ต้องการใครมาปรนนิบัติแปะหราไว้ ไม่รู้ว่าในร่างเล็กๆ นี้มีพลังซ่อนอยู่มากน้อยแค่ไหน
หนานหมิงเหอครุ่นคิดครู่หนึ่งเยี่ยนเจาเจาอาจไม่ต้องการให้คนอื่นมาดูแลนางแล้ว นางสามารถดูแลตนเองได้ดีแน่นอน
หลายคนเห็นเยี่ยนเจาเจายุ่งจนหัวหมุนอดคิดสงสัยไม่ได้ว่าเยี่ยนเจาเจาเรียนหนักจริงๆ หรือเปล่า
ในขณะนั้นซ่งเสียวอวี่และเหล่าผู้คลั่งไคล้ตัวน้อยของกัวซีฉือกำลังนั่งถกกันเรื่องนี้อยู่พวกนางไม่ชอบไป๋ฝูฉวี แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความเคลือบแคลงในตัวเยี่ยนเจาเจาดังนั้นจึงซุบซิบเรื่องนี้กันยามว่าง
กัวซีฉือมิได้แสดงท่าทีใดซ่งเสียวอวี่เลยเอ่ยถามกัวซีฉือพร้อมรอยยิ้ม
กัวซีฉือวางม้วนตำราสกุลเหลียงลงบนตัก ค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นหลังได้ยินแต่แทนที่จะตอบคำถาม กลับเอ่ยแผ่วเบาด้วยรอยยิ้มอ่อนจาง“พวกเจ้าก็เคยเรียนกับนางแล้ว เจ้าเห็นนางเป็นเช่นไรเล่า?”
ภาพลักษณ์ของกัวซีฉืองดงามดุดันนางเพียงลืมตาขึ้นอย่างผ่อนคลาย ก็เผยให้เห็นความงามไร้ที่ติ
เยี่ยนเจาเจาจะอ่อนโยนและบอบบางกว่าส่วนนางกลับมีเสน่ห์และเยือกเย็น ราวกับถูกเคลือบด้วยน้ำแข็งเป็นดั่งกุหลาบร้อนแรงยากจะรับมือ
ซ่งเสียวอวี่ตกใจกับสีหน้าของกัวซีฉือแต่ยังคงคิดตามความต้องการของกัวซีฉือว่าคำกล่าวของนางหมายถึงสิ่งใด
นอกจากเข้าชั้นเรียนของผู้อาวุโสหยวนมู่แล้ว เยี่ยนเจาเจายังมีชั้นเรียนอื่นอีกมากที่ต้องเข้าชั้นเรียนสตรียังมีเพียงห้องเดียว ทุกๆ คนย่อมต้องเคยเรียนกับเยี่ยนเจาเจาบ้าง
“ฉลาด มีไหวพริบ พูดจาคล่องแคล่ว”
ผ่านไปชั่วครู่ ซ่งเสียวอวี่จึงตอบ
คนอื่นๆ ก็พยักหน้าร่วมด้วย
“อาจ้าวดูเยาว์วัย แต่มีความคิดเป็นของตัวเอง”
“ตัดเรื่องอื่นไป ขยันก็ขยันมากจริงๆข้าเห็นนางทบทวนตำราในลานเรือนตอนมีเวลาว่าง แทบจะไม่ทำอย่างอื่นเลย”
“เช่นนั้นพวกเจ้าคิดว่าการบ้านปกติที่นางทำเป็นอย่างไรบ้าง?”
กัวซีฉือม้วนตำราขึ้น แล้วตบตำราเบาๆ บนศีรษะของซ่งเสียวอวี่ไร้แววมุ่งร้าย ออกแนวเอ็นดูเสียมากกว่า
“ยอดเยี่ยม”
นี่คือความจริง เยี่ยนเจาเจามิเคยค้างการบ้านและลายมือสวยจนไม่มีร่องรอยของลายมือเด็กเขียนแม้แต่น้อย
กัวซีฉือหัวเราะ“เช่นนั้นคำถามนี้ก็ไม่จำเป็นแล้ว”
หลายคนมองหน้ากัน แต่เมื่อคิดดูก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
ต้องรู้ก่อนว่าเยี่ยนเจาเจาต้องเข้าชั้นเรียนมากกว่าพวกนางมากเจ้าสำนักหยวนมู่ขึ้นชื่อว่าเป็นปีศาจ เยี่ยนเจาเจาสามารถทำการบ้านพวกนั้นจนเสร็จทั้งยังเตรียมการบ้านชั้นเรียนเดิมของตนเองได้ก็เห็นชัดแล้วว่าเยี่ยนเจาเจาเก่งกาจเพียงใด
ข่าวลือข้างนอกนั้นไร้สาระอยู่แล้ว
และคนที่ไม่รู้ความเก่งกาจของเยี่ยนเจาเจาจะต้องได้รู้ในสักวันหนึ่ง
ความจริงกัวซีฉือรู้สึกได้โดยสัญชาตญาณกับเยี่ยนเจาเจามากกว่า
ความรู้สึกของกัวซีฉือนั้นค่อนข้างซับซ้อนกับศิษย์น้องหญิงเพียงคนเดียวของตน
สกุลกัวเป็นสกุลขุนนางภักดีนางรู้ว่าเด็กสาวตรงหน้ามิใช่เด็กสาวจากสกุลหยวน กลับกันนางสูงศักดิ์ล้ำค่าบนร่างมีสายเลือดของสกุลเหลียงเดิมไหลเวียนอยู่ในตัว
แต่ฐานะของเยี่ยนเจาเจามิอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้
กัวซีฉือเข้าใจนิสัยของอาจารย์ตนดีหากเขาไม่ต้องการ แม้จะมีอำนาจขององค์ฮ่องเต้หญิงพาดอยู่บนคอ เขาก็ไม่ยินยอมยิ่งมิต้องกล่าวว่าตอนนี้ชื่อที่เยี่ยนเจาเจาใช้มิใช่เยี่ยนเจาเจาแต่เป็นหยวนชิงจ้าว
ในช่วงเวลาที่เยี่ยนเจาเจาสามารถกลายมาเป็นศิษย์น้องของนางได้กัวซีฉือก็รู้ว่าเยี่ยนเจาเจามีความสามารถอยู่จริงๆ
และหลังจากที่เรียนด้วยกันมากัวซีฉือก็ค้นพบว่าความรู้เดิมของเยี่ยนเจาเจานั้นน่าทึ่งมากแม้เทียบกับหนานหมิงเหอที่ฉลาดเข้าขั้นอัจฉริยะ มีความจำเป็นเลิศนางอาจไม่ถึงกับฉลาดล้ำ แต่ก็พยายามอย่างหนัก
เยี่ยนเจาเจาสามารถทุ่มสุดตัวกับสิ่งที่นางไม่เข้าใจจนกว่าตนจะคิดออกนางยึดมั่นสิ่งใดก็จะพุ่งชนเข้าไป โดยไม่เกรงว่าตนจะชนจนศีรษะอาบเลือดเพียงกลัวไม่กล้าพุ่งชนเท่านั้น
เยี่ยนเจาเจาไม่กลัวว่าตนทำไม่ได้เพียงกลัวตนเกียจคร้าน
กัวซีฉือรู้ว่าตนเองพยายามอย่างหนักแต่พอนางรู้อายุของเยี่ยนเจาเจานางจึงตระหนักว่าความจริงนางยังขยันน้อยกว่าเยี่ยนเจาเจาเสียอีก
กัวซีฉือก็คิดเช่นกันว่ามันไม่ควรเป็นเช่นนี้
นางพยายามเพราะไม่ต้องการให้อนาคตของตนถูกกำหนด มองในบางแง่มุมการรักษาตำแหน่งบรรดาศักดิ์ แต่งเขยเข้าสกุลมาคลอดบุตรเลี้ยงลูกเหมือนกับท่านแม่ของนางมันน่าสนใจตรงไหน?
แน่นอนว่านี่มิใช่การด้อยค่ามารดาของตนท่านแม่สามารถเป็นขุนนางคนสนิทของฝ่าบาท นางย่อมมีความสามารถ
แต่กัวซีฉือไม่พึงพอใจกับสิ่งนี้
สิ่งที่กัวซีฉือต้องการมิใช่การเป็นนายคนแต่นางอยากก้าวข้ามบรรดาศักดิ์ที่จำกัดไว้ให้ตนเองมาตั้งแต่ต้น แล้วทำการใหญ่ด้วยกำลังของตัวเองจริงๆ
แต่เยี่ยนเจาเจาทำเพื่ออะไรเล่า?
นางอายุยังน้อยจำเป็นต้องบากบั่นเพียงนี้เลยหรือ?
กัวซีฉือแตกต่างจากคนอื่นนางเข้าใจเรื่องราวได้อย่างรวดเร็วในขณะที่คนอื่นยังคิดไม่ตกเยี่ยนเจาเจาแข่งกับเวลา นางมิได้ข้องเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญในเมืองเซียงเฉิงแต่เมื่อใดที่เมืองเซียงเฉิงสงบลง ราชสำนักต้องเปลี่ยนขั้วอำนาจแน่และพายุก็จะก่อตัวอย่างกะทันหัน
บุคคลมีอำนาจอย่างพวกนาง ถึงตอนนั้นหากไม่พายเรือทวนกระแสน้ำไปข้างหน้าก็จะถูกกระแสน้ำพัดไปข้างหลัง
เยี่ยนเจาเจาเหมือนกันกับนาง หากไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะปกป้องตัวเองและคนที่ตนใส่ใจก็จะโดนคลื่นลมที่แผ่ไปทั่วราชสำนักกลืนกิน
ดังนั้นอายุที่ยังน้อยในปัจจุบันจึงไม่ใช่เหตุผลที่นางสามารถแอบอู้ได้แต่กลับเป็นกำลังขับเคลื่อนให้นางมุ่งไปข้างหน้า
ยังเด็กแล้วอย่างไร?
ยามแผนชั่วร้ายหวังเอาชีวิตมาถึงตรงหน้าย่อมไม่สนว่าตัวเจ้าจะเป็นเด็กหรือไม่
--------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] อี้อันจวีซื่อ หมายถึง นามแฝงของหลี่ชิงจ้าวเป็นกวีหญิงที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์ซ่ง
[2] หมอนปักลาย เป็นคำเปรียบเปรยหมายถึง สวยแต่รูปจูบไม่หอม