สุดท้ายจึงต้องข่มความกังวลใจเล็กๆนั้นลงแล้วเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างที่เขาบอกหลังจากสบายเนื้อสบายตัวแล้วก็มานั่งจัดของจากกระเป๋าเข้าตู้ ของไม่กี่ชิ้นจึงใช้เวลาไม่นานนักและของชิ้นสุดท้ายที่หญิงสาวหยิบออกจากกระเป๋าก็คือรูปของพี่ชาย เธอนำไปใส่ไว้ในลิ้นชักหัวเตียง หลังจากนั่งสบประกายตาคมที่มีแววละม้ายคล้ายกับตนด้วยความละลึกถึงอยู่ครู่หนึ่ง
พี่ชายของเพียงขวัญเรียนจบจากคณะศิลปกรรมด้านการวาดภาพ นี่ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ก็คงมีฝีมือไม่ต่างจากคนที่วาดภาพของคุณอินทิรานั้นแน่ๆ หญิงสาวคิดคำนึงถึงพี่ชายร่วมสายโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้ว...
*********************
หกโมงเศษๆเพียงขวัญก็เข้าไปสำรวจความเรียบร้อยของตนที่หน้ากระจก จัดแจงหวีผมยาวประบ่าที่ปล่อยไว้สบายๆเมื่อครู่แล้วรวบไว้ด้วยที่รัดผมสีสวย ชุดเสื้อแขนสั้นกับกระโปรงลายดอกไม้เล็กๆสีอ่อนที่สวมอยู่ก็คงไม่น่าเกลียดนักสำหรับการร่วมรับประทานอาหารมื้อแรกกับผู้เป็เ้านาย หญิงสาวผัดหน้าด้วยแป้งเด็กที่ใช้อยู่เป็ประจำเป็สิ่งสุดท้ายก่อนเดินออกจากบ้านไปตามทางเดินเล็กๆที่ตัดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีสู่บ้านหลังใหญ่ที่เห็นตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า อากาศค่อนข้างเย็นจนหญิงสาวต้องกอดอกไว้ เสื้อผ้าเนื้อบางที่เคยใช้เมื่อตอนอยู่กรุงเทพดูจะไม่เหมาะกับสภาพอากาศของที่นี่เสียแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้นอกจากทนไปก่อน เพราะเธอไม่มีเงินมากพอที่จะไปหาซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาใช้ ยังไงก็คงต้องรอให้เงินเดือนงวดแรกออกก่อนละ
ที่บ้านหลังใหญ่สองชั้นแบบงามสง่า ภายในห้องรับแขกเพียงขวัญได้พบกับพ่อเลี้ยงอินทัชที่เปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดยีนส์สีทึบๆที่เธอเห็นเมื่อกลางวันมาเป็กางเกงแสลคสีเข้มกับเสื้อโปโลสีขาวลายขวางเส้นเล็กๆทำให้เขาดูสบายๆขึ้นแต่กระนั้นบุคลิกที่สง่างามและเข้มดุก็ยังคงอยู่ เขาช่างดูดีอยู่ได้ในทุกอิริยาบถ...เพียงขวัญมองเขาอย่างชื่นชม
เขาได้แนะนำให้เพียงขวัญรู้จักกับชุดาพรหญิงสาววัยยี่สิบห้าปีที่แต่งหน้าแต่งตัวสวยงามราวกับจะออกไปงานราตรีที่ไหนสักแห่งทั้งที่อยู่ในบ้านและอีกคนคือเด็กหญิง อินทุนิภา หรือที่คนในไร่ส่วนใหญ่เรียกว่าคุณหนู ลูกจัน เด็กหญิงวัยหกขวบเศษผู้มีหน้าตาและกิริยาเรียบร้อยน่ารัก เหลือเกิน หนูน้อยยิ้มให้เพียงขวัญอย่างเป็มิตร
“ เรียนอยู่ชั้นไหนแล้วคะ”
หญิงสาวถามเด็กหญิงที่กระพุ่มมือขึ้นไหว้เธอได้อย่างน่ารักน่าชัง
“ ขึ้น ป. หนึ่ง ปีนี้แล้วค่ะ”
เด็กหญิงอินทุนิภาตอบเสียงใส
“ แล้วนี่คุณแม่ยังไม่ลงมาอีกหรือคะ”
เพียงขวัญถามออกไปตามรูปการเพราะยังไม่เห็นคนที่จะถูกแนะนำกับตนว่าเป็ภรรยาของพ่อเลี้ยงอินทัชอยู่ในบริเวณนี้ด้วย แต่ไม่รู้ว่าทำไมจึงทำให้พ่อเลี้ยงหนุ่มจากเมืองเหนือถึงทำท่าไม่พอใจออกมาได้ น้ำเสียงของเขาขรึมเครียดทีเดียว
“ พูดจาอะไรเหลวไหล ลูกจันมีแค่พ่อคนเดียวก็พอแล้ว”
“ เอ่อ...เพียง..”
ท่ามกลางอาการเงอะงะของหญิงสาวเพราะแปลกใจในอารมณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของเขา ชุดาพรก็ทำท่าไม่พอใจขึ้นมาอีกคน
“ พูดจาอะไรไม่รู้จักคิด”
นี่มันอะไรกัน ทำไมคนบ้านนี้จึงพากันตำหนิเธอรุนแรงอย่างนี้ทั้งที่ก็ไม่ได้ทำความผิดอะไรใหญ่โต
“ ไปที่โต๊ะอาหารกันเถอะ”
อินทัชตัดบทแล้วจูงมืออินทุนิภาเดินนำไปก่อน ชุดาพรรีบตามติดแจ เพียงขวัญจึงเดินตามรั้งท้ายไปเงียบๆอย่างไม่เข้าใจสถานการณ์แปลกๆในบ้านหลังนี้เอาเสียเลย
เมื่อถึงห้องรับประทานอาหารที่คนรับใช้จัดอาหารไว้เรียบร้อยแล้วอินทัชที่พาเด็กหญิงไปนั่งที่ประจำแล้วก็กลับมาขยับเก้าอี้ตัวที่อยู่ใกล้ที่นั่งของตนออกมา
“ เชิญนั่ง”
ชุดาพรรีบนั่งลงทันที จึงถูกเขามองอย่างตำหนิ
“ เธอมีหน้าที่ดูแลยัยลูกจันนะชุดา ต้องไปนั่งใกล้ๆแกสิ นั่งห่างอย่างนี้จะดูแลลูกของฉันได้อย่างไร”
พอชุดาพรจำต้องลุกไปนั่งข้างลูกจันด้วยอาการกระฟัดกระเฟียดแล้วอินทัชก็พยักหน้าให้เพียงขวัญมานั่งลงข้างเขาแทน ซึ่งเป็ที่นั่งที่อยู่ตรงข้ามกับชุดาพรทำให้หญิงสาวต้องทนอึดอัดกับสายตาแสดงความไม่พอใจของเ้าหล่อนไปตลอดระยะเวลาของการรับประทานอาหารนั้น
เมื่อแล้วเสร็จจากการทานอาหาร เพียงขวัญก็แสดงความจำนงจะขอตัวกลับที่พักทันที อินทัชบอกจะเดินไปส่ง ชุดาพรจะขอตามมาด้วยแต่ถูกชายหนุ่มสั่งให้ไปอ่านหนังสือนิทานให้ลูกจันฟังแทน เพียงขวัญรู้สึกไม่สบายใจเลยเมื่อเห็นสายตาแสดงความไม่พอใจของชุดาพรตอนก่อนที่จะจากมา
“ ทำไมถึงรีบกลับล่ะ น่าจะอยู่คุยกันก่อน พึ่งจะทุมเศษๆเท่านั้น”
พ่อเลี้ยงหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเมื่อเดินคู่กันมาบนทางเดินที่ทำด้วยอิฐวางเป็ระยะๆผ่านสนามหญ้าที่ได้รับการตัดแต่งไว้เนียนเรียบ มีพุ่มไม้ดอกปลูกไว้เป็ระยะอย่างสวยงามส่งกลิ่นหอมจรุงอบอวลไปทั่วอากาศชื้นเย็น