ห้วงมิติเต็มไปด้วยแปลงเขียวขจีโหยวเสี่ยวโม่เลือกหญ้าเซียนขั้นสามจากชั้นวางไม้มายี่สิบกว่าต้นถัดมาก็เข้าไปในบ้านไม้เล็กแล้วหยิบเตาหลอมอเวจีทองจากตู้เก็บของออกมา
ต่อไปจะเริ่มหลอมยาเซียนตันขั้นสาม เขาไม่ใช้เตาหลอมคุณภาพต่ำนั่นต่อเพราะกลัวมันจะแตกซ้ำรอยกับเตาหลอมอันแรกถึงตอนนั้นไม่รู้จะบอกกับอาจารย์และศิษย์พี่อย่างไรดี
แต่หลักๆคือเตาหลอมอันแรกหลอมได้เพียงยาเซียนตันขั้นหนึ่งและขั้นสอง
ศิษย์พี่ใหญ่เคยบอกว่า ยาเซียนตันขั้นสามนั้นเป็นอุปสรรคใหญ่ขั้นแรกของนักหลอมโอสถตอนหลอมยานั้นต้องใช้ความสามารถของนักหลอมโอสถค่อนข้างสูง หากใช้เตาหลอมอันก่อนคงรับพลังปราณวิญญาณมากขนาดนั้นไม่ไหว ท้ายสุดคงร้าวจนถึงขั้นระเบิด เพื่อเลี่ยงเหตุการณ์แบบนี้เขาจึงเลือกใช้เตาหลอมอเวจีทอง
โหยวเสี่ยวโม่ถือหญ้าเซียนกับเตาหลอมไปยังแท่นหินด้านนอก
แท่นหินนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวราวหนึ่งเมตรเขาตั้งใจซื้อที่เมืองฮุยจี๋คราวก่อน หลังจากซื้อมาก็เก็บไว้ในห้วงมิติไม่เคยได้ใช้จนถึงตอนนี้
ตอนนี้เขาอยากหลอมยาในห้วงมิติ จึงเอามาทดลองได้พอดี
โหยวเสี่ยวโม่จัดวางหญ้าเซียนยี่สิบกว่าต้นไว้บนแท่นหินอย่างเป็นระเบียบจากนั้นย้ายเตาหลอมขึ้นไว้บนแท่น บนแท่นมีช่องไว้สำหรับวางเตาหลอมโดยเฉพาะตอนที่ซื้อก็ตั้งใจวัดจากขนาดของเตาหลอมอเวจีทอง
ยาเซียนตันขั้นสามนอกจากต้องการพลังปราณวิญญาณที่สูงแล้วหญ้าเซียนที่ใช้หลอมก็ไม่ใช่เพียงแค่สามต้น แต่เป็นหกเยอะกว่าขั้นหนึ่งและสองเป็นเท่าตัว
ยาเซียนตันขั้นสามที่โหยวเสี่ยวโม่จะทดลองหลอมเป็นครั้งแรกชื่อว่ายาประจันทิศใต้
ยาประจันทิศใต้เป็นยาเซียนตันขั้นสามที่มีความพิเศษตรงที่สามารถช่วยเพิ่มพลังให้กับผู้มีพลังชั้นสวรรค์แต่พลังที่เพิ่มนั้นไม่เยอะมากนัก ดังนั้นหากอยากเพิ่มขั้นหนึ่งดาว ก็ต้องใช้ยามากขึ้น
แต่มันมีข้อจำกัดคือสามารถใช้ได้เฉพาะกับผู้มีพลังชั้นสวรรค์เท่านั้นทั้งยังใช้บ่อยเกินไปไม่ได้ อาจเกิดอาการดื้อยา และจะไม่มีผลต่อนักฝึกตนอีก
ในส่วนของนักฝึกตนชั้นมนุษย์ก็สามารถใช้ยาประจันทิศใต้แต่ต้องอาศัยการช่วยเหลือของจอมยุทธ์ในการควบคุมสรรพคุณของยาหากใช้มั่วซั่วอาจทำให้ร่างลมปราณแตกซ่านจนถึงแก่ความตายได้
โหยวเสี่ยวโม่เลือกส่วนผสมของยาประจันทิศใต้ออกมาจากนั้นเลือกหญ้าหนูป่ามาหนึ่งต้นแล้วใส่ลงในเตาหลอม
ความแตกต่างที่ชัดที่สุดของเตาหลอมอเวจีทองกับเตาหลอมคุณภาพต่ำอันนั้นคือมันไม่มีรูเล็กๆรอบๆ ดังนั้นการหลอมทำได้เพียงในเตาหลอมเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว เพื่อเพิ่มโอกาสในการหลอมยาสำเร็จส่วนใหญ่นักหลอมโอสถจะเลือกหญ้าเซียนแล้วค่อยๆ หลอมร้อนทีละต้น เช่นนี้การหลอมยาก็จะใช้เวลานานมากขึ้นเยอะ
โหยวเสี่ยวโม่ไม่อยากล้มเหลวในการหลอมยาเซียนตันขั้นสามครั้งแรกจึงอิงตามหลักที่เขาอ่านมาจากในตำราเรื่องการหลอมร้อน
และหลอมร้อนหญ้าเซียนต้นแรกเสร็จอย่างง่ายดายเขาใคร่ครวญแล้วค่อยโยนหญ้าเซียนอีกสองต้นลงไปจากนั้นเริ่มหลอมร้อนโดยการแบ่งหญ้าเซียนสองต้นออกเป็นสองกอง เนื่องจากไม่มีรูดังนั้นเขาต้องอาศัยการจับความรู้สึกเพื่อแยกไม่ให้ของเปลวสีเขียวทั้งสองกองไหลมารวมกันนี่ทำให้เพิ่มพูนระดับความยากในการหลอมร้อน
เริ่มแรกเขายังไม่ค่อยชินดังนั้นครั้งแรกเขาใช้เวลาไปราวครึ่งชั่วโมงกว่าจะหลอมร้อนเสร็จหญ้าเซียนทุกต้นถูกหลอมร้อนไปแค่สองรอบ เนื่องจากเป็นหญ้าเซียนชั้นสูงดังนั้นสิ่งแปลกปลอมไม่เยอะ หากต่อด้วยการหลอมร้อนอีกรอบ ขั้นตอนจะยุ่งยากกว่าเดิม
เห็นของเหลวสีเขียวหกกอง โหยวเสี่ยวโม่โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง
คิดไม่ถึงว่าเพียงแค่หลอมร้อนหญ้าเซียนหกต้นก็เสียเวลาไปมากขนาดนี้แล้ว โชคดีที่พลังปราณวิญญาณของเขามีมากพอ หากหลอมร้อนเสร็จแล้วพลังเหลือเพียงน้อยนิดละก็ยาเม็ดนี้คงสิ้นเปลืองแน่ถึงว่าศิษย์พี่หลายคนถึงติดอยู่กับอุปสรรคขั้นนี้ ไม่ได้ยากธรรมดาจริงๆ ด้วย
แต่ถ้าเขาไม่ได้หลอมร้อนทีละสองต้น คงเสียเวลามากกว่านี้แต่เขาใช้เวลาไปเพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็หลอมร้อนเสร็จเทียบกับคนอื่นที่ต้องใช้เวลาสองชั่วยาม นี่ถือว่าทำเวลาได้ดี
รวบรวมสมาธิ โหยวเสี่ยวโม่เริ่มขั้นตอนกระบวนท่านวดผสมยา
เนื่องจากส่วนผสมของยาเซียนตันขั้นสามมีหกชนิดดังนั้นขั้นตอนจึงเพิ่มขึ้นเท่าตัว ไม่เพียงแค่เท่าตัวจากขั้นหนึ่งหรือขั้นสองทั้งหมดสิบกระบวนท่า หากผิดพลาดแม้แต่ท่าเดียว ยานี้คงใช้การไม่ได้
สรรพคุณของหญ้าเซียนบางชนิดจะแรงกว่าเพื่อที่จะไม่กลบสรรพคุณของหญ้าเซียนอื่น จำเป็นต้องแบ่งหญ้าเซียนออกเป็นหลายส่วนเท่านี้ก็จะรับประกันได้ว่าการผสมยานั้นจะออกมาราบรื่น
โหยวเสี่ยวโม่เริ่มแบ่งส่วนเล็กออกมาหนึ่งส่วนแล้วผสมกับหญ้าเซียนอีกชนิดแล้วนวดเข้าด้วยกันอย่างระมัดระวังเมื่อผสมเสร็จ ก็เริ่มกระบวนท่าที่สอง สาม…
ขณะที่เขาจบขั้นตอนที่ห้า และกำลังจะเริ่มขั้นตอนที่หก ตอนนั้นเองมือซ้ายก็สั่นชั่วครู่ผ่านไป ในเตาหลอมก็มีเสียง ‘ซู่’ ดังขึ้น ควันสีขาวพุ่งออกมาฉุยๆ…
โหยวเสี่ยวโม่มองภาพนี่ด้วยความตกตะลึง ล้มเหลวหรือ?
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาตกใจมากที่หลอมยาล้มเหลวตั้งแต่เขาเป็นนักหลอมโอสถมา
แม้ว่าก่อนหลอมยาเขาจะเตรียมใจไว้แล้วแต่พอล้มเหลวจริงเขากลับรู้สึกหดหู่ คิดว่าตัวเองจะรักษาสถิติไม่ล้มเหลวของตัวเองไว้ได้ไม่คิดว่าจะตกหลุมอุปสรรคขั้นสามนี่เสียได้
เอาเถอะ หญ้าเซียนหกชนิดถือว่าเยอะเอาการเขาผิดพลาดครั้งแรกก็เป็นเรื่องปกติ ไม่มีอะไรน่าเสียใจ ไม่มีใครทำอะไรได้ดีตลอดแม้เขาจะรู้สึกว่าตั้งแต่เข้าร่วมสำนักเทียนซินมานั้นไม่เคยมีอะไรราบรื่นเลยก็เถอะ
โหยวเสี่ยวโม่ตบหน้าที่เคร่งเครียดมากว่าหนึ่งชั่วยามจากนั้นดื่มน้ำปราณเพื่อฟื้นฟูพลังปราณวิญญาณที่เสียไปสองในสามส่วนตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าตัวเองต้องหลอมยาเซียนตันขั้นสามได้แน่นอน
ถัดมาเขาหยิบหญ้าเซียนออกมาอีกหกต้น โยนสองต้นลงไปในเตาหลอมเริ่มทำการหลอมร้อน เนื่องจากได้ลองทำครั้งหนึ่งแล้ว เลยลื่นไหลขึ้น
ครึ่งชั่วยามผ่านไป เขาก็จัดการหลอมร้อนหญ้าเซียนทั้งหกต้นเวลาเร็วกว่ารอบแรก ขณะที่นวดผสมยา เขาตั้งใจรวบรวมสมาธิมากกว่าเดิมหากครั้งนี้ยังผิดพลาดอีก ให้เขียนชื่อเขากลับด้านได้เลย ให้เรียกเขาว่าโม่เสี่ยวโหยว
คนที่จิตใจแน่วแน่มักไม่ธรรมดา ความมั่นใจและพลังใจไหลมาราวกับแม่น้ำฉางเจียง
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม จู่ๆ เตาหลอมอเวจีทองก็มีเสียง ‘ฟุ้ง’ ดังขึ้นถัดมา เม็ดยาเซียนตันสีเขียวมรกตก็เด้งออกมาโหยวเสี่ยวโม่ไม่ทันได้ซับเหงื่อที่ซึมบนหน้าผาก รีบยื่นมือไปรับ แต่กลับ…รับไม่ทัน!
ยาเซียนตันหล่นแท่นหิน กลิ้งอยู่หลายรอบจนเกือบจะตกพื้นโหยวเสี่ยวโม่รีบตะครุบ ถึงรับไว้ได้
ยาเซียนตันสีมรกตกลิ้งไปมาในอุ้งมือเขา คุณภาพชั้นสูงหากเทียบกับยาเซียนตันคุณภาพชั้นสูงทั่วไปนับว่าเป็นแบบยอดเยี่ยมทีเดียวครั้งแรกก็สามารถหลอมยาเช่นนี้ได้ โหยวเสี่ยวโม่พอใจมาก ไม่เสียแรงที่เขาอุตส่าห์หลอมร้อนสองรอบ
หย่อนเม็ดลงขวดโหยวเสี่ยวโม่ลองสัมผัสดูพลังปราณวิญญาณที่เหลือไม่มากนักเหลือเพียงหนึ่งในสามส่วน ใช้พลังเยอะพอสมควร เห็นทีทุกครั้งที่เขาหลอมยาสักเม็ดต้องดื่มน้ำปราณหนหนึ่ง
คิดเช่นนี้แล้ว โหยวเสี่ยวโม่ก็รู้สึกโชคดีที่ตัวเองมีน้ำปราณอยู่ไม่เช่นหลอมยาเม็ดหนึ่งเสร็จ เขาคงต้องพักกว่าครึ่งชั่วยามถึงจะหลอมต่อได้เพราะอัตราการฟื้นฟูพลังของเขาคือครึ่งชั่วยามฟื้นฟูได้ครึ่งหนึ่ง
ดื่มน้ำปราณเข้าไป เมื่อพลังฟื้นคืนกลับมา โหยวเสี่ยวโม่ก็ลงมือหลอมยาเม็ดที่สอง
แค่กะพริบตาเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วจากนั้นเขาก็ไม่ผิดพลาดอีกเลย ยาในขวดเพิ่มจากหนึ่งเป็นสิบ เวลาก็ลดทอนลงพร้อมกับความคุ้นชินของเขาจากตอนแรกที่เขาหลอมร้อนได้เพียงครั้งละสองต้น แต่ตอนนี้เขาเพิ่มเป็นสามต้นแล้ว
โหยวเสี่ยวโม่เก็บยาเม็ดสุดท้ายลงในขวดในที่สุดก็หยุดพักเสียที
คำนวณเวลาแล้ว ใช้ไปราวแปดถึงเก้าชั่วยาม ถึงว่าท้องร้องโครกครากตอนนี้เป็นเวลามื้อค่ำพอดี โหยวเสี่ยวโม่ไม่ลังเล จึงออกจากห้วงมิติทันที
ในห้องนั้นเงียบเชียบ ด้านนอกก็ไม่ได้เสียงดังมากนักคงเพราะทุกคนไปโรงอาหารกันหมด
โหยวเสี่ยวโม่จัดระเบียบเสื้อผ้า จากนั้นเปิดประตูออกไปสายลมยามเย็นพัดมาโชยตัวเขา พลันกระตุ้นความเฉื่อยในตัวเขา ทนไม่ไหวจามออกมา
วิวของทัพพิภพนั้นที่จริงใช้ได้เลยทุกวันเมื่อตะวันลับขอบฟ้านั้น เมฆหมอกก็เริ่มก่อตัว ทิวทัศน์รอบทิศก็มีไอบางๆให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแดนสวรรค์ยังไงยังงั้น
เมื่อถึงโรงอาหาร คับคั่งไปด้วยผู้คนเนื่องจากเขามาช้ากว่าก้าวหนึ่ง
มองออกไป มีแต่เงาหัวคนยืนเต็มไปหมดโต๊ะทุกตัวเต็มไปด้วยกลุ่มคนนั่งจับเจ่ากันพูดคุยกันได้อรรถรสเสียงเซ็งแซ่ราวกับอยู่ตลาดสด
โหยวเสี่ยวโม่กลืนน้ำลาย เห็นที่ที่ผ่านมาเขามาโรงอาหารช้าไปครั้งนี้จึงพึ่งรู้สึกถึงความเบียดเสียดในโรงอาหารเช่นนี้แถวที่ต่อคิวกันรับอาหารก็ยาวเหยียด
ขณะที่เขากำลังลังเลอยู่ว่าจะกลับไปกินอาหารว่างที่ห้องแทนทันใดนั้น ด้านขวามือก็มีเสียงเรียกคุ้นเคย ‘ศิษย์น้องเจ็ด’ ดังขึ้น
โหยวเสี่ยวโม่หันขวับไปดูคนที่เรียกเขานั่งอยู่ตรงโต๊ะที่สองแถวแรก เมื่อใครคนนั้นเห็นเขามองมา ก็รีบโบกมือท่าทีเก้อเขินเล็กน้อย หากไม่ใช่ศิษย์พี่ห้าจ้าวต๋าตันจะเป็นใครได้อีก