...สองทิวาผ่านพ้นไปนับั้แ่ขบวนเดินทางได้ละจากเมืองหัวอินอันแสนอบอุ่น ความทรงจำเกี่ยวกับรอยยิ้มอันเปี่ยมสุขของเหล่าเด็กๆ แห่งเรือนกล้าหยกยังคงเป็ดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจของเซี่ยหยางอยู่ไม่จางหาย การเดินทางใน่สองวันแรกนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่นและผ่อนคลาย ทิวทัศน์สองข้างทางยังคงเป็ที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ของภาคกลาง แม้จะห่างไกลจากเมืองหลวง แต่ก็ยังคงเห็นหมู่บ้านและผืนนาของเหล่าชาวบ้านปรากฏให้เห็นเป็ระยะๆ
ทว่า...เมื่อย่างเข้าสู่วันที่สาม บรรยากาศของการเดินทางก็พลันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ผืนดินที่เคยราบเรียบเริ่มยกตัวขึ้นเป็เนินเขาสูงต่ำสลับกันไป ถนนหลวงที่เคยทอดยาวกว้างขวาง บัดนี้กลับกลายเป็เส้นทางที่คับแคบและคดเคี้ยว ลัดเลาะไปตามไหล่เขาอันสูงชัน ต้นหลิวที่เคยอ่อนช้อยลู่ล้อลม ถูกแทนที่ด้วยทิวสนที่ยืนต้นตระหง่านท้าทายแรงลมอย่างแข็งกร้าว
เสียงล้อรถม้าที่เคยบดไปบนพื้นดินอันนุ่มนวล บัดนี้กลับดังกระทบกับพื้นหินที่ขรุขระเป็จังหวะที่หนักแน่นขึ้น เสียงลมที่เคยพัดเอื่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็เสียงหวีดหวิวที่เสียดแทงผ่านช่องเขาเข้ามาเป็ระยะๆ บรรยากาศรอบกายเริ่มแฝงไว้ด้วยความดิบเถื่อนและน่าเกรงขามของธรรมชาติที่ไร้ซึ่งการปรุงแต่ง
ภายในรถม้าประธานอันโอ่อ่า เสี่ยวชุ่ยที่เคยช่างเจรจา บัดนี้กลับนั่งเงียบเชียบลงอย่างเห็นได้ชัด นางเมียงมองออกไปนอกหน้าต่างที่เผยให้เห็นหุบเหวอยู่เบื้องล่างเป็ครั้งคราวด้วยดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
ส่วนเซี่ยหยางนั้น...แม้ภายนอกจะยังคงนั่งอ่านม้วนตำราอย่างสงบนิ่ง แต่แท้จริงแล้ว...จิตใจของเสิ่นอี้กลับกำลังซึมซับทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นตาตื่นใจ
‘นี่สินะ...คือสภาพภูมิประเทศที่แท้จริงของแผ่นดินนี้’ นางครุ่นคิดในใจ ‘ช่างแตกต่างจากภาพแผนที่แบนๆ ที่เคยเห็นในตำราประวัติศาสตร์โดยสิ้นเชิง’
นางลอบสังเกตการณ์องครักษ์ของตนเอง...อู๋อิ่งยังคงขี่อาชาสีนิลขนาบข้างรถม้าอย่างเงียบเชียบเช่นเคย แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกลับไม่ได้มองตรงไปเบื้องหน้าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว เขากวาดสายตามองไปทั่ว...ั้แ่ยอดไม้บนหน้าผาสูงชัน ไปจนถึงเงาไม้ทึบในหุบเหวเบื้องล่าง...ทุกประสาทััของเขาตื่นตัวและพร้อมรับมือกับอันตรายที่อาจซ่อนเร้นอยู่ได้ทุกเมื่อ
ขณะที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัวผ่านโค้งอันคับแคบโค้งหนึ่งนั่นเอง...ซูเหวินจื่อที่ขี่ม้านำอยู่เบื้องหน้า ก็พลันชะลอความเร็วลงแล้วควบม้าเข้ามาเทียบอยู่ข้างหน้าต่างรถม้าของเซี่ยหยาง
ใบหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยรอยยิ้มร่าเริงอยู่เสมอ บัดนี้กลับมีความจริงจังและแววตาที่ทอประกายท้าทายปรากฏขึ้นมาแทนที่
“เสี่ยวหยาง! เสี่ยวชุ่ย!” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติเล็กน้อยเพื่อสู้กับเสียงลม “เตรียมตัวไว้ให้ดี...อีกไม่กี่ลี้เบื้องหน้า พวกเรากำลังจะเดินทางไปพบกับ ‘ัศิลา’ ที่หลับใหลอยู่ระหว่างขุนเขา!”
“ัศิลา?” เสี่ยวชุ่ยทวนคำอย่างไม่เข้าใจ
ซูเหวินจื่อหัวเราะในลำคอ “ใช่...มันคือปราการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่แบ่งแยกดินแดนภาคกลางออกจากดินแดนทางทิศตะวันตก...เป็กำแพงศิลาที่ถูกสร้างขึ้นขวางกั้นระหว่างเทือกเขาชางหลงอันสูงชันกับแม่น้ำฮวงโหที่เชี่ยวกราก...มันคือสถานที่ที่ตัดสินชะตาามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน...”
เขายืดตัวขึ้นบนหลังม้าอย่างองอาจ ชี้ไปยังทิวเขาเบื้องหน้าที่บัดนี้เริ่มปรากฏให้เห็นเป็เงาทะมึน “เตรียมใจของพวกเ้าให้พร้อม...ที่จะพบกับประตูสู่แดนประจิม...ด่านถงกวน!”
สิ้นคำพูดนั้น...ทั้งเซี่ยหยางและเสี่ยวชุ่ยต่างก็หันไปมองเบื้องหน้าเป็ตาเดียวกัน...หัวใจของพวกเขาเริ่มเต้นระรัวขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย...ทั้งความตื่นเต้น...ความคาดหวัง...และความรู้สึกยำเกรงต่อสิ่งที่กำลังจะมาถึง...
แล้ววินาทีนั้นก็มาถึง...
ทันทีที่รถม้าเลี้ยวพ้นโค้งสุดท้ายของหน้าผาที่ยื่นออกมาบดบังทัศนียภาพ...โลกทั้งใบก็พลันเปิดออกกว้าง!
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ทุกคนในขบวนเดินทาง...ั้แ่คุณชายผู้สูงศักดิ์ไปจนถึงบ่าวรับใช้ผู้ต่ำต้อย...ถึงกับต้องหยุดหายใจไปชั่วขณะ!
มันคือปราการ...ปราการศิลาอันยิ่งใหญ่มโหฬารจนเกินกว่าจะจินตนาการได้!
กำแพงหินสีเทาเข้มที่ผ่านการกัดกร่อนของกาลเวลามานับพันปีสูงตระหง่านเสียดฟ้า ราวกับจะท้าทายอำนาจแห่ง์เบื้องบน มันทอดกายยาวเหยียดราวกับลำตัวของพญาัในตำนาน ขวางกั้นเส้นทางทั้งหมดเอาไว้โดยสมบูรณ์...เบื้องขวาของมันคือเทือกเขาชางหลงที่สูงชันจนเมฆยังต้องลอยคลอเคลียอยู่กลางหุบเขา...ส่วนเบื้องซ้าย...คือแม่น้ำฮวงโหที่บัดนี้กลายเป็กระแสน้ำเชี่ยวกรากสีเหลืองขุ่นคลั่ก ส่งเสียงคำรามกึกก้องสะท้านปฐีขณะที่โถมเข้าปะทะกับรากฐานของกำแพงอย่างบ้าคลั่ง!
ประจักษ์ัใหญ่..............ทอดกายยาวกลางภูผา
เกล็ดแกร่งคือศิลา.................ท้าตะวันและจันทรา
บนยอดกำแพงอันกว้างขวางนั้น...ธงรบสีแดงฉานปักลายัทองคำโบกสะบัดอย่างแข็งกร้าวตามแรงลมที่พัดกระโชกไม่หยุดหย่อน แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบปลายทวนและชุดเกราะของเหล่าทหารยามร่างกำยำที่ยืนตระหง่านอยู่บนนั้นจนเกิดเป็ประกายระยิบระยับจับตา...ราวกับเป็เกล็ดของพญาัที่กำลังหายใจอยู่จริงๆ
เสียงวายุร้องก้อง.................กังวานลั่นทั่วพสุธา
ธาราที่โถมบ่า.....................กระทบผาดังครืนครัน
“์...” เสี่ยวชุ่ยอุทานออกมาเสียงแ่ นางเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึงอย่างที่สุด อาหู่และอากังที่นั่งอยู่บนรถม้าสัมภาระก็มีสภาพไม่ต่างกัน พวกเขาทำได้เพียงแค่มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่เล็กจ้อยราวกับเป็เพียงมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น
อู๋อิ่ง...องครักษ์เงาผู้สุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอ...ในวินาทีแรกที่ได้เห็นภาพนั้น...ดวงตาที่เคยนิ่งสงบของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตื่นตะลึงอย่างแท้จริง...แต่เพียงชั่วพริบตาเดียว...แววตาของเขาก็กลับมาคมกริบดังเดิม เขาเริ่มกวาดสายตามองประเมินทุกสิ่งอย่างเป็ระบบ...ความสูงของกำแพง...จำนวนพลธนูบนนั้น...จุดอับสายตา...ความตื่นตะลึงในใจของเขาได้แปรเปลี่ยนเป็ "การวิเคราะห์ข้อมูลทางยุทธศาสตร์" ในทันที
มีเพียงซูเหวินจื่อเท่านั้นที่ยังคงสงบนิ่ง เขาเคยเห็นภาพนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่ได้มาเยือน เขาก็ยังคงรู้สึกยำเกรงในความยิ่งใหญ่ของมันอยู่เสมอ เขาลอบมองปฏิกิริยาของสหายและผู้ติดตามด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ
แต่ปฏิกิริยาที่ซับซ้อนที่สุด...กลับเป็ของผู้ที่นั่งอยู่ในรถม้าประธาน...
เสิ่นอี้มองภาพตรงหน้าผ่านม่านหน้าต่างที่เลิกขึ้น...นางนิ่งงันไปอย่างสมบูรณ์
นางตื่นตะลึงเช่นกัน...แต่เป็ความตื่นตะลึงที่ปะปนไปกับความรู้สึกเหลือเชื่อ...ภาพตรงหน้า...มันทั้งคุ้นเคยและแปลกหน้าในเวลาเดียวกัน
‘นี่สินะ...’ นางครุ่นคิดในใจ ลมหายใจติดขัดเล็กน้อย ‘ด่านถงกวนที่แท้จริง...สถานที่ที่เคยเป็สมรภูมินองเื...ที่ที่เคยตัดสินชะตากรรมของแผ่นดินมานับครั้งไม่ถ้วน...มันยิ่งใหญ่...น่าเกรงขาม...และโหดร้าย...ยิ่งกว่าในตำราประวัติศาสตร์หรือภาพยนตร์เื่ใดๆ ที่ข้าเคยเห็นมาเสียอีก...นี่ข้า...ได้มาอยู่ที่นี่จริงๆ หรือนี่’
ความรู้สึกเล็กจ้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่จับต้องได้ ทำให้จิติญญาของนางสั่นสะท้าน...นี่คือโลกใบใหม่ของนางอย่างแท้จริง...เป็โลกที่ทั้งงดงามและอันตรายในเวลาเดียวกัน
หลังจากที่ทุกคนได้ซึมซับความยิ่งใหญ่อลังการของด่านถงกวนจนหายตื่นตะลึงแล้ว ขบวนรถม้าก็เคลื่อนตัวต่อไปอย่างช้าๆ เข้าใกล้ประตูทางเข้าหลักของด่านเข้าไปทุกขณะ
เมื่อเข้ามาใกล้...ภาพของความเข้มงวดกวดขันก็ปรากฏสู่สายตาอย่างชัดเจน
เบื้องหน้าประตูทางเข้าอันมหึมานั้น มีแถวยาวเหยียดของกองคาราวานพ่อค้า, รถม้าของคหบดี, และเหล่าผู้เดินทางสามัญชน จอดรอต่อคิวเพื่อเข้ารับการตรวจค้นอย่างละเอียด บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและเสียงจอแจจอแจที่ดังสะท้อนไปทั่วบริเวณ
ทหารยามในชุดเกราะเต็มยศยืนหน้าตาถมึงทึงคอยตรวจดูป้ายผ่านทางและซักถามผู้เดินทางทุกคนอย่างละเอียดถี่ถ้วน สินค้าทุกชิ้นที่ถูกนำเข้ามาในด่านจะต้องถูกเปิดออกตรวจสอบเพื่อป้องกันการลักลอบนำของต้องห้ามเข้ามา กระบวนการทั้งหมดนั้นเป็ไปอย่างเชื่องช้าและน่าอึดอัดใจยิ่งนัก
“์...” เสี่ยวชุ่ยที่มองลอดม่านหน้าต่างออกไปพึมพำเสียงแ่ “กว่าจะถึงตาพวกเรา...คงจะค่ำมืดพอดีเป็แน่”
เซี่ยหยางไม่ได้เอ่ยสิ่งใดตอบโต้...จิติญญาของเสิ่นอี้นั้นกำลังเฝ้าสังเกตการณ์ทุกอย่างด้วยความสนใจ นางมองดูการทำงานที่เป็ระบบระเบียบของเหล่าทหาร และสายตาอันเฉียบคมของพวกเขาที่คอยจับผิดสิ่งปกติ...นี่คืออำนาจรัฐที่แท้จริง...เป็สิ่งที่นางต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ
ขณะที่สารถีกำลังจะนำรถม้าเข้าไปต่อท้ายแถวอันยาวเหยียดนั้นเอง...ซูเหวินจื่อกลับหัวเราะในลำคอเบาๆ
“พวกเรา...ไม่ต้องรอหรอก” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
สิ้นคำนั้น เขาก็ควบอาชาคู่ใจของตนเองออกจากขบวน ตรงไปยังกลุ่มนายทหารที่ยืนคุมกันอยู่หน้าประตูทางเข้าอย่างองอาจ เขาไม่ได้แสดงท่าทีโอหังหรืออวดเบ่ง แต่กลับมองหาใครบางคนอย่างคุ้นเคย...ก่อนจะะโเรียกนายทหารผู้หนึ่งซึ่งมีตำแหน่งดูจะสูงกว่าใครเพื่อนด้วยความสนิทสนม!
“พี่จ้าว! ไม่ได้พบกันเสียนาน! ยังคงแข็งแรงดีอยู่หรือไม่!”
นายทหารผู้นั้น ซึ่งมีใบหน้าเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยาแจากการศึก กำลังจะหันมาตวาดผู้ที่บังอาจส่งเสียงดัง แต่เมื่อเขาเห็นว่าผู้ที่เรียกคือซูเหวินจื่อ...ใบหน้าที่ดุดันนั้นก็พลันแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มกว้างอย่างยินดีในทันที!
“อ้าว! คุณชายซู!” เขารีบเดินเข้ามาหาพร้อมกับตบไหล่ของซูเหวินจื่ออย่างแรงตามประสาคนคุ้นเคย “ลมอันใดหอบท่านมาถึงที่นี่ได้! ท่านลุงซู...ท่านแม่ทัพใหญ่สบายดีหรือไม่ขอรับ?”
“ท่านพ่อของข้าสบายดี ขอบคุณพี่จ้าวที่เป็ห่วง” ซูเหวินจื่อตอบรับอย่างคล่องแคล่ว “วันนี้ข้าไม่ได้มาคนเดียว แต่กำลังจะเดินทางไปลั่วหยางพร้อมกับสหายรัก...เขาคือคุณชายใหญ่แห่งจวนเสนาบดีเซี่ย”
นายทหารจ้าวผู้นั้นหรี่ตามองไปยังรถม้าคันงามที่จอดรออยู่ห่างๆ เมื่อเห็นตราสัญลักษณ์ของสกุลเซี่ย เขาก็พลันเข้าใจได้ในทันที
“ที่แท้ก็เป็สหายของคุณชายนี่เอง! เชิญๆๆ!” เขากล่าวอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะหันไปะโสั่งลูกน้องเสียงดังลั่น “พวกเ้า! ยังจะยืนบื้ออยู่ใย! เปิดประตูข้างให้ขบวนรถม้าของคุณชายเซี่ยผ่านเข้าไปเดี๋ยวนี้!”
เหล่าทหารยามที่ได้ยินคำสั่งต่างรีบขานรับอย่างแข็งขัน พวกเขารีบวิ่งไปเปิดประตูด้านข้างบานเล็กที่ปกติแล้วจะสงวนไว้สำหรับขบวนของขุนนางชั้นสูงเท่านั้นอย่างรวดเร็ว!
ภาพนั้น...ทำให้เหล่าพ่อค้าและชาวบ้านที่รอต่อคิวอยู่ต่างพากันมองมาเป็ตาเดียวกันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย...ทั้งความอิจฉา...ความชื่นชม...และความยำเกรงในอำนาจของ “เส้นสาย” ที่มองไม่เห็น
นายทหารจ้าวเดินนำขบวนของเซี่ยหยางมาจนถึงประตูด้วยตนเอง เขากล่าวกับซูเหวินจื่อด้วยรอยยิ้ม “หากคุณชาย้าสิ่งใดในด่านแห่งนี้...ก็ให้คนมาแจ้งข้าได้ทุกเมื่อนะ”
“ขอบคุณน้ำใจของพี่จ้าวยิ่งนัก” ซูเหวินจื่อประสานมือคารวะตอบ “ไว้ขากลับข้าจะนำสุราดีๆ จากลั่วหยางมาฝาก”
เมื่อขบวนรถม้าได้เคลื่อนผ่านประตูเข้ามาสู่ภายในด่านได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์แล้ว...เสี่ยวชุ่ยและบ่าวชายทั้งสองต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พวกเขามองซูเหวินจื่อด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมอย่างสุดซึ้ง
อู๋อิ่งยังคงขี่ม้าตามประกบอย่างเงียบเชียบเช่นเคย...แต่ในใจของเขาก็กำลังยอมรับในคุณค่าของสหายของคุณชายผู้นี้...การมีพันธมิตรที่ทรงอิทธิพลในสถานที่อันตรายเช่นนี้...ย่อมดีกว่าการมีองครักษ์ฝีมือดีเพียงคนเดียวเป็ไหนๆ
ทว่า...ผู้ที่รู้สึกทึ่งมากที่สุด...กลับเป็เสิ่นอี้
นางเอนกายพิงกับเบาะนุ่มในรถม้า...ในใจกำลังครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างลึกซึ้ง
‘ที่แท้...ในโลกใบนี้...อำนาจแห่งมิตรภาพและเส้นสายของวงศ์ตระกูลก็มีความสำคัญไม่แพ้เงินตราและปัญญาเลยแม้แต่น้อย...’ นางยอมรับกับตนเอง ‘การรู้จักใช้คนให้ถูกที่ถูกเวลา...คือหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้ที่จะประสบความสำเร็จ...’
นางลอบมองแผ่นหลังอันองอาจของซูเหวินจื่อที่กำลังขี่ม้าอยู่นอกหน้าต่างด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป...
บัดนี้...เขาไม่ได้เป็เพียงสหายรักผู้ร่าเริงอีกต่อไปแล้ว...แต่เขาคือ “สินทรัพย์” อันล้ำค่า...คือ “กุญแจ” ดอกสำคัญ...ที่จะช่วยให้นางสามารถไขประตูอีกหลายบานที่ขวางหน้าอยู่บนเส้นทางอันยาวไกลนี้ได้...