หลังจากที่ออกเดินทางต่อเนื่องมาอีกกว่าสองชั่วยามผ่านผืนป่าและูเาที่ทอดยาวสลับซับซ้อน
ในที่สุดหลัวหยางก็ได้มองเห็นเส้นทางที่ตัดผ่านแนวยอดเขาอันเวิ้งว้างออกไปไกลสุดสายตา
เส้นทางนั้นคือถนนหลักที่เชื่อมระหว่างเมืองจงหนานกับเมืองอื่นๆของแคว้นในบริเวณใกล้เคียง
มันไม่ได้ถูกปูด้วยศิลาอันหรูหรา ราบเรียบแข็งแรงอย่างน่าประหลาด ทั้งยังมีร่องรอยของการเดินทางที่คับคั่ง
บ่งบอกถึงความสำคัญของเส้นทางนี้ในฐานะสายเืที่หล่อเลี้ยงการติดต่อระหว่างเมืองต่างๆในแคว้น ยามเมื่อหลัวหยางได้ยืนอยู่เบื้องหน้าถนนสายนี้ แสงอาทิตย์ส่องกระทบเหงื่อบนหน้าผากของเขา จนต้องยกแขนเสื้อขึ้นมาปาดเบาๆ พลางสูดลมหายใจลึกเข้าสู่ร่าง
“เฮ้อ.. หากต้องเดินด้วยเท้าแบบนี้ไปเรื่อยๆ อีกประมาณครึ่งวันก็น่าจะถึงเมืองจงหนานแล้วสินะ”
เสียงพึมพำในลำคอที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้นที่มีเงาของตัวเมืองลางๆปรากฏให้เห็นอยู่ในม่านหมอก หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงเล็กน้อยด้วยความหวังและความใฝ่ฝันที่ซ่อนอยู่เื้ัการเดินทาง
“ถ้ามีม้าสักตัว.. หรืออย่างน้อยสัตว์อสูรแกร่งๆที่ใช้เดินทางได้อย่างรวดเร็ว ข้าก็คงจะไม่เหนื่อยขนาดนี้หรอก”
คำพูดของเขาฉายชัดถึงความเป็จริงของโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
แม้จะมีพลังหรือพร์มากเพียงใด แต่หากไร้พาหนะที่เหมาะสมแล้ว การเดินทางก็ยังคงเป็อุปสรรคอยู่ดี
ในโลกอันกว้างใหญ่ของทวีป์นี้ การมีพาหนะเดินทางถือเป็หนึ่งในสิ่งจำเป็ขั้นพื้นฐาน
ไม่เพียงเพื่อความสะดวกสบาย แต่ยังแสดงถึงฐานะ พลังอำนาจ และชื่อเสียงของเ้าของอีกด้วย
ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีฐานะสูงหรือสังกัดอยู่ในนิกายใหญ่ย่อมมีสัตว์อสูรเป็พาหนะคู่กาย
สัตว์เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดา พวกมันเป็เผ่าพันธุ์ที่ได้รับพรจากฟ้าดิน ได้รับปราณแห่ง์และโลกจนวิวัฒน์ทั้งร่างกายและจิตสำนึก พวกมันมีสติปัญญาเทียบเท่ามนุษย์ บางตนก็สามารถแปลงร่างเป็มนุษย์ได้เสียด้วยซ้ำ
พาหนะประจำตัวของเ้าสำนักบางแห่งคือวิหคทองั์ขนาดหลายสิบจั้ง ปีกของมันสามารถกระพือแหวกเมฆฝ่าอากาศทะยานไปด้วยความเร็วเทียบเท่าสายฟ้า ในขณะที่บางแห่งใช้ัปฐีเฝ้าประตูสำนัก การขยับปีกเพียงครั้งเดียวก็สามารถสร้างพายุรุนแรงได้ในชั่วพริบตา
หลัวหยางเองที่ได้ยินเื่ราวเ่าั้ั้แ่ยังเด็ก เมื่อคิดถึงภาพในตำนานที่มีผู้คนขี่อสูรทะยานข้ามผืนฟ้าก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มที่มุมปาก ทว่าในขณะที่กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับภาพในจินตนาการที่อยากสัตว์อสูรคู่กายเช่นนั้น
ประสาทััที่ได้รับมาจากเจตจำนงกระบี่แห่งความโกลาหลก็ฉับพลันเตือนถึงสิ่งผิดปกติ
สายลมที่ควรพัดกลับหยุดลงอย่างเฉียบพลัน ใบไม้ที่เคยไหวตามจังหวะลมกลับนิ่งสนิท
ประสาทการรับรู้ของเขาราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นเฉียบในชั่วเสี้ยวลมหายใจ
หลัวหยางไม่รอช้า ะโถอยหลังไปทันทีโดยไม่จะมองหาเื้ั
มือของเขาพุ่งไปคว้าด้ามกระบี่ที่แนบอยู่ด้านหลั งราวกับสัญชาตญาณถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง ปลายเท้าััพื้นก่อนจะตั้งท่าราวกับพร้อมรับศึกได้ในทุกขณะ เสียงในคอของเขาเย็นเยียบและหนักแน่นราวกับมีหอกน้ำแข็งแทงผ่านอากาศ
“ออกมา…”
ทันทีที่สิ้นคำพูด ร่างเงานับสิบก็ได้พุ่งทะยานออกมาจากร่มเงาของต้นไม้สองข้างทางราวกับเหล่าภูตผีที่รอจังหวะเงียบงันมานาน
พวกมันแต่ละคนสวมใส่เสื้อผ้าที่สกปรกและมอมแมมจนแทบมองไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม
บางคนมีรอยเปื้อนเืเก่าแห้งติดอยู่ที่ชายเสื้อ บางคนสะพายอาวุธที่ทั้งเก่าและดูราวกับเพิ่งปล้นมาจากศพ
ทั้งดาบ กระบี่ ขวาน หรือพลองเหล็กต่างก็อยู่ในมือของพวกมันอย่างพร้อมเพรียง
แตกต่างในลักษณะการแต่งกาย แต่สิ่งที่เหมือนกันอย่างชัดเจนคือสายตาที่จ้องมายังหลัวหยางด้วยความละโมบและมุ่งร้าย
ไม่ต้องมีคำพูดใดก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือพวกโจรป่าที่จ้องหาเหยื่ออย่างไม่แยแสสิ่งใด
“เคี้ยกเคี้ยก หนุ่มน้อย.. ไม่รู้หรือยังไงว่าเส้นทางนี้มันไม่ใช่ทางผ่านของคนทั่วไปแล้วน่ะ?”
“ถูกต้องแล้ว ขบวนขนสินค้ามากมายต่างก็ต้องเปลี่ยนเส้นทางหมดแล้ว ไม่มีใครกล้าใช้เส้นนี้อีกต่อไป.. รู้มั้ยว่าทำไม?”
ชายคนแรกยิ้มกว้างขึ้น รอยยิ้มของเขาแปรเปลี่ยนเป็ความกระเหี้ยนกระหือรือ
“ก็เพราะกองโจรจงหยวนของพวกเรายังไงล่ะ”
“เ้าหนู! แกพลาดแล้วล่ะที่ต้องมาเจอกับพวกเราในวันนี้!”
เสียงหัวเราะระงมดังทั่วบริเวณ ขณะที่เหล่าโจรกว่าหนึ่งโหลขยับเข้ามาใกล้ราวกับฝูงสุนัขป่าที่กำลังห้อมล้อมเหยื่อ เลียริมฝีปากอย่างกระหายเมื่อเห็นเป้าหมายตรงหน้าที่ดูเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาในชุดเดินทางที่เปื้อนฝุ่น
“ทิ้งกระบี่เล่มนั้นกับของมีค่าที่มีเอาไว้ซะ แล้วพวกข้าจะไว้ชีวิตอันเล็กจ้อยของเ้า!”
ชายที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าโจรก้าวเท้ามาข้างหน้าอีกครั้ง
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงราวกับไม่เห็นว่าอีกฝ่ายจะมีค่าพอให้กลัว
“นี่ข้าหลัวหยางถูกปล้น?”
ทว่าหลัวหยางกลับไม่ขยับ ใบหน้าของเขาไม่มีแววหวาดกลัว ในทางกลับกัน และเมื่อเพ่งมองไปยังศีรษะของเหล่าโจรทีละคน แสงสีขาวบางเบาก็ฉายขึ้นมารอบๆเหนือกระหม่อมพวกมัน คล้ายกับชะตากรรมที่ถูกตีตราโดยจักรวาล
“โชคชะตาระดับหนึ่ง..”
“วายร้ายที่ต้องถูกกำจัด!”
คำพูดของหลัวหยางเบาเสียจนแทบเป็กระซิบ มันคือการประกาศของจิตสำนึกอันเด็ดขาดที่ไร้ซึ่งความลังเล
ทันใดนั้นเอง ร่างของเขาก็พุ่งทะยานออกไปข้างหน้าในพริบตาอย่างฉับไวประหนึ่งสายฟ้าที่กรีดผ่าอากาศ
ความเร็วของเขาทำให้สายตาของพวกโจรมองตามไม่ทัน
“ฉัวะ!”
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มือของหลัวหยางคว้าด้ามกระบี่เหล็กกล้าที่แนบอยู่บนหลัง แล้วชักออกมาโดยไม่ต้องออกแรงฟันเสียด้วยซ้ำ
คมกระบี่แวววาวสะท้อนแสงตะวันที่ส่องลอดผ่านยอดไม้ และเพียงการขยับแรก กระบี่ก็วาดผ่านลำคอของโจรที่ยืนอยู่ด้านหน้าอย่างแม่นยำ ศีรษะของมันถูกเฉือนจนปลิวไปในอากาศ ก่อนจะตกลงกับพื้น แดงฉานไปทั่วพื้นดิน
หลัวหยางไม่หยุดแม้แต่น้อย ใช้แรงเหวี่ยงจากการเคลื่อนตัวก่อนหน้า พลิกกายกลางอากาศแล้วถีบขาทั้งสองออกไปเต็มแรงใส่โจรอีกสองคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ร่างของสองคนนั้นปลิวกระเด็นออกไปหลายจั้ง กระแทกกับต้นไม้แล้วร่วงลงมาอย่างหมดสภาพ
ความเ็ปทำให้พวกมันร้องโอดครวญ แต่ก็ไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือ
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มผู้นั้นด้วยความตกตะลึงปนหวาดกลัว
“บัดซบ! กล้าดียังไงถึงได้ลงมือก่อน!”
โจรคนหนึ่งะโออกมาด้วยความโกรธแค้น ขณะเดียวกันกลุ่มโจรที่เหลือก็เริ่มรู้สึกว่าตนกำลังถูกดูิ่อย่างรุนแรง การที่มีเด็กหนุ่มเพียงคนเดียวกล้าลงมือก่อน พวกเขากลับรู้สึกว่าศักดิ์ศรีของกองโจรจงหยวนกำลังถูกเหยียบย่ำ
“ตายซะ!”
หนึ่งในนั้นที่ถือขวานสองมือคำรามแล้วพุ่งเข้าหาหลัวหยางด้วยท่าทางอำมหิต
ขวานในมือถูกยกขึ้นเหนือหัวแล้วฟาดลงมาด้วยพละกำลังเต็มเปี่ยม หวังจะฟันหลัวหยางให้ขาดกลางลำตัว ทว่าเมื่อขวานฟาดลงมา หลัวหยางกลับไม่ได้ยกกระบี่ขึ้นตั้งรับ หากเบี่ยงตัวหลบอย่างสง่างามประหนึ่งใบไม้ที่ร่วงหล่น
ร่างของเขาลอยเลี่ยงจากวิถีโจมตีอย่างแม่นยำ
ก่อนที่กระบี่ในมือจะสะบัดออกด้วยแรงสะท้อนกลับ แทงทะลุเข้าไปในอกของโจรคนนั้นเสียงดัง
“ฉึก!”
ทันทีที่กระบี่แทงทะลุร่าง หลัวหยางก็ออกแรงเหวี่ยงด้วยแขนเพียงข้างเดียว ยกร่างของโจรซึ่งยังมีชีวิตอย่างลนลาน ฟาดใส่พรรคพวกของมันที่วิ่งกรูเข้ามาพอดี ปลิวกระแทกร่างที่กระเด็น ชนกันกลิ้งไปทั่วพื้นดินเป็ระลอก
โคลนและฝุ่นปลิวตลบขึ้นไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องด้วยความเ็ปและความสับสนระคนหวาดหวั่น
ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้โจรที่เหลืออยู่เห็นภาพชัดเจน
ผู้ที่พวกมันพยายามปล้นไม่ใช่ชายหนุ่มธรรมดา
หากเป็ผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งระดับหลอมกายาขั้นสาม ที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว รุนแรง และเฉียบขาด
“นะ.. นี่มัน..”
โจรบางคนเริ่มลังเล
บางคนเริ่มถอยหลัง
แต่สายเกินไปแล้ว
เมื่อจิตแห่งการสังหารได้ตื่นขึ้น สายตาเยียบเย็นของเขาสาดประกายดั่งกระบี่พันเล่มที่จ้องจะแทงทะลุหัวใจผู้ใดก็ตามที่ยังกล้าท้าทาย
เขาย่ำเท้าอีกครั้ง คราวนี้ปล่อยให้ปราณไหลเวียนไปทั่วเส้นลมปราณ
ฝ่าเท้าััไปยังพื้นเบื้องล่างดังะเื ก่อนที่ร่างของเขาจะพุ่งเข้าหากลุ่มโจรอีกครั้งอย่างไร้ความปรานี
เพียงครู่เดียว ร่างของโจรก็เริ่มล้มลงทีละคน บ้างถูกฟันแขน บ้างถูกแทงทะลุท้อง
และบางคนก็ถูกผลักกระเด็นออกไปราวกับใบไม้ที่ถูกพายุโหมกระหน่ำ ไม่มีใครสามารถต้านทานพลังของหลัวหยางได้เลย
พวกมันอาจเคยเป็ภัยของเส้นทางนี้ แต่นี่คือโลกแห่งความจริงที่เส้นทางของปุถุชนคนธรรมดา ย่อมมิอาจต้านผู้บำเพ็ญเพียรที่อ่อนแอสุดได้