ปลาไหลลายเสือ [ บุรามฉัตร ]

    บทที่ 10 [ 2 ]

    ร่างอันคุ้นตาของมารดากำลังเดินลับหายไปในม่านหมอกขาว แป้งร่ำร้องเรียกสุดเสียง มือสองข้างไขว่คว้าหัวใจมันเจ็บแปลบรวนร้าว แล้ววินาทีถัดไปแผ่นหลังกว้างของชายร่างสูงโปร่งก็เดินผ่านร่างของเธอไปอีกคนเขาหันกลับมามองด้วยแววตาหม่นหมอง เธอครางชื่อเขาในลำคอ... ‘อย่าทิ้งแป้งไป’

                หากแต่วินาทีถัดไปผู้ชายอีกคนโผล่มาจากม่านหมอกขาว กำลังเดินสวนทางกับคนที่กำลังเดินลับตาผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เขากำลังส่งยิ้มให้แต่ทำไมเธอเห็นเพียงแค่รอยยิ้มของเขาเท่านั้นเธอมองไม่เห็นส่วนอื่นๆที่เป็นเครื่องประกอบบนใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นตา หูจมูก...เธอรู้แต่ว่าตัวเองลังเล แล้วก็ถอยเท้าร่นทีละก้าว แต่ทว่าร่างสูงใหญ่ของผู้มาใหม่กลับกระโดดเข้ามาตะครุบตัวเธอกดร่างบางนั้นไว้กับพื้น...หญิงสาวรู้สึกอึดอัดและหวาดกลัวตะโกนร้องเรียกให้คนช่วยสุดเสียง

                    “พี่แป้ง...พี่แป้งเป็นอะไรคะ”

                    เสียงของปิ่นมุกดังแว่วแล้วตัวเธอก็เหมือนกำลังโคลงจากแรงเขย่า แป้งร่ำผวาเมื่อลืมตาขึ้น ลูบตามเนื้อตัวแล้วมองซ้ายมองขวาไปรอบข้าง เห็นเพียงแค่น้องสาวกำลังส่งเสียงเรียกชื่อเธอไม่ขาด

                    “พี่แป้งฝันร้ายเหรอคะ”

                    น่าจะใช่...แป้งร่ำตอบตัวเองเพราะตอนนี้ที่ที่เธออยู่ก็คือวัดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯหลังจากเคลื่อนศพของมารดามายังวัดแห่งนี้ หลังจากที่คุณปรัชญามาถึงขั้นตอนทุกอย่างของการจัดงานศพ ตั้งแต่เรื่องการจองศาลาวัดตลอดจนติดต่อประสานงานกับทางวัด รวมไปถึงเรื่องจิปาถะนั้นได้รับความช่วยเหลือจากคุณกาญจนา เมื่อบิดาของเธอตัดสินใจจะจัดงานศพที่นี่

                    แล้วตอนนี้หลายคนก็กำลังง่วนส่วนตัวเธอนั้นแอบมานั่งอยู่บริเวณม้าหินอ่อนใต้ร่มโพธิ์ต้นสูงใหญ่ซึ่งแผ่กิ่งก้านปกคลุมไปยังศาลาวัด อาจจะเป็นความอ่อนล้าทางใจและความอ่อนแรงทางกาย จึงทำให้เธอนั้นเพลียจนเผลอหลับไประหว่างที่นั่งรับลมโชยเอื่อย

                    “พี่แค่ฝันไปน่ะปิ่นไม่มีอะไรหรอก”

                    เธอบอกน้องสาวทั้งที่ส่วนลึกยังคงกังวลถึงในฝัน รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงแต่ภาพในฝันก็มีบางส่วนที่ผุดออกมาจากความคิดไม่อย่างนั้นภาพของมารดาที่เดินหายไปนั้นคงไม่ปรากฏรวมถึงการเดินจากไปของผู้ชายคนแรกนั้นคือใคร? แล้วผู้ชายคนที่ยิ้มให้เธอหากแต่เหมือนกำลังจะทำร้ายเธอนั่นล่ะเป็นใคร?

                    แป้งร่ำสรุปความคิดของตัวเองว่านั่นเป็นเพียงความฝัน!!

                    “เป็นไงบ้างแป้งตื่นแล้วเหรอจ๊ะ น้าเห็นหนูกำลังนอนหลับสบาย ก็เลยไม่ได้เรียก...แต่ตื่นแล้วก็ดีเพราะเดี๋ยวตะวันจะอับแสงแล้ว นอนหลับช่วงเย็นไม่ดี มักจะฝันร้าย”คุณกาญจนายิ้มน้อยๆ

                    “ต้องขอบคุณมากเลยนะคะที่ได้น้ากาญมาช่วยงานไม่อย่างนั้นหนูกับคุณพ่อคงวุ่นวายน่าดู”

                    “ไม่เป็นไรหรอกน้าเต็มใจช่วยนะลูก ไม่ต้องคิดมาก เพราะยังไงน้ากับแม่หนูแป้ง เราก็สนิทสนมกันดี”ผู้สูงวัยเอื้อมมือไปวางบนบ่าหญิงสาว

                    “พี่แป้งคะ...ปิ่นว่าไปช่วยคุณพ่อรับแขกกันดีกว่าค่ะ” ปิ่นมุกพูดต่อประโยคจากผู้สูงวัย

                    หญิงสาวต่างวัยทั้งสามจึงลุกขึ้นตามกันไปยังภายในศาลาที่ตั้งสวดอภิธรรมศพแป้งร่ำที่เดินรั้งท้ายกวาดตามองโดยรอบ ก็เห็นบิดากำลังคุยกับแขกผู้ใหญ่สองสามท่านส่วนคุณกาญจนานั้นเดินออกไปรับรองแขกที่เพิ่งมาถึงใหม่เธอกับน้องสาวจึงเดินไปยืนข้างหลังคุณกาญจนาอีกที

                    ระหว่างนั้นกัลปพฤกษ์ก็ขับรถมาจอดริมถนนเส้นเล็กด้านข้างในวัดเขาเปิดประตูรถออกมาก่อนแล้วเดินนำหน้าคู่ชายหญิงที่เธอเพิ่งจะรู้จักเมื่อช่วงบ่ายของวันนี้แสดงว่าเขาคงจะกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่ระหว่างที่เธอกำลังนอนหลับนั่นเอง และก็มาพร้อมกับแฟนสาวของเขา

                    แป้งร่ำไม่ต้องบอกกับตัวเองซ้ำอีกครั้งภาพตรงหน้ามันชัดเจน เมื่อมานาลีขยับเท้าให้เร็วขึ้นแล้วเดินเคียงข้างผู้ชายที่เป็นรักแรกของเธอ

                    แม้บางช่วงที่เห็นจะดูเหมือนกัลปพฤกษ์กำลังส่งสายตาตำหนิ และพยายามแกะมือหญิงสาวผู้นั้นออกแต่ดูเหมือนว่ายิ่งเขาทำท่าไม่พอใจเท่าไหร่ ฝ่ายหญิงก็เหมือนจะยิ่งทำพอเดินเข้ามาใกล้ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าทำไมดวงตาของสาวลูกครึ่งถึงดูเยาะกึ่งขัน มากกว่าจะแย้มยิ้ม

                    แต่คนที่สะบัดหน้าหนีก่อนใครกลับเป็นคุณกาญจนา ที่กำลังยืนพูดคุยกับแขกอยู่เห็นชัดว่าผู้สูงวัยทำหน้าเอือมมากขึ้น หลังจากที่แขกกลุ่มนั้นเข้าไปหาที่นั่งยังศาลาวัด

                    “อย่าทำอะไรให้มันขายขี้หน้านักนะตาปลาที่นี่มันงานศพ ไม่ใช่โรงแรม”เสียงของผู้สูงวัยตรงหน้าเขียวเข้ม

                    เห็นได้ชัดว่ามานาลีไม่ได้ยี่หระต่อสายตาหรือคำพูดของผู้สูงวัยแต่แววตากลับดูระรื่นซุกซน แถมคำพูดนั้นยังคงไม่ลดราวาศอก

                    “แหม...คุณแม่คะถึงเมนี่จะดูเหมือนเป็นพวกฝรั่งจ๋า แต่เมนี่ก็มีสายเลือดคนไทยอยู่ครึ่งหนึ่งยังไงเมนี่ก็รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรคุณแม่ไม่ต้องกังวลหรอกนะคะว่าเมนี่จะทำให้คุณแม่ขายขี้หน้า”

                    “คุณเมนี่...พูดอะไรให้เกียรติคุณแม่ผมบ้าง”กัลปพฤกษ์ตวัดสายตามองสาวลูกครึ่ง ก่อนจะแกะมือของเธอออกจากแขน

                    คุณกาญจนาไม่โต้ตอบเดินกลับเข้าไปยังศาลา น้องสาวของเธอจึงเดินตามเข้าไปส่วนกัลปพฤกษ์เดินนำหน้าเข้าไปข้างใน โดยที่สาวลูกครึ่งยังคงทำท่าเกาะแกะเช่นเคย

                    ลายเสือเดินรั้งท้ายคนทั้งสองแต่เดินอยู่ข้างหน้าเธอ แป้งร่ำเห็นเหมือนกับว่าเขากำลังส่ายศีรษะเบาๆและได้ยินเสียงหายใจลอดออกมา แต่ก็ไม่รู้ว่าใบหน้าของเขากำลังแสดงความรู้สึกเช่นไรจนกระทั่งเขาหยุดปลายเท้าไว้ที่ขั้นบันไดสุดท้าย ก่อนจะก้าวต่อ เขาหันกลับมาพร้อมกับพูดขึ้น

                    “ผมขอโทษด้วยนะครับถ้าเมนี่เสียมารยาทในงานศพแม่ของคุณ แล้วต้องขอแสดงความเสียใจด้วยจริงๆที่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นกะทันหัน”

                    เธอยอมรับกับตัวเองว่าแอบตกใจไม่น้อยที่ผู้ชายตรงหน้าพูดขึ้น แม้นจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่แววตากรุ้มกริ่มที่เธอเห็นเมื่อช่วงบ่าย ก็ไม่ปรากฏออกมาในคำพูดแต่กลับเป็นแววตาที่บ่งถึงความเศร้าอย่างจริงใจ หญิงสาวไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแค่การเอ่ยแสดงความเสียใจของเขา มันถึงกับทำให้เธอหยุดเพ่งพิจารณารูปหน้าของเขา

                    เขาคงจะสังเกตเห็นว่าเธอนิ่งงัน “คุณแป้งเป็นอะไรครับผมพูดอะไรผิดไปรึเปล่า”

                    “เปล่านี่คะ...ฉันแค่ใจลอย”เธออึกอักก่อนจะพูดต่อ “เชิญข้างในเถอะค่ะ”

                    หญิงสาวเชื้อเชิญชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะเดินตามแผ่นหลังกว้างที่ใส่สูทสีดำสนิท...การเคลื่อนตัวของโครงสร้างทางร่างกายบวกกับแขนที่ไหวไปตามการก้าวย่างของขาทำให้เธอนึกย้อนกลับไปยังฝันเมื่อช่วงโพล้เพล้...ไม่รู้ทำไมถึงโยงเอาแผ่นหลังของลายเสือเข้าไปไขว้กับความฝันตรงนั้น แล้วเธอก็สะบัดหน้าไล่ความวุ่นวายออก พร้อมกับบ่นในใจ

                    ‘ฉันคงคิดมากไปเอง’

    ....................................

    คล้ายกับเรื่องปลาไหลลายเสือ [ บุรามฉัตร ] ที่คุณอ่าน