“นี่!!คุณปล่อยได้แล้ว— จะจับทำไมเนี่ย ฉันไม่ใช่คนชรานะจะต้องคอยจูงมือตลอดเนี่ย”
ปารมีพูดพร้อมกับสะบัดมือให้หลุดจากการเกาะกุมของนักรบ เขามองมือของตัวเองที่ว่างเปล่าก่อนจะชักกลับมา เมื่อเงยหน้ามองปารมี ก็เห็นว่าเธอนั้นกำลังยืนกอดอกมองเขาด้วยความไม่พอใจ
“เฮ้อ— คุณนี่นะ— พูดดีดีกับผมบ้างไม่ได้รึไง”
นักรบถอนหายใจพร้อมกับเอ่ยตัดพ้อเสียงนิ่ง ก่อนจะกดลิฟท์เพื่อที่จะลงไปข้างล่าง
“เฮอะ!! ลองคุณมาเป็ฉัน แล้วฉันเป็คุณบ้างมั้ยล่ะ จะได้รู้ว่าฉันรู้สึกยังไง”
“ถ้าเป็เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ละก็— ผมขอโทษ แต่ถ้าเป็เมื่อวานนี้ ผม— รู้สึกดี”
คำตอบของนักรบนั้นทำเอาปารมีนั้นหน้าแดงแปร๊ดทันที ไม่รู้ว่าเพราะความโกรธหรือความอายกันแน่ พอนักรบพูดถึงเื่เมื่อวาน มันทำให้ภาพและความรู้สึกที่นักรบจูบเธอนั้นผุดขึ้นมาทันทีแบบไม่ต้องนึกให้เมื่อย
ติ๊ง—
เสียงลิฟท์ดังขึ้นเป็สัณญาณบอกผู้โดยสารว่าเตรียมตัว หลังจากที่ลิฟท์เปิดปารมีก็รีบพุ่งตัวเข้าลิฟท์ไปทันที พร้อมกับพยายามกดปุ่มปิดลิฟท์ แต่ก็ไม่ทันเพราะนักรบนั้นแทรกตัวเข้ามาก่อนที่ลิฟท์จะปิด ปารมีได้แต่จิ๊จ๊ะ เธอหันหน้าหนีนักรบ ทำให้เขานั้นไม่สามารถมองหน้าเธอได้ชัดเจนนัก เห็นเพียงแต่ใบหูที่เคยขาวเนียนกลับมีสีแดงระเรื่อ
ลิฟท์ลงมาแค่ไม่กี่ชั้นเท่านั้น มันก็เปิดออกเพราะมีใครบางคนกดเรียกมัน ปารมีเห็นดังนั้นก็รู้สึกดีใจนิด ๆ ที่จะได้ไม่ต้องอยู่ในกล่องแคบ ๆ กับนักรบเพียงแค่สองคน แต่พอลิฟท์เปิดออกความรู้สึกดีใจของเธอนั้นมันก็ต้องหล่นวูบดั่งธรณีสูบลงสู่หุบเขาลึก เพราะคนคนนั้นคือชัยวัฒน์!!
นักรบเห็นดังนั้นเขาก็ขยับเข้ามาใกล้ปารมีมากยิ่งขึ้นพร้อมกับกุมมือที่สั่นเทาของเธอเอาไว้ และดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่มือเท่านั้นที่กำลังสั่นเทาอยู่
ไม่ใช่แค่ปารมีเท่านั้นที่ใ ชัยวัฒน์ที่เป็คนกดเรียกลิฟท์ก็ใเช่นกัน เขายืนนิ่งไม่ยอมเข้ามาในลิฟท์สักที จนนักรบเอ่ยถาม
“คุณไม่เข้ามางั้นเหรอ...”
นักรบขมวดคิ้วถามเสียงนิ่งเย็น เขาไม่คิดว่าทั้งปารมีและชัยวัฒน์นั้นจะต้องเจอกันซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ เขารู้ว่าชัยวัฒน์นั้นมาที่บริษัทวันนี้ เพื่อมาทำอะไรบางอย่าง เขาจึงไปรับปารมีมาคุยเื่แผนในวันนี้เพื่อให้ชัยวัฒน์เห็นว่าปารมีนั้นเป็คนของเขา จนอีกฝ่ายนั้นร้อนรนและแสดงท่าทีพิรุธออกมา
แต่ไม่คิดว่าจะเจอกันแบบซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้—
“เอ่อ— คุณนักรบไปก่อนเถอะครับ ผมเพิ่งนึกได้ว่าลืมของเอาไว้”
ชัยวัฒน์รีบพูดแล้วก็หันหลังกลับไป นักรบจึงกดปิดลิฟท์ ทันทีที่ประตูลิฟท์ปิดสนิทปารมีก็ทรุดฮวบลงทันทีจนนักรบต้องคอยประคอง
น้ำตาที่ปารมีกลั้นเอาไว้เมื่อครู่เริ่มไหลออกมาอย่างหยุดไม่อยู่ ร่างกายสั่นเทา มือเกร็งสั่น ลมหายใจหอบถี่ หัวใจเต้นเร็ว
เธอเกลียดตัวเองที่อ่อนแอสิ้นดี—
“คุณ— ปาม!! ใจเย็น ๆ ไว้ หายใจลึก ๆ ไม่เป็ไรแล้ว ผมอยู่นี่แล้ว ผมอยู่นี่แล้ว”
นักรบกอดปารมีที่ตอนนี้ตัวสั่นเทา พร้อมกับลูบหลังเธอเบา ๆ
‘นี่เหรอ— อาการแพนิคที่ว่า’
มันเหมือนกับคนกำลังจะจมน้ำกลางทะเล เมื่อมีขอนไม้ลอยมาก็ต้องคว้าเอาไว้เพื่อเอาตัวรอด ตอนนี้ก็เช่นกัน สำหรับเธอแล้วนักรบคือขอนไม้ขอนนั้น เธอกอดนักรบแน่นด้วยมือที่สั่นเทา เธอพยายามหายใจช้า ๆ ตามที่นักรบบอก แต่ทว่าก็ไม่สามารถทำได้ น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมาจนชุ่มเสื้อของเขา แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจเลยสักนิด
เมื่อเห็นว่าอาการของปารมีนั้นไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เขาจึงล้วงเอาโทรศัพท์ออกมากดเบอร์โทรหาเตชิน ทั้ง ๆ ที่ยังประคองกอดปารมีอยู่
“ฮัลโหล!! เต นายกลับไปยัง”
น้ำเสียงร้อนรนของนักรบทำให้เตชินที่อยู่ปลายสายนั้นสงสัย เพิ่งออกไปไม่กี่นาทีเ้านายเขาก็โทรมาแล้ว คงมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ
[ยังครับ— ยังอยู่ข้างบนอยู่ครับ]
“งั้นก็ดี— นายรีบไปเอารถมารับฉันกับปารมีที่หน้าบริษัทที เดี๋ยวนี้เลย!!”
[เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ!]
“ตอนนี้ไม่ต้องถาม...เร็วเข้า!!”
นักรบเร่งก่อนที่จะกดปิดโทรศัพท์แล้วหันมาสนใจปารมีต่อ เธอยังคงตัวสั่น หายใจหอบถี่ น้ำตาไหลอยู่อย่างนั้นไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มือเล็กกอดเขาแน่นราวกับกลัวว่าขอนไม้ท่อนนี้จะหลุดลอยไป
เขากระชับกอดเธอแน่น ก่อนจะพูดปลอบใจเรื่อยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ส่วนมือก็คอยลูบหลังไปเรื่อย ๆ เมื่อลิฟท์ลงมาถึงด้านล่างเขาก็ก้มลงถามร่างเล็กในอ้อมแขน
“คุณ— เดินไหวมั้ย”
ปารมีไม่ตอบ เธอได้แต่พยักหน้าเป็คำตอบ
“งั้นไปกันเถอะ ถึงแล้ว”
แต่ทันทีที่ปารมีก้าวเท้าไปนั้น เธอก็ทรุดลงทันที
“คุณ!!”
เมื่อเห็นว่าปารมีนั้นไม่ไหวแน่ ๆ นักรบก็ก้มตัวช้อนร่างเธอขึ้นมาอุ้มแล้วเดินออกจากลิฟท์ไป เขาเดินไปที่โซฟาสำหรับรับแขกที่ล็อบบี้ของบริษัทก่อนจะค่อย ๆ วางปารมีลงและนั่งรอเตชินมารับ
สักพักไม่กี่นาทีเตชินก็โทรมาบอกว่าเขารออยู่ที่หน้าบริษัทเรียบร้อยแล้ว นักรบเห็นว่าปารมีนั้นอาการยังไม่ดีขึ้น จึงช้อนตัวเธอขึ้นมาอุ้มอีกครั้งเพื่อไปขึ้นรถ ปารมีนั้นได้แต่กอดคอนักรบแน่น ใบหน้าซุกที่ไหล่ของนักรบราวกับเด็กน้อยหาที่พึ่งพิง
“คุณปารมี!!”
เตชินเห็นอาการของปารมีก็เข้าใจทันทีว่าทำไมนักรบต้องให้เขามารับ เขารีบเปิดประตูหลังให้นักรบและปารมีขึ้นไป ก่อนที่จะขึ้นไปยังตำแหน่งคนขับ แล้วออกตัวรถไปทันที
“ไปที่ไหนดีครับคุณนักรบ— หรือว่าจะไปที่โรงพยาบาลดี”
ไม่ทันที่นักรบจะตอบ เขาก็รู้สึกเหมือนกับมีอะไรสั่นไหวอยู่ตรงไหล่เขา เป็ปารมีที่กำลังส่ายหัวอยู่นั่นเอง
“ไม่— กลับห้องคุณมั้ย”
หลังจากตอบเตชินไปแล้ว เขาก็หันมาถามคนในอ้อมแขนเขา เมื่อเห็นว่าปารมีพยักหน้า เขาก็สั่งเตชินไปทันที เมื่อออกมาจากที่บริษัทได้สักระยะ ร่างกายของปารมีที่ตอนนี้กำลังนั่งบนตักนักรบก็ค่อย ๆ หยุดสั่น แต่ทว่ามือที่กอดคอเขาอยู่นั้นยังคงสั่นอยู่ ลมหายใจที่ถี่กระชั้นก็ค่อย ๆ กลับมาเป็ปกติ แต่หัวใจของเธอนั้นยังคงเต้นเร็วและรัว
ที่เขารู้สึกได้นั้นก็เพราะว่าปารมีนั้นกอดเขาแน่นจนร่างของทั้งคู่นั้นแนบชิดกันถึงขนาดรับรู้ถึงเสียงหัวใจของเธอ ใบหน้าเธอที่กำลังซบไหล่เขาอยู่นั้น ทำให้เขานั้นรับรู้ถึงลมหายใจของเธอที่รดต้นคอเขาอยู่ ถ้าเป็เหตุการณ์ปกติละก็ เขานั้นคงจะรู้สึกยินดีแน่นอน
ทั้งคู่อยู่ในท่านั้นตลอดทางจนกระทั่งถึงคอนโดของปารมี
-----------------
ทางด้านชัยวัฒน์นั้น เมื่อได้เห็นปารมีอยู่กับนักรบเมื่อครู่นี้ แถมเขายังรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นน่าจะไม่ธรรมดา เพราะนักรบที่ไม่เคยเข้าใกล้ผู้หญิงคนไหนกลับแสดงท่าทีราวกับเป็ห่วงเป็ใยเธอคนนั้นเสียเหลือเกิน
เขาเดินไปเดินมาเป็หนูติดจั่นมาหลายนาทีแล้ว ความวิตกกังวลของเขาทำให้เขานั้นเผลอกัดเล็บโดยไม่รู้ตัว
“สงสัยคงต้องรีบจัดการยัยนั่นซะแล้ว— หรือจะจัดการมันทั้งหมดดี”
เขาพึมพำขึ้นมาคนเดียว ก่อนจะรีบควานหาโทรศัพท์ของตัวเองเมื่อตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
“ฮัลโหล— ท่านครับ ดูเหมือนว่าเราจะมีปัญหาแล้วละครับ”
โปรดติดตามตอนต่อไป