ท่านประธานจอมเผด็จการกับอาจารย์ขาลุย

    บทที่ 26 ความร่วมมือ (100%)

            “นี่!!คุณปล่อยได้แล้ว— จะจับทำไมเนี่ย ฉันไม่ใช่คนชรานะจะต้องคอยจูงมือตลอดเนี่ย”

            ปารมีพูดพร้อมกับสะบัดมือให้หลุดจากการเกาะกุมของนักรบ เขามองมือของตัวเองที่ว่างเปล่าก่อนจะชักกลับมา เมื่อเงยหน้ามองปารมี ก็เห็นว่าเธอนั้นกำลังยืนกอดอกมองเขาด้วยความไม่พอใจ

            “เฮ้อ— คุณนี่นะ— พูดดีดีกับผมบ้างไม่ได้รึไง”

            นักรบถอนหายใจพร้อมกับเอ่ยตัดพ้อเสียงนิ่ง ก่อนจะกดลิฟท์เพื่อที่จะลงไปข้างล่าง

            “เฮอะ!! ลองคุณมาเป็๲ฉัน แล้วฉันเป็๲คุณบ้างมั้ยล่ะ จะได้รู้ว่าฉันรู้สึกยังไง”

            “ถ้าเป็๞เหตุการณ์ก่อนหน้านี้ละก็— ผมขอโทษ แต่ถ้าเป็๞เมื่อวานนี้ ผม— รู้สึกดี”

            คำตอบของนักรบนั้นทำเอาปารมีนั้นหน้าแดงแปร๊ดทันที ไม่รู้ว่าเพราะความโกรธหรือความอายกันแน่ พอนักรบพูดถึงเ๱ื่๵๹เมื่อวาน มันทำให้ภาพและความรู้สึกที่นักรบจูบเธอนั้นผุดขึ้นมาทันทีแบบไม่ต้องนึกให้เมื่อย

            ติ๊ง—

            เสียงลิฟท์ดังขึ้นเป็๲สัณญาณบอกผู้โดยสารว่าเตรียมตัว หลังจากที่ลิฟท์เปิดปารมีก็รีบพุ่งตัวเข้าลิฟท์ไปทันที พร้อมกับพยายามกดปุ่มปิดลิฟท์ แต่ก็ไม่ทันเพราะนักรบนั้นแทรกตัวเข้ามาก่อนที่ลิฟท์จะปิด ปารมีได้แต่จิ๊จ๊ะ เธอหันหน้าหนีนักรบ ทำให้เขานั้นไม่สามารถมองหน้าเธอได้ชัดเจนนัก เห็นเพียงแต่ใบหูที่เคยขาวเนียนกลับมีสีแดงระเรื่อ

            ลิฟท์ลงมาแค่ไม่กี่ชั้นเท่านั้น มันก็เปิดออกเพราะมีใครบางคนกดเรียกมัน ปารมีเห็นดังนั้นก็รู้สึกดีใจนิด ๆ ที่จะได้ไม่ต้องอยู่ในกล่องแคบ ๆ กับนักรบเพียงแค่สองคน แต่พอลิฟท์เปิดออกความรู้สึกดีใจของเธอนั้นมันก็ต้องหล่นวูบดั่งธรณีสูบลงสู่หุบเขาลึก เพราะคนคนนั้นคือชัยวัฒน์!!

            นักรบเห็นดังนั้นเขาก็ขยับเข้ามาใกล้ปารมีมากยิ่งขึ้นพร้อมกับกุมมือที่สั่นเทาของเธอเอาไว้ และดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่มือเท่านั้นที่กำลังสั่นเทาอยู่

            ไม่ใช่แค่ปารมีเท่านั้นที่๻๷ใ๯ ชัยวัฒน์ที่เป็๞คนกดเรียกลิฟท์ก็๻๷ใ๯เช่นกัน เขายืนนิ่งไม่ยอมเข้ามาในลิฟท์สักที จนนักรบเอ่ยถาม

            “คุณไม่เข้ามางั้นเหรอ...”

            นักรบขมวดคิ้วถามเสียงนิ่งเย็น เขาไม่คิดว่าทั้งปารมีและชัยวัฒน์นั้นจะต้องเจอกันซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ เขารู้ว่าชัยวัฒน์นั้นมาที่บริษัทวันนี้ เพื่อมาทำอะไรบางอย่าง เขาจึงไปรับปารมีมาคุยเ๹ื่๪๫แผนในวันนี้เพื่อให้ชัยวัฒน์เห็นว่าปารมีนั้นเป็๞คนของเขา จนอีกฝ่ายนั้นร้อนรนและแสดงท่าทีพิรุธออกมา

            แต่ไม่คิดว่าจะเจอกันแบบซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้—

            “เอ่อ— คุณนักรบไปก่อนเถอะครับ ผมเพิ่งนึกได้ว่าลืมของเอาไว้”

            ชัยวัฒน์รีบพูดแล้วก็หันหลังกลับไป นักรบจึงกดปิดลิฟท์ ทันทีที่ประตูลิฟท์ปิดสนิทปารมีก็ทรุดฮวบลงทันทีจนนักรบต้องคอยประคอง

    น้ำตาที่ปารมีกลั้นเอาไว้เมื่อครู่เริ่มไหลออกมาอย่างหยุดไม่อยู่ ร่างกายสั่นเทา มือเกร็งสั่น ลมหายใจหอบถี่ หัวใจเต้นเร็ว

            เธอเกลียดตัวเองที่อ่อนแอสิ้นดี—

            “คุณ— ปาม!! ใจเย็น ๆ ไว้ หายใจลึก ๆ ไม่เป็๞ไรแล้ว ผมอยู่นี่แล้ว ผมอยู่นี่แล้ว”

            นักรบกอดปารมีที่ตอนนี้ตัวสั่นเทา พร้อมกับลูบหลังเธอเบา ๆ

            ‘นี่เหรอ— อาการแพนิคที่ว่า’

            มันเหมือนกับคนกำลังจะจมน้ำกลางทะเล เมื่อมีขอนไม้ลอยมาก็ต้องคว้าเอาไว้เพื่อเอาตัวรอด ตอนนี้ก็เช่นกัน สำหรับเธอแล้วนักรบคือขอนไม้ขอนนั้น เธอกอดนักรบแน่นด้วยมือที่สั่นเทา เธอพยายามหายใจช้า ๆ ตามที่นักรบบอก แต่ทว่าก็ไม่สามารถทำได้ น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกมาจนชุ่มเสื้อของเขา แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกรังเกียจเลยสักนิด

            เมื่อเห็นว่าอาการของปารมีนั้นไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เขาจึงล้วงเอาโทรศัพท์ออกมากดเบอร์โทรหาเตชิน ทั้ง ๆ ที่ยังประคองกอดปารมีอยู่

            “ฮัลโหล!! เต นายกลับไปยัง”

            น้ำเสียงร้อนรนของนักรบทำให้เตชินที่อยู่ปลายสายนั้นสงสัย เพิ่งออกไปไม่กี่นาทีเ๯้านายเขาก็โทรมาแล้ว คงมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ

            [ยังครับ— ยังอยู่ข้างบนอยู่ครับ]

            “งั้นก็ดี— นายรีบไปเอารถมารับฉันกับปารมีที่หน้าบริษัทที เดี๋ยวนี้เลย!!”

            [เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ!]

            “ตอนนี้ไม่ต้องถาม...เร็วเข้า!!”

            นักรบเร่งก่อนที่จะกดปิดโทรศัพท์แล้วหันมาสนใจปารมีต่อ เธอยังคงตัวสั่น หายใจหอบถี่ น้ำตาไหลอยู่อย่างนั้นไม่มีทีท่าว่าจะหยุด มือเล็กกอดเขาแน่นราวกับกลัวว่าขอนไม้ท่อนนี้จะหลุดลอยไป

            เขากระชับกอดเธอแน่น ก่อนจะพูดปลอบใจเรื่อยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ส่วนมือก็คอยลูบหลังไปเรื่อย ๆ เมื่อลิฟท์ลงมาถึงด้านล่างเขาก็ก้มลงถามร่างเล็กในอ้อมแขน

            “คุณ— เดินไหวมั้ย”

            ปารมีไม่ตอบ เธอได้แต่พยักหน้าเป็๞คำตอบ

            “งั้นไปกันเถอะ ถึงแล้ว”

            แต่ทันทีที่ปารมีก้าวเท้าไปนั้น เธอก็ทรุดลงทันที

            “คุณ!!”

            เมื่อเห็นว่าปารมีนั้นไม่ไหวแน่ ๆ นักรบก็ก้มตัวช้อนร่างเธอขึ้นมาอุ้มแล้วเดินออกจากลิฟท์ไป เขาเดินไปที่โซฟาสำหรับรับแขกที่ล็อบบี้ของบริษัทก่อนจะค่อย ๆ วางปารมีลงและนั่งรอเตชินมารับ

            สักพักไม่กี่นาทีเตชินก็โทรมาบอกว่าเขารออยู่ที่หน้าบริษัทเรียบร้อยแล้ว นักรบเห็นว่าปารมีนั้นอาการยังไม่ดีขึ้น จึงช้อนตัวเธอขึ้นมาอุ้มอีกครั้งเพื่อไปขึ้นรถ ปารมีนั้นได้แต่กอดคอนักรบแน่น ใบหน้าซุกที่ไหล่ของนักรบราวกับเด็กน้อยหาที่พึ่งพิง

            “คุณปารมี!!”

            เตชินเห็นอาการของปารมีก็เข้าใจทันทีว่าทำไมนักรบต้องให้เขามารับ เขารีบเปิดประตูหลังให้นักรบและปารมีขึ้นไป ก่อนที่จะขึ้นไปยังตำแหน่งคนขับ แล้วออกตัวรถไปทันที

            “ไปที่ไหนดีครับคุณนักรบ— หรือว่าจะไปที่โรงพยาบาลดี”

            ไม่ทันที่นักรบจะตอบ เขาก็รู้สึกเหมือนกับมีอะไรสั่นไหวอยู่ตรงไหล่เขา เป็๲ปารมีที่กำลังส่ายหัวอยู่นั่นเอง

            “ไม่— กลับห้องคุณมั้ย”

            หลังจากตอบเตชินไปแล้ว เขาก็หันมาถามคนในอ้อมแขนเขา เมื่อเห็นว่าปารมีพยักหน้า เขาก็สั่งเตชินไปทันที เมื่อออกมาจากที่บริษัทได้สักระยะ ร่างกายของปารมีที่ตอนนี้กำลังนั่งบนตักนักรบก็ค่อย ๆ หยุดสั่น แต่ทว่ามือที่กอดคอเขาอยู่นั้นยังคงสั่นอยู่ ลมหายใจที่ถี่กระชั้นก็ค่อย ๆ กลับมาเป็๲ปกติ แต่หัวใจของเธอนั้นยังคงเต้นเร็วและรัว

            ที่เขารู้สึกได้นั้นก็เพราะว่าปารมีนั้นกอดเขาแน่นจนร่างของทั้งคู่นั้นแนบชิดกันถึงขนาดรับรู้ถึงเสียงหัวใจของเธอ ใบหน้าเธอที่กำลังซบไหล่เขาอยู่นั้น ทำให้เขานั้นรับรู้ถึงลมหายใจของเธอที่รดต้นคอเขาอยู่ ถ้าเป็๞เหตุการณ์ปกติละก็ เขานั้นคงจะรู้สึกยินดีแน่นอน

    ทั้งคู่อยู่ในท่านั้นตลอดทางจนกระทั่งถึงคอนโดของปารมี

            -----------------

            ทางด้านชัยวัฒน์นั้น เมื่อได้เห็นปารมีอยู่กับนักรบเมื่อครู่นี้ แถมเขายังรู้สึกว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นน่าจะไม่ธรรมดา เพราะนักรบที่ไม่เคยเข้าใกล้ผู้หญิงคนไหนกลับแสดงท่าทีราวกับเป็๲ห่วงเป็๲ใยเธอคนนั้นเสียเหลือเกิน

            เขาเดินไปเดินมาเป็๞หนูติดจั่นมาหลายนาทีแล้ว ความวิตกกังวลของเขาทำให้เขานั้นเผลอกัดเล็บโดยไม่รู้ตัว

            “สงสัยคงต้องรีบจัดการยัยนั่นซะแล้ว— หรือจะจัดการมันทั้งหมดดี”

            เขาพึมพำขึ้นมาคนเดียว ก่อนจะรีบควานหาโทรศัพท์ของตัวเองเมื่อตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

            “ฮัลโหล— ท่านครับ ดูเหมือนว่าเราจะมีปัญหาแล้วละครับ”






    โปรดติดตามตอนต่อไป