นั่นอะไร
ต่อมาความสนใจของเขาทั้งหมดได้ถูกดึงดูดไปโดยตำแหน่งหนึ่งของประตู บริเวณที่ว่านี้แสดงให้เห็นถึงร่องรอยบางอย่าง
รึจะเป็ช่องใส่กุญแจ
โจวเฉินก้าวเข้าไปสำรวจใกล้ ๆ ในระหว่างที่ความคิดจินตนาการถึงความเป็ไปได้ต่าง ๆ นา ๆ
หลังจากนั้นเขาลองเอามือผลักประตู แต่พอพบว่าไม่สามารถเปิดมันโดยใช้กำลังได้ สายตาของเขาจึงต้องกลับมาให้ความสำคัญที่หลุมตื้น ๆ บนประตูอีกครั้ง
โดยหลุมตื้น ๆ ที่ว่านี้ มีลักษณะเป็ช่องวงกลมที่น่าจะสามารถทาบเหรียญ หรือสิ่งอื่นที่มีรูปทรงคล้ายกันเข้าไปได้
และเมื่อเขาสังเกตเห็นสิ่งนี้แล้ว เลยอยากจะลองทดสอบว่าการคาดเดาถูกต้องหรือไม่
จากนั้นโจวเฉินจึงคิดจะสร้างสิ่งที่คล้ายเหรียญขึ้นมา แต่พอมีเหรียญเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดทำให้เขานึกไปถึงเหรียญเมฆากะทันหัน
แล้วที่ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคิดถึงเหรียญเมฆา จู่ ๆ เหรียญเมฆาก็มาปรากฏในมือเขาทันที
“หืม นำสิ่งของจริง ๆ เข้ามาได้ด้วยเหรอ” เด็กหนุ่มที่ยังสวมหน้ากากขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ในไม่ช้าความคิดของเขาก็กลับมาจดจ่อที่การทดสอบอีกครั้ง
จากนั้นเหรียญเมฆาก็ถูกดันขึ้นไปในช่องที่กว้างที่สุด ซึ่งตำแหน่งนี้ตั้งอยู่บนจุดที่ประตูสองบานมากัน
โดยรอบ ๆ มีหลุมตื้น ๆ ที่มีความกว้างน้อยกว่า กระจายตัวล้อมรอบอยู่ในรัศมีจนดูคล้ายกับแผนผังดวงดาว
ทว่าสิ่งที่ทำให้โจวเฉินรู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะในเวลานี้เหรียญเมฆาสามารถใส่เข้าไปได้พอดี หากแต่เป็ช่องบางช่องมองเห็นเหรียญเล็ก ๆ อยู่ด้านใน
เพิ่งสังเกต ช่องพวกนี้มีเหรียญอยู่ด้วยหรือ มันคือเหรียญเมฆาจริง ๆ แค่มีขนาดเล็กกว่า
เขาใช้ความคิดนำเหรียญจากช่องอื่น ๆ ออกมาดู เว้นแต่ขนาดของมันที่เล็กกว่า ลวดลายและพื้นผิวััไม่ต่างจากเหรียญเมฆาของเขาเลย
เป็เหรียญเมฆาเหมือนกันจริง ๆ แต่แล้วยังไงต่อ ต้องใส่เหรียญเมฆาตามช่องให้ครบประตูถึงจะเปิดได้งั้นเหรอ
อันที่จริงเื่นี้คาดเดาได้ไม่ยาก เห็นกันชัด ๆ อยู่แล้วว่าหากช่องทุกช่องถูกเติมเต็มด้วยเหรียญเมฆา ประตูตรงหน้าจะต้องเปิดออกได้อย่างแน่นอน
ไม่รู้ว่าข้างในจะมีอะไร แต่เหรียญเมฆานี่สิ ตอนแรกข้าคิดว่าเป็สมบัติล้ำค่าเสียอีก อุส่าเสี่ยงชีวิตนำมาจากอาณาจักรลับบ้า ๆ นั่น กลับกลายเป็กุญแจไปเสียได้
อารมณ์ของโจวเฉินตกต่ำลงหลังจากได้ทราบความจริง ที่แท้แล้วสิ่งที่เขาเชื่อมาตลอดว่าอาจจะเป็สมบัติวิเศษอันแสนล้ำค่า ความจริงเป็กุญแจดอกหนึ่งเพียงเท่านั้น
ยังขาดอีกหกเหรียญ
นอกเหนือจากเหรียญเมฆาขนาดใหญ่ที่มีอยู่กับเขาั้แ่แรก ที่นี่มีเหรียญเมฆาขนาดเล็กที่ได้จากหลุมพวกนั้นอีกสี่เหรียญ จึงส่งผลให้เขาทั้งหมดห้าเหรียญ
ส่วนช่องใส่หรือจะเรียกว่ารูกุญแจ ทั้งหมดนั้นมีอยู่ด้วยกันสิบเอ็ดช่อง นั่นหมายความว่ามีมากกว่าครึ่งที่เขาต้องออกตามหา
เดี๋ยวก่อนนะ เหรียญนี่อาจไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว อย่างน้อยเหรียญอื่น ๆ ก็น่าจะนำจิตสำนึกของผู้ฝึกฝนคนอื่นเข้ามาได้ใช่ไหม นี่ไม่ได้หมายความว่าข้าหาสถานที่นัดพบที่ดีให้แก่กลุ่มในอนาคตได้แล้วมิใช่หรือ
ยิ่งครุ่นคิดถึงความเป็ไปได้นี้ รอยยิ้มใต้หน้ากากก็ยิ่งผลิบาน
แล้วเมื่อนึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้ยังสามารถนำสิ่งของเข้ามาได้ รอยยิ้มกว้างของเขาก็ยิ่งเบิกบานยิ่งขึ้นไปอีก
แน่นอนว่าโจวเฉินไม่ชักช้า เขาเริ่มทดสอบนำอย่างอื่นนอกจากเหรียญเมฆาเข้ามา แล้วจึงพบว่ามันทำได้จริง ๆ
เพียงอาศัยเหรียญเมฆาเป็สื่อกลาง สิ่งของในตัวที่ร่างจริงจากภายนอก ก็สามารถนำเข้ามาได้โดยใช้ความคิดเพียงอย่างเดียว
แต่นอกจากนั้น ยกเว้นเหรียญเมฆาสิ่งต่าง ๆ ที่เคยเป็ของที่นี่ และที่จากสร้างขึ้นด้วยความคิดจะไม่สามารถนำออกไปได้
เมื่อข้อเท็จจริงในส่วนนี้ถูกทดสอบจนแน่ใจ ต่อมาจึงกลายเป็การทดลองนำผู้ฝึกฝน และสิ่งมีชีวิตอื่นเข้ามากลับพบว่าทำไม่ได้
ในทางกลับกัน ขอเพียงเป็เ้าของเหรียญเมฆา ไม่ว่าจะผู้ฝึกฝนที่เป็มนุษย์ สิ่งมีชีวิตอื่น หรือแม้แต่สมุนิญญาก็สามารถเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้ทั้งนั้น
“ว่าแต่เหรียญที่เหลือจะมอบให้ใครถือครองไว้ดีล่ะ” โจวเฉินเผลอพูดความคิดของเขาออกมา พลางเคาะที่รองแขนบนเก้าอี้ด้วยปลายนิ้ว แล้วมองไปทางอีกร่างของเขาที่นั่งอยู่ด้านขวามือ
แต่หลังจากใช้ความคิดอยู่นานก็ยังตัดสินใจไม่ได้ โจวเฉินจึงลุกขึ้นโบกมือปรับเปลี่ยนพื้นที่ตรงหน้าด้วยความคิด
ท้ายที่สุด คราวนี้พื้นที่ตรงหน้าประตูกลายเป็ลานโล่ง ๆ ที่มีแท่นยืนทั้งสิบเรียงตัวเป็ครึ่งวงกลม โดยโอบล้อมแท่นยืนหลักตรงหน้าประตูเอาไว้
ต่อจากนั้น ทั้งสองใช้เวลาตรวจดูสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติมอยู่นาน แต่พอมั่นใจว่าไม่มีความพิเศษอื่นซ่อนอยู่ หรือเื่ใด ๆ ที่อาจมองข้าม
โจวเฉินและสมุนิญญาซึ่งเป็อีกร่างของเขา จึงได้ถอนจิตสำนึกออกไปสู่ภายนอก
หลังกลับออกมาแล้ว โจวเฉินหันมาจดจ่อกับการหาทางใช้ประโยชน์ จากคำสาปิญญาในแง่มุมที่ยังไม่ถูกค้นพบ
สำหรับการบ่มเพาะพลังยังคงตกเป็หน้าที่อีกร่างของเขา ส่วนทางด้านสมุนิญญาอื่น ๆ ก็ไม่ได้อยู่เฉย
พวกที่ซ่อนตัวอยู่ในลานบ้านร้างแห่งนั้น เวลานี้ถูกสั่งให้รวมกลุ่มกันออกล่าสัตว์อสูร และสมุนไพรบริเวณรอบนอกป่าหมอกิญญา
ทรัพยากรที่ได้มาหากเป็ประโยชน์ก็จะถูกแยกส่วนเก็บไว้ แต่ถ้าไม่สามารถนำมาใช้ได้จะนำไปเปลี่ยนเป็หินิญญาตามร้านรับซื้อในเมือง
การพัฒนาใน่เวลานี้ถึงจะไม่ก้าวะโ แต่ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง
ความเร็วในการเติบโตดำเนินด้วยจังหวะเช่นนี้ต่อไป จนเวลาล่วงเลยไปอีกสามวัน ก่อนที่นายน้อยสามจะค้นพบความคืบหน้าครั้งใหม่
“ไม่เลว ทั้งรสชาติและประโยชน์ที่ได้รับถูกยกระดับขึ้นไปอีกหลายขั้น ชาจิติญญาปกติเทียบไม่ติดเลย” โจวเฉินพึมพำกับตัวเอง โดยกล่าวชมชาที่เขาปรับปรุงด้วยคำสาปิญญาไม่หยุดปาก
แต่ทว่า คราวนี้คำสาปิญญามิได้ถูกใช้ใส่ชาในถ้วยโดยตรง นายน้อยสามใช้วิธีการประทับตราให้กับต้นชา แล้วรอเก็บเกี่ยวผลผลิตแทน
ใช้เวลาไม่กี่วัน ต้นชาก็ได้รับการปรับปรุงอย่างพลิกผัน จากต้นชาจิติญญาทั่วไปที่พบได้ไม่ยาก เวลานี้ได้กลายเป็สิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในเมืองจันทร์เงิน
มากไปกว่านั้น การปรับปรุงยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ยิ่งปล่อยไว้นานตราประทับคำสาปิญญาก็ยิ่งพัฒนาต้นชาให้ลึกล้ำมากขึ้น
แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะไปสุดที่ตรงไหน บางทีสักวันหนึ่งในอนาคต ชาต้นนี้อาจจะมีจิตสำนึกขึ้นมาจริง ๆ ก็ได้
เมื่อเวลานั้นมาถึง ต้นชาอาจจะไม่ใช่แค่เครื่องมือผลิตใบชาอีกต่อไป
วันหน้าข้าต้องหาไม้ผลล้ำค่ามาปรับปรุงดูบ้าง
หลังดื่มด่ำชาในถ้วยจนหมด ความสนใจของเขาก็หันไปทางอีกอย่างหนึ่งแทน
“เป็อย่างไรบ้าง”
โจวเฉินมองตรงไปยังสมุนิญญาที่ยืนอยู่ตรงกันข้าม พลางชำเลืองเตาปรุงยาที่ถูกปรับปรุงด้วยตราประทับคำสาปิญญา
จากนั้นจึงได้รับคำตอบ ตามสิ่งที่เขาได้เรียนรู้จากสมุนิญญาที่เป็นักปรุงยา เตาที่ได้รับการปรับปรุงก็สร้างความประหลาดใจให้ไม่น้อยเช่นกัน
ก่อนอื่นไม่เพียงช่วยเื่เพิ่มโอกาสการหลอมให้สำเร็จสูงขึ้นเท่านั้น เม็ดยาที่ปรุงขึ้นมายังมีความบริสุทธิ์มากกว่าปกติอีกด้วย
ความจริงด้วยระดับฝีมือนักปรุงยาและวัตถุดิบ คุณภาพผลผลิตไม่ควรสูงขนาดนี้เลย
นั่นจึงมองได้เพียงอย่างเดียวว่า อุปกรณ์หรือเตาปรุงยาที่ถูกปรับปรุงด้วยวิธีการนี้ นั้นส่งผลต่อความบริสุทธิ์อย่างมาก
“ดี ดีมาก แม้จะต้องใช้ 2 ตราประทับในการปรับปรุงยังนับว่าไม่มากเกินไป” โจวเฉินมองเม็ดยาใสกระจ่างภายในเตา โดยบางครั้งยารวมพลังจะแผ่รัศมีลวดลายพลังปราณจาง ๆ ออกมาให้เห็น
"ไม่แน่บางทีหากเตาเกิดมีจิติญญาขึ้นมาในวันหน้า มันอาจจะหลอมยาขึ้นมาเองก็ได้นะ" เขายังคงคาดหวังความเปลี่ยนแปลงในอนาคต จนอดที่จะพูดออกมาไม่ได้
เอาล่ะจบการหาประโยชน์จากคำสาปิญญาไว้เท่านี้ก่อน ได้เวลาที่ข้าต้องมองหาสมุนิญญาใหม่ ๆ โดยเฉพาะผู้ที่จะกลายเป็พลังต่อสู้ระดับสูง รึไม่ก็มือขวาดี ๆ
หลังจากก้าวหน้ากลายมาเป็ผู้ฝึกฝนรวบรวมพลังได้สักระยะ โจวเฉินก็เตรียมจะออกไปข้างนอกเพื่อทำงานหนัก
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะออกไปจากลานบ้าน ก็มีคนมารายงานว่ามีแขก้าจะพบ เมื่อบอกให้นำเข้ามาก็กลายเป็สหายทั้งสองที่ได้มาเยือน
ทั้งคู่จะเป็ใครอื่นไปไม่ได้นอกจากจางเหลียง และหลิวชวนสหายวัยเด็กของเขา
“หลิวชวน เ้าอ้วนจาง อะไรนำพวกเ้าทั้งสองมาถึงที่นี่” โจวเฉินเอ่ยปากด้วยรอยยิ้ม
“พี่เฉิน เ้าจำไม่ได้เหรอ พอหมดฤดูหนาวก็จะมีการจัดงานประมูลฤดูร้อน มันคืองานประมูลที่ถูกจัดขึ้นให้กับผู้เข้าร่วมประลองนักศิลปะต่อสู้โดยเฉพาะ”
หลิวชวนเร่งอธิบายเข้าเื่ จนจางเหลียงข้าง ๆ ไม่อาจหยุดนิ่งกล่าวเสริม
“สิ่งที่จะนำขึ้นประมูลจึงมีแต่ของที่เหมาะกับนักศิลปะต่อสู้ที่ใกล้ทะลวงระดับ และที่ใช้สำหรับผู้ฝึกฝนรวบรวมพลังเป็ส่วนใหญ่ พี่เฉินตอนนี้ท่านก็กลายเป็ผู้ฝึกฝนแล้วไม่ใช่หรือ เ้าไม่อยากไปเห็นของดีบ้างหรือไง”
จางเหลียงยังคงชักชวนต่อไปอีกว่า “ออกไปดูกันเถอะ ถ้าไม่มีเงินเอาของข้าไปใช้ก่อนก็ได้นะ ข้าให้พวกเ้ายืมหินิญญาได้โดยไม่คิดดอกเบี้ยแม้แต่ก้อนเดียว”
“อย่าเพิ่งพูดถึงเื่นั้นเลย ตกรอบแรก ๆ อย่างพวกเราจะไปเอาจดหมายเชิญจากที่ใด ข้าเคยได้ยินมาว่าไม่ใช่ใครที่ไหนอยากจะเข้าก็เข้าได้”
เมื่อได้ยินความกังวลจากโจวเฉิน จางเหลียงเร่งนำบางสิ่งขึ้นมาแสดงด้วยมืออ้วน ๆ ของเขาทันที
“ทำไมจะไม่ล่ะ จดหมายเชิญต่อหน้าข้าจางเหลียงแค่เื่เล็ก ๆ”
หลิวชวนรีบกล่าวชม “เ้าอ้วนจางไม่เคยทำให้ผิดหวังจริง ๆ เห็นไหมพี่เฉิน พวกเราไปเปิดหูเปิดตากันเถอะ แล้วก็นะ รอบ ๆ งานปีนี้ยังมีตลาดที่ผู้ฝึกฝนพากันไปตั้งแผงขายอีกด้วยนะ”
“ตาดีได้ตาร้ายเสีย” เ้าอ้วนจางพูดเสริม
แต่ความจริงไม่จำเป็ต้องโน้มน้าวให้มาก นายน้อยสามก็ยอมพยักหน้าตกลงแล้ว
“เอาล่ะ งั้นไปดูกัน”