
2 อาทิตย์ต่อมา
หลังจากสิ้นเสียงรถตำรวจที่กำลังขับออกไป ท่านผู้นำประกาศประชุมด่วนในทันที ขอให้ทุกคนรวมตัวกันที่ห้องประชุมใหญ่ อาคารสำนักงานขององค์กรมีห้องประชุมหลายห้อง ั้แ่ห้องเล็กๆที่ใช้ในการประชุมของหน่อยงาน ไปจนถึงห้องประชุมขนาดใหญ่ซึ่งมีที่นั่งเพียงพอสำหรับทุกคนในองค์กร ห้องประชุมที่มีขนาดใหญ่แห่งนี้อยู่ชั้นบนสุดของตัวอาคาร
ใช้ระยะเวลาไม่นานสมาชิกทุกคนในองค์กรก็มากันครบทุกคน
ท่านผู้นำแสดงสีหน้าแววตาแห่งความเศร้าและผิดหวังในระหว่างที่กล่าวในห้องประชุม “เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา สารวัตรเดินทางมาแจ้งข่าวคดีการเสียชีวิตของคุณสตราด้วยตัวเอง ได้ข้อสรุป ดังนี้ คุณสตราขับรถเร็วในขณะที่ถนนลื่นจากฝนตกหนักเมื่อ่กลางวัน ส่งผลให้รถเสียการควบคุม เป็เหตุให้รถพลิกควํ่า ผมจะนำศพไปจัดพิธีกรรมตามศาสนาคริสต์ที่บ้านเกิดของคุณสตรา ผมไปร่วมงานประมาณ 1 อาทิตย์ ระหว่างนั้นหลุยส์เป็ผู้รักษาการ เขาทำหน้าที่แทนผม” เสียงทุ้มต่ำของท่านผู้นำแฝงแววทอดถอนใจ
หลังพูดจบท่านผู้นำรีบเดินกลับห้องทำงานประจำตำแหน่ง โดยไม่มองหน้าใคร มีหลายคนสงสัย มีคำถามผุดขึ้นมามากมายภายในศีรษะ บางคนทักท่านผู้นำเพื่อสอบถาม แต่ท่านผู้นำไม่ตอบกลับ เดินผ่านไปเฉยๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่แม้แต่จะมองหน้าด้วยซ้ำ เดินก้มหน้าก้มตาผ่านทุกคนไป ในตอนนี้ท่านผู้นำไม่อยากพูดคุยกับใคร ท่านผู้นำรู้สึกแย่มากกับผลสรุปคดีออกมาเป็แบบนี้ เมื่อเดินถึงห้องทำงานประจำตำแหน่งก็ทิ้งตัวลงเก้าอี้ตัวเดิมที่คุ้นเคย เพียงไม่กี่อึดใจ เสียงเคาะประตูดังขึ้น หลุยส์เคาะประตูกระจกห้องทำงานของท่านผู้นำ “ขออนุญาตครับ”
“เข้ามาได้”
“Are you okay” หลุยส์เอ๋ยด้วยความเป็ห่วงเพื่อนต่างวัยผู้นี้
“Don’t worry”
“Are you sure?”
“อายุป่านนี้แล้ว แถมเป็ผู้นำองค์กร ควรมีพฤติกรรมและการควบคุมอารมณ์มากกว่านี้ ผมยังทำตัวเหมือนเด็กๆ มันน่าขำจริงๆ ผมรู้สึกผิดหวังกับคำตัดสินมาก ผมกลัวสิ่งที่ตามมาเพราะสตราถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน และคำตัดสินออกมาแบบนี้อีก นั้นหมายความว่าทุกคนในองค์กรกำลังตกอยู่ในอันตราย อาจมีคนรู้ความลับขององค์กรเรา และกำลังตามสังหารพวกเราทีละคน จริงๆแล้วเื่นี้ผมกังวลมาั้แ่ต้นปีที่แล้ว”
“ทำไมท่านคิดอย่างนั้น ท่านอาจกังวลมากเกินไป”
“ผมสัญญากับผู้นำองค์กรคนอื่นๆ รวมทั้งผู้สนับสนุนหลักอย่างไม่เป็ทางการขององค์กรเราว่าผมและคนอื่นๆจะไม่พูดเื่นี้กับใคร ไม่ว่าใครทั้งนั้น แต่ตอนนี้คงผิดคำสัญญาแล้ว ผมจะเล่าให้คุณฟังทั้งหมด”
“เกิดเื่อะไรขึ้น!!!”
“ย้อนกลับไปต้นปีที่ผ่านมา เกิดการฆาตกรรมผู้นำองค์กรสาขากรุงโรม ประเทศอิตาลี ตำรวจท้องถิ่นสรุปคดีเป็อุบัติเหตุ จากนั้นก็เกิดการตายอย่างต่อเนื่องของสมาชิกในองค์กรทุกสาขาทั่วโลก ผู้มีพลังจิตเสียชีวิตไป 6 ศพโดยทั้ง 6 คนตายไปโดยร่างกายฉีกขาดออกจากกัน ร่างกายส่วนใหญ่หายไป คนที่มีความสามารถเหมือนสตราตายไป 2 คนและสภาพศพทั้งคู่ไม่มีลูกตาเหมือนสภาพศพของสตรา ผู้ที่มีความสามารถพิเศษิัทนต่อความร้อนและทนต่อความเย็นเสียชีวิต 4 ศพ ทั้ง 4 คนิัถูกถลกออกมาหมด อวัยวะภายในบางส่วนหายไป ตำรวจสรุปคดีนี้ว่าโดนสัตว์ป่าทำร้าย จะเห็นว่าทุกคดีผลสรุปเป็อุบัติเหตุเหมือนกันทั้งหมด”
“แล้วครอบครัว เพื่อนฝูงของผู้ตายไม่สงสัยในสาเหตุการตายเลยเหรอครับ ถ้ามีการขอให้รื้อคดีขึ้นมาสอบสวนใหม่ ก็อาจจะรู้สาเหตุที่แท้จริงได้”
“สมาชิกในองค์กรอื่นๆห้ามไว้ เพราะอาจทำให้ความลับขององค์กรเปิดเผย ซึ่งส่งผลเสียต่อคนส่วนใหญ่”
“หมายความว่า คนร้ายรู้ความลับของเรา ถึงกล้าขนาดนี้และรู้ว่าเราไม่ขอให้สืบสวนใหม่หรือเปลี่ยนชุดสืบสวน”
“ใช่ และล่าสุดก็การตายของสตรา ผมกับผู้นำองค์กรคนอื่นๆคิดเหมือนกัน มีคนกำลังตามล่าสมาชิกในองค์กรทีละคน อาจมีคนภายในองค์กรให้ความร่วมมือกับคนร้าย นั้นเป็เหตุผลที่ปิดข่าวและไม่อยากให้ทุกคนกังวล รวมทั้งกลัวคนร้ายไหวตัวทัน ั้แ่ต้นปีที่ผ่านมาถึงตอนนี้ สมาชิกทุกสาขาทั่วโลกขององค์กรเอกซ์แคลิเบอร์เสียชีวิตไปแล้ว 13 คน” หลังจากท่านผู้นำพูดจบ เลื่อนลิ้นชักใต้โต๊ะทำงาน หยิบขวดสีขาวที่มีข้อความว่าบรรเทาอาการวิตกกังวล เปิดฝาหยิบยาขึ้นมากิน 1 เม็ดตามด้วยการกินนํ้าเปล่าจากขวดนำ้ที่วางอยู่บนโต๊ะ
“ไม่สบายเหรอครับ”
“ยาลดความวิตกกังวล”
“เออออ”
“ทุกคนที่มีพลังจิตเป็โรคจิตเวชทั้งหมด อาการจะรุงแรงหรือไม่ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ส่วนผมอยู่ในขั้นไม่รุงแรง ไม่ต้องเป็ห่วง ในระหว่างที่ผมไม่อยู่ฝากคุณดูแลทุกคนด้วย” เมสันหรือท่านผู้นำ ไว้ใจและเชื่อใจในความสามารถด้านการบริหารของหลุยส์มาก เพราะก่อนหน้านี้หลุยส์เคยได้รับมอบหมายงานที่สำคัญ ซึ่งเขาทำผลงานได้ดีมาก
“ครับผม” หลุยส์ตะเบ๊ะ เหมือนเสมือนพลเอกรับคำสั่งจากจอมพล
ฮาๆ ฮาๆ ใน่นี้คงไม่มีอะไรทำให้ท่านผู้นำขำเท่านี้อีกแล้ว เพราะหลังจากนี้ปัญหาใหญ่ๆกำลังถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน
“ผมจ้างนักสืบเอกชนให้มาช่วยสืบเื่นี้ดีหรือป่าวครับ ให้สืบเฉพาะคดี ห้ามยุ่งเกี่ยวกับองค์กร”
“นักสืบเอกชนเรอะ”
“ผมมี 3 ยอดนักสืบที่เลือกไว้ คนแรก โมริ โคโกโร่ ยอดนักสืบสมญานาม โคโกโร่นิทรา คนที่สอง เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ยอดนักสืบจากกรุงลอนดอนและคนสุดท้าย ตี๋เหรินเจี๋ย ยอดนักสืบชาวจีน”
“ไม่ควรจ้างนักสืบ มันเสี่ยงเกินไป ผมไม่อยากให้คนนอกเข้ามาวุ่นวาย เพราะอาจทำให้รู้ความลับขององค์กรและความลับของพวกเรา อาจส่งผลให้เกิดอันตรายกับสมาชิกในองค์กร”
“ผมขอสืบหาเบาะแสเองครับ” หลุยส์พูดด้วยความมั่นใจ เขาคิดว่าไม่ยากเกินความสามารถของตนเอง เป็อีกหนึ่งเื่ที่มีความท้าทาย
“ได้แต่หลังจากผมกลับมาจากรัสเซีย เพราะตอนนี้คุณมีหน้าที่ดูแลองค์กรในระหว่างที่ผมไม่อยู่”
“ครับ”
“ระหว่างนี้ให้เจมส์กับฮั่วสืบหาเบาะแสไปก่อน รอจนกว่าผมกลับมา”
“รับทราบครับผม”

หลุยส์ ฟาน เดล ซา มอบหมายงานให้ เจมส์ กันเนอร์ และฮั่ว หงษ์ลี่ ตามหาเบาะแสตามที่ได้พูดคุยตกลงกับวิลเลี่ยม เมสัน
เจมส์กับฮั่วทำการปรึกษาเกี่ยวกับการสืบหาเบาะแสและได้บทสรุปว่าจะเริ่มหาเบาะแสจากห้องทำงานของสตราไล่จนถึงที่เกิดเหตุ ห้องทำงานของสตราอยู่ชั้น 5 ของตัวอาคาร เป็ห้องทำงานขนาดกลาง เป็ห้องทำงานรวมกับพนักงานคนอื่นๆ ลักษณะโต๊ะทำงานสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำจากไม้อัด ไม่มีอะไรกั้นระหว่างโต๊ะที่อยู่ติดกัน โต๊ะทั้งหมด 15 ตัวและเก้าอี้อีก 15 ตัวเช่นกัน ในห้องมีคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่บนโต๊ะ โต๊ะละ 1 เครื่อง มีเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ด้านในสุด ชั้นเก็บแฟ้มเอกสารขนาดใหญ่อยู่ข้างเครื่องถ่ายเอกสาร มีแอร์ 1 เครื่อง และพัดลมอีก 3 เครื่อง ฮั่วเปิดดูลิ้นชักใต้โต๊ะทำงานของสตรา มีเพียงปากกาสีแดง 1 ด้ามเท่านั้น ไม่มีอะไรผิดปกติ ในขณะเดียวกันเจมส์เดินไปหยิบแฟ้มที่ตู้เก็บแฟ้มเพื่อหาข้อมูลที่สตราทำล่าสุด ซึ่งไม่พบอะไรผิดปกติอีกเช่นกัน
นักสืบจำเป็ทั้งสอง ยืมรถยนต์ขององค์กร เจมส์เป็คนขับ ฮั่วนั่งข้างคนขับ ทั้งคู่เดินทางไปร้านข้าวต้มที่สตราแวะรับประทานอาหารก่อนเกิดเหตุที่สี่แยกไฟแดง เมื่อเดินทางถึงร้านข้าวต้ม เจมส์จอดรถข้างทาง ทั้งคู่นั่งสังเกตการณ์อยู่ในรถ ร้านข้าวต้มตั้งอยู่บนฟุตบาท ใช้รถเข็นเป็ร้านค้า มีโต๊ะและเก้าอี้ 3-4 ตัว ในขณะนี้ร้านข้าวต้มยังจัดร้านไม่เสร็จ และพ่อค้าแม่ค้ากำลังต้มนํ้าซุปด้วยไฟจากเตาแก๊ส ใช้ระยะเวลาประมาณห้านาทีจึงจัดร้านเสร็จ เจมส์มองดูอาคารบริเวณใกล้เคียงพบว่าไม่มีกล้องวงจรปิด และไม่มีสิ่งผิดปกติอะไรให้น่าสงสัย
“ฉันเคยมากินร้านนี้กับสตรา คมสัน เบล มุนาและบิลกิสเมื่อเดือนที่แล้ว” ฮั่วเอ่ย
“บิลกิส สาวที่อยู่แผนกจัดซื้อใช่ไหม” เจมส์ถาม
“ใช่ องค์กรเรามีบิลกิสคนเดียวนิน่า”
“เมื่อก่อนใช่ แต่ตอนนี้มีอีกคนนึง ชื่อบิลกิสเหมือนกัน ผมเป็คนสัมภาษณ์และรับเธอเข้ามาทำงานเมื่อเดือนที่แล้ว ตอนนี้ฝึกงานอยู่แผนกดิจิทัล”
“เธอมีความสามารถพิเศษอะไร”
“ร่างกายผลิตกระแสไฟฟ้าได้เหมือนความสามารถของผมละ”
“ควบคุมได้ไหม”
“ทำได้บางครั้ง ผมกับหว่างช่วยกันเป็พี่เลี้ยงให้จนกว่าเธอจะควบคุมพลังตัวเองได้”
“รู้สึกองค์กรเราจะประหยัดค่าไฟได้เพิ่มมากขึ้น”
“ฮา ฮา ฮา ไม่ขนาดนั้น มนุษย์มีปริมาณไฟฟ้าไม่มากพอสำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งความแรงของกระแสไฟฟ้ามากที่สุดก็แค่สลบ ไม่สามารถทำให้ถึงตายได้”
“อืม...เจมส์กินข้าวต้มสักหน่อยไหม” ฮั่วเอ่ย
“ดีเหมือนกัน ผมเริ่มหิวแล้ว”
เขาและเธอเดินออกจากรถ มุ่งหน้าไปที่ร้านข้าวต้ม เ้าของร้านเป็ชายหญิงอายุค่อยข้างมาก ดูจากหน้าตาและผิวพรรณ อายุระหว่าง 50-55 ปี คาดว่าเป็สามีภรรยากันเพราะทั้งคู่ดูสนิทกันมาก คิดเป็อย่างอื่นไปไม่ได้แล้ว
“ป้าค่ะ ขอข้ามต้มปลา 2 ค่ะ”
“เชิญนั่งค่ะ”
.
.
.
.
เมื่อท้องอิ่มนักสืบจำเป็ทั้งสองเดินทางต่อไปยังปั้มน้ำมัน
“ข้าวต้มปลาอร่อยมาก” ฮั่วเอ่ยขึ้นในขณะที่เจมส์กำลังขับรถแล่นไปตามถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์และรถประจำทาง
“ใช่แล้วที่สำคัญราคาถูกมาก ตอนนี้เราใกล้ถึงแล้ว เลยสะพายลอยข้างหน้าไปก็เป็ปั้นนํ้ามันที่สตราแวะพักก่อนเกิดเหตุ ผมคิดว่าปั้นน้ำมันน่าจะเป็จุดที่คนร้ายทำการดัดแปลงรถหรือทำอะไรบ้างอย่างกับสตรา”
“ฉันก็คิดเหมือนกัน”
ณ ปั้มน้ำมันขนาดกลาง มีห้องน้ำสาธารณะเล็กๆอยู่ที่มุมปั้มน้ำมัน มีร้านซ่อมรถเก่าๆ และตึกแถวเล็กๆ2ชั้น ชั้นล่างเปิดร้านสะดวกซื้อ ข้างบนคาดว่าเป็ห้องพัก เพราะระเบียงมีราวตากผ้าที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าและชุดชั้นในตากไว้จนแน่นราวตากผ้า
“ไปดูที่ห้องนํ้าก่อนไหม” เจมส์เอ่ยเพื่อถามความคิดเห็นของฮั่ว
“ดีเหมือนกัน”
เจมส์มองบริเวณหน้าห้องน้ำพบว่าไม่มีไฟ ตอนกลางคืนน่าจะมืด เหมาะกับการดัดแปลงรถหรือทำกับดัก
“ฉันเข้าไปดูในห้องนํ้าหญิง เผื่อเจอเบาะแสเพิ่มเติม”
“ดีเหมือนกัน ผมเข้าห้องน้ำชาย”
ในห้องนํ้าหญิง บนผนังมีใยแมงมุม ถังขยะมีแผ่นพลาสติกและกระดาษชำระ ลักษณะเหมือนห้องน้ำทั่วไปไม่มีอะไรผิดปกติ
ในห้องน้ำชาย บนพื้นมีน้ำนอง ทั้งสกปรกและมีกลิ่นเหม็นนิดๆ ทำให้เจมส์เอามือปิดจมูกไว้ ถังขยะมีกระป๋องสเปรย์สภาพใหม่ถูกทิ้งไว้ คาดว่าเป็ของวัยรุ่นที่ไม่มีจิตจำนึก ใช้สีสเปรย์พ่นกำแพงบ้านผู้อื่น เพราะเจมส์สังเกตกำแพงในปั้นน้ำมันมีสีสเปรย์พ่นเป็รูปต่างๆ ชาวบ้านที่อยู่แถวนี้คงโดนพ่นสีสเปรย์เหมือนกัน หลังจากสำรวจจนทั่วทุกมุมห้อง เจมส์เดินออกมาจากห้องนํ้าพบฮั่วยืนรออยู่แล้ว
“เป็ไงบ้างเจออะไรไหม” ฮั่วถาม
“ผมไม่เจออะไรเลย”
“ทางนี้ก็เหมือนกัน”
“ไปที่เหตุกันเลยไหม”
“ผมแวะซื้อนำ้ที่ร้านสะดวกซื้อแป๊บนึง เอาอะไรไหมครับ”
“ไม่ค่ะ ขอบคุณ”
เจมส์เดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเล็กๆ ข้างในมีขนมวางขายอยู่บนชั้นวางของ ตู้แช่เย็นเต็มไปด้วยน้ำดื่ม นมเปรี้ยวและเครื่องดื่มชูกำลัง ทางด้านฮั่วนั่งรอเจมส์อยู่ในรถ เธอกำลังเค้นสมองคิดเกี่ยวกับวิธีการสังหาร คนร้ายใช้วิธีอะไร คุณสตรามีสายตาที่เฉียบคม เป็คนสุขุมรอบคอบไม่น่าพลาดง่ายๆ
.
.
.
.
ณ จุดเกิดเหตุสี่แยกไฟแดง เจมส์มองไปบนถนนเห็นรถยนต์วิ่งพลุกพล่านตลอดเวลา “สตราไม่น่าจะขับรถเร็วได้เหมือนที่สารวัตรกล่าว มันฟังดูแปลกๆเหมือนนะ ถนนมีรถเยอะทำให้ขับรถเร็วไม่ได้แต่ตอนเกิดเหตุกับไม่มีคนเห็นเหตุการณ์ ดูขัดแย้งกันเองมากๆ อย่างเช่นประโยค รถเยอะเต็มถนน หมายความว่า มีคนเยอะแต่กับไม่มีคนเห็นเหตุการณ์แม้แต่คนเดียว เฮ้ย อะไรกันครับเนี่ย” เจมส์พึมพำเบาๆกับตัวเองด้วยภาษาอังกฤษและหันไปพบป้อมตำรวจจราจรและป้อมยามของคอนโด เจมส์จำคำพูดของสารวัตรได้อย่างแม่นยำรวมถึงน้ำเสียงของสารวัตรมันยังดังก้องอยู่ในหูของผม เขาบอกไม่มีพยายามเห็นเหตุการณ์ แต่ที่นี้มีทั้งป้อมตำรวจจราจรและป้อมยามของคอนโดที่อยู่ใกล้สี่แยกไฟแดง อย่างน้อยต้องมีคนเห็นเหตุการณ์หรืออยู่ในเหตุการณ์ อาจเป็เ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการอยู่ที่ป้อม หรือ พนักงานรักษาความปลอดภัยของคอนโดที่ต้องมีคนดูแลคอนโดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงอย่างแน่นอน หรืออาจเป็ผู้พักอาศัยในคอนโดแห่งนี้ ผมเริ่มไม่เชื่อใจในการทำงานของสารวัตรผู้นี้เสียแล้ว ฮั่วหันมามองหน้าผมโดยไม่พูดจาใดๆ นั้นทำให้ผมรู้ทันทีว่าเราคิดเหมือนกัน เพราะจากประสบการณ์ที่ผมกับฮั่วทำงานร่วมกันผ่านมาหลายปี เราทั้งคู่มีความคิดเห็นหลายอย่างคล้ายกัน เมื่อมองตาก็รู้ใจ รวมถึงครั้งนี้ด้วย ในความคิดเห็นส่วนตัวของผมการที่ท่านผู้นำมอบหมายงานนี้ให้ผมกับฮั่วเพราะพวกเราทำงานร่วมกันได้ดีมาก
“ไปหาเบาะแสที่ป้อมยามกัน” ฮั่วเอ่ย
นักสืบจำเป็ทั้งสองหาที่จอดรถและเดินเท้าไปป้อมยาม ฮั่วคิดว่าถ้าเดินเข้าไปถามตรงๆจะดูน่าสงสัยและคนร้ายอาจรู้ตัวว่ามีคนตามสืบคดีนี้อยู่ “แกล้งเข้าไปขอดูคอนโดจะได้ไม่โดนสงสัย แล้วขากลับเราค่อยสอบถามอุบัติเหตุกับยามหรือพนักงานที่คอนโด”
“เป็ความคิดที่ดีครับ”
ณ ป้อมยาม
“สวัสดีค่ะคุณพี่ ขอสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการเช่าคอนโด สามารถติดต่อได้ที่ไหนค่ะ”
“เชิญติดต่อนิติบุคคลครับ เข้าไปห้องทางซ้ายมือครับ” เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใส่ชุดเต็มยศสีฟ้าอ่อนๆตอบ
“ขอบคุณค่ะ”
แอ็ดดด ฮั่วเปิดประตูห้องนั้นเพื่อเข้าไปสอบถามพนักงานสาวที่กำลังนั่งพิมพ์ข้อมูลอย่างใจจดใจจ่อลงในคอมพิวเตอร์จอบางเฉียบ
“สวัสดีค่ะสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการเช่าคอนโดค่ะ”
“คอนโดสัญญาหนึ่งปี ให้เช่าเดือนละหกพันห้าร้อยบาท ค่ามัดจำล่วงหน้าหนึ่งหมื่นบาท ให้ค่ามัดจำคืนเมื่ออยู่ครบสัญญา มีห้องว่างสองห้อง ขนาดยี่สิบแปดตารางวาเท่ากันทั้งสองห้อง อยู่ชั้นสองและชั้นแปดคุณจะไปดูห้องไหมค่ะ”
“ค่ะ”
“ผมรอข้างล่างนะ” หลังพูดจบเจมส์เดินออกไปรอข้างนอกคอนโด ฮั่วคิดว่าเจมส์มีแผนหลอกถามข้อมูลอย่างแน่นอนจึงไม่ขึ้นไปดูห้องข้างบนด้วยกัน
กระแสลมเย็นอ่อนๆพัดโชยปะทะร่างกายเจมส์ ด้านนอกมีสวนหย่อมให้นั่งเล่น มีที่จอดรถยนต์เล็กๆ ตอนนี้มีรถยนต์จอดอยู่ 2 คัน เมื่อเห็นอย่างนั้น เจมส์คิดไอเดียเจ๋งๆได้ เขาเดินไปหาเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ป้อมอย่างไม่รอช้า
“พี่ครับจอดรถที่นี้คิดยังไงครับ”
“เดือนละสามร้อยบาท จอดได้เฉพาะผู้พักอาศัยในคอนโดครับผม”
“เอ๋ย พูดถึงรถทำให้ผมนึกขึ้นได้ เมื่อหลายอาทิตย์ก่อนมีข่าวอุบัติเหตุรถคว่ำที่สี่แยกไฟแดง พี่เห็นเหตุการณ์ไหมครับ”
“ผมไม่เห็นเหตุการณ์ ผมได้ยินเพียงเสียง มันแสบแก้วหูมาก”
“เสียงลักษณะเป็ยังไงครับ”
“เสียงแหลมมากจนผมทนไม่ไหว ต้องเอามือปิดใบหูทั้งสองข้างเอาไว้เลย”
“อุบัติเหตุที่น่ากลัวจริงๆ”
เสียง เสียงแหลมๆ เสียงอะไร มันคืออะไร หมายความว่าอะไร
