42 1-2
ตอนที่ 63 แค่พิการอย่าถึงตาย
ชายหัวโล้นคาดไม่ถึงเลยว่า เหลิงหยุนเจียวจะสามารถจับข้อมือของเขาได้ทัน เมื่อเงยหน้าขึ้นมองนาง ก็เผยแววตาเหี้ยมเกรียมเสมือนโจรชั่ว
กล้ามลูกหนูก้อนใหญ่บนแขนของชายหัวโล้นปูดโปนขึ้นหนา พยายามออกแรงชักมือกลับ จนเส้นเลือดเส้นเอ็นบวมปูดออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
ภายใต้ผ้าคลุมใบหน้าสีขาว เหลิงหยุนเจียวกระตุกมุมปากเชิดขึ้นทันควันพร้อมออกแรงฝืนสู้ จนหลังมือขาวผ่องดุจหิมะของนางปรากฏเส้นเลือดปูดโปนขึ้นเช่นกัน
เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้ ร่างกายนี้ยังคงอ่อนแอปวกเปียกเกินไป หากได้ครอบครองร่างกายเมื่อครั้งที่เป็นสายลับนักฆ่าในชีวิตก่อนหน้าคืนมา กับเพียงแค่ทหารรับจ้างคนเดียว นางย่อมสามารถล้มได้ด้วยนิ้วมือเดียว!
เหลิงหยุนเจียวคลายมือปล่อยฉับพลัน เกือบทำเอาอีกฝ่ายล้มคะมำลงวัดพื้น จากนั้น นางก็รีบหันไปคว้ามือเหลิงเจียวเหนียงแล้วดึงตัวให้ไปหลบอยู่ด้านหลังของตน กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาขึ้นว่า
“พวกมีดีแต่ปากเช่นเจ้า มีคุณสมบัติเช่นใดมาสั่งสอนลูกคนอื่น?”
มือข้างนั้นที่ฝืนแรงสู้กับชายหัวโล้นสั่นเทาเล็กน้อยพร้อมอาการด้านชา แต่เท่านี้ไม่เพียงพอที่จะหยุดนางได้
ประกายสังหารเฉียบเย็นไสววูบผ่านดวงตาคู่งาม ร่างของนางแปรสภาพว่องไวดุจสายฟ้า ทะยานพุ่งประเคนลูกถีบซัดใส่ช่วงท้องของชายหัวโล้นเข้าเต็มแรง
ชายหัวโล้นผู้นี้ไม่สามารถมองตามความเร็วของเหลิงหยุนเจียวได้ทัน เห็นเพียงเงาเลือนลางอยู่สายหนึ่ง ก่อนที่จะรู้สึกตัว ก็พลันสัมผัสได้ถึงกระแสความเจ็บปวดรุนแรงที่โฉบแล่นผ่านบริเวณช่วงท้อง ประหนึ่งถูกค้อนหนักหมื่นตันตอกกระแทกใส่อย่างจัง ร่างกำยำใหญ่ของเขาปลิวกระเด็นถอยหลังไปไกลกว่าหลายสิบก้าว ก่อนจะทรงตัวไม่อยู่ล้มคะมำลงทั้งแบบนั้น
“นังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ นี่เจ้าคิดจะสร้างปัญหาขึ้นในค่ายทหารรับจ้างแห่งนี้รึ?”
ทันใดนั้นก็มีทหารรับจ้างกว่าห้าถึงหกคนตรงเข้าปิดล้อมเหลิงหยุนเจียวและเหลิงเจียวเหนียงเอาไว้ บรรยากาศพลันแปรเปลี่ยนดูตึงเครียดสุดขีดในบัดดล
ถึงกระนั้นเอง คนในค่ายทหารรับจ้างที่เหลือกลับไร้ซึ่งปฏิกิรยาตอบสนองใดๆ บ้างเพียงแค่ยืนมอง บ้างไม่สนใจเลยก็มี
เหลิงหยุนเจียวกวาดตามองโดยรอบ บังเอิญพบเข้ากับท่านอาจารย์หลิวที่ยืนอยู่บนระเบียงชั้นสองของตัวอาคาร และข้างกายเขาเป็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งที่แต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีครามน้ำเงิน
พินิจจากเครื่องแต่งกายและท่าทีที่ดูโอ่อ่ายิ่งใหญ่ ฐานันดรศักดิ์ของบุรุษวัยกลางคนผู้นี้มิควรต่ำต้อยเลย
“นี่ พวกเจ้า! กำลังทำบ้าอะไรอยู่ห๊ะ!! ลืมคำขวัญของพวกเราไปแล้วอย่างนั้นรึ! สามัคคีร่วมมือช่วยกันทำเงิน! สามัคคีร่วมมือช่วยกันทำเงิน! ท่องไว้เจ้าพวกบ้า!!”
พี่ใหญ่หวังแหกปากตะโกนด่าเสียงดังแสบแก้วหูกันถ้วนหน้า ส่วนไป๋ซือหมิงก็รีบวิ่งตรงเข้าขวางหน้าเพื่อช่วยปกป้องเหลิงหยุนเจียว เขากางมือกางไม้ทั้งสองข้างออก แสร้งปั้นสีหน้าชวนเห็นใจสงสารและกล่าวขึ้นอย่างไร้เดียงสาว่า
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว! ที่สำคัญก็คือ พี่สาวถังมิได้เป็นฝ่ายริเริ่มหาเรื่อง ทุกคนต่างก็เห็นนี่ หรือตาบอดกันไปหมดแล้ว?”
ชายหัวโล้นพยุงตัวขึ้นจากพื้น อาการจุกเสียดบริเวณท้องน้อยก็ยังหน่วงๆไม่หายดี สืบเท้าเขยิบเข้าใกล้ไป๋ซือหมิง แล้วยกนิ้วขึ้นชี้หน้าด่ากราดว่า
“เจ้าเด็กใหม่ อย่าทำเป็นพูดแทนมันหน่อยเลย ปล่อยให้ข้าจัดการกับมันเสีย ถอยออกไป!”
“โอ้? มีปัญญาไล่ข้าด้วยรึ?”
รอยยิ้มหยามเหยียดสุดแสนพลันฉีกปรากฏขึ้นบนใบหน้าของไป๋ซือหมิงทันใด มิทราบว่าด้วยเหตุผลใด แต่จู่ๆบรรยากาศรอบตัวเขาพลันเย็นยะเยือกขึ้นจับขั้วหัวใจ พร้อมเปล่งคำพูดออกมาเพียงสั้นๆ
“ลองกล่าวอีกทีสิ?”
“จะ-เจ้า...”
ชายหัวโล้นโกรธจัดจนใบหน้าแดงก่ำควันแทบออกหู แต่ยังไม่ทันที่จะได้อ้าปากโต้เถียงอันใดกลับไป จู่ๆท้องฟ้าเหนือลานกว้างของค่ายทหารรับจ้างพลันมืดครึ้มลงอย่างไร้เหตุผล เคียงคู่มากับมวลมหารัศมีแรงกดดันขุมใหญ่ ที่แทบจะสามารถบดขยี้ทุกชีวิตเบื้องล่างให้เป็นจุณได้
ชั่วอึดใจที่สัมผัสได้ ทุกคนก็ถึงกับใจหายวูบราวตกลงสู่ก้นหุบเหวไร้สิ้นสุด
พี่ใหญ่หวังเงยหน้า แต่ละคนเงยหน้าขึ้นมองตามอย่างกล้าๆกลัวๆ และภาพฉากเดียวที่ประจักษ์อยู่ต่อหน้าก็คือ ร่างของจ้าวอินทรีครามยักษ์จับรัศมีไร้เทียมทาน เพียงแค่กลิ่นอายความดุร้ายและยิ่งใหญ่ของมัน ก็ทำเอาทหารรับจ้างกลุ่มนี้แทบต้องร้องขอชีวิตแล้ว!
ส่วนบรรดาทหารรับจ้างห้าหกคนนั้นที่กำลังยืนปิดล้อมเหลิงหยุนเจียวอยู่ แต่ละคนถึงกับขาสั่นผับๆจนยืนไม่อยู่ และรีบตะเกียกตะกายคลานหนีออกไปอย่างรวดเร็ว เพราะกลัวเหลือเกินว่าจะถูกจ้าวอินทรีครามตนนี้โจมตีใส่
ไม่สิ...แค่จามใส่ครั้งเดียว ก็เกรงว่าจะมีอันตรายถึงชีวิตเป็นแน่!
“ระ...ระดับเก้า!!?”
คนผู้หนึ่งกรีดร้องอุทานเสียงสั่นแทบขาดใจ ทุกคนในค่ายทหารรับจ้างสงัดนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวใดๆ กระทั่งเสียงหายใจบางคนยังต้องกลั้นไว้! หากเผลอทำอะไรบุ่มบ่ามขึ้นมาล่ะก็ มีหวังต้องพินาศทั้งค่าย...
“โอ้ว! พี่หลาน! มาทันเวลาพอดี! มีคนกลั่นแกล้งว่าที่นายท่านของเจ้าในอนาคต จะทำเช่นไรดีล่ะ?”
คำพูดประโยคนี้ของไป๋ซือหมิงฟังดูสบายๆผ่อนคลายยิ่งนัก แต่ทว่าคนอื่นๆที่ได้ยินกลับต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง!
“พี่หลาน ข้าสบายดี แต่คนเหล่านี้รังแก่แม่จ๋าของข้า สั่งสอนพวกมันแค่พิการก็พอ มิต้องให้ถึงตาย!”
“....” เหลิงหยุนเจียวพูดไม่ออกไปชั่วขณะ นี่ข้าให้กำเนิดผู้ใดมา? ไฉนนิสัยใจคอจึงได้โหดเหี้ยมนัก!?