ณ สถานที่หนึ่ง ในเขตชุมชน เป็สถานที่พักอาศัยทั่วไป ในบ้านหลังหนึ่งซึ่งก็เหมือนบ้านปกติทั่วๆ ไป ภายในบ้านกลับมีอากาศที่เย็นสบายกว่าปกติ มีช่องเปิดรับเพียงแสงสว่างแต่ไม่อาจส่งความร้อนผ่านเข้ามาในตัวบ้านได้ ภายในบ้านมีการใช้วัสดุทำผนังที่หนากว่าทั่วๆ ไปมีการจัดสัดส่วนในแต่ละห้องอย่างเป็ระเบียบ “เด็กหนุ่มมุ่งมั่นขีดเขียนแผนผังอะไรสักอย่างอยู่บนโต๊ะเขียนแบบที่ถูกสร้างมาโดยเฉพาะซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ข้างๆโต๊ะมีชั้นวางเครื่องมือ มีอุปกรณ์ช่าง มีอุปกรณ์เครื่องวาดเขียน อยู่เต็มไปหมด
“ที่เด็กหนุ่มเขียน เป็แบบแปลน อาคารหรือสิ่งก่อสร้างอะไรสักอย่างในรายละเอียด บอกข้อมูลการก่อสร้าง แผนผังรวม รูปร่างส่วนด้านหน้า ด้านข้าง ระยะและขนาดที่ใช้ พร้อมแนะแนววัสดุที่ใช้ในการสร้าง รวมถึงขั้นตอนการทำงานอย่างละเอียด
“ในขณะกำลังขีดเขียนอยู่นั้น อยู่ๆ ก็หยุดเขียนแล้วหันหลังไปมอง เด็กหนุ่มอีกคน ที่นั่งมองตนอยู่ด้านหลังมานานแล้ว “ ทำไม! นายจะไล่ฉันเหรอ
“ เปล่านี่!
เด็กหนุ่มหยุดเขียน ครุ่นคิดอยู่สักพัก เหลียวมองผ่านช่องแสงเห็นดวงอาทิตย์สาดแสงส่องเข้ามา “หันไปอีกฝั่งพบว่ามีแสงจากดวงอาทิตย์ อีกดวงสาดส่องเข้ามาเช่นกัน
“ในอาณาเขตดินแดนอันกว้างใหญ่ ภายในเมืองที่แตกสลายอยู่ทั่วทุกพื้นที่บนโลกใบนี้ ร่องรอยของลูกไฟั์ที่ตกลงมาจากฟากฟ้า สถานที่ต่างๆ พังทลาย ทรุดโทรม เต็มไปด้วยซากประหลักหักพัง ทุกอย่างแห้งแล้งเหี่ยวเฉาไม่มีพืชพันธุ์ มีแต่ซากศพมนุษย์ สัตว์ ที่มีอยู่ทั่วทุกพื้นที่ มีมวลอากาศที่ร้อนแรงอยู่ตลอด ฝนที่ตกลงมา กลายเป็สีดำ กัดกร่อนได้ทุกสิ่งแม้กระทั้งหิน เปรียบเหมือนฝนเืที่หลั่งความโศกเศร้าลงสู่พื้นพิภพ
“ไม่เคยมีผู้ใดเห็นความงดงามของทิวทัศน์ มีแต่ความโศกเศร้าที่แพร่กระจายไปทั่วสารทิศประหนึ่งชีวิตที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้ว ที่โลกใบนี้เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ ท้องฟ้าไม่หยุดส่งความร้อนแรง เหนือเมฆ มีลูกไฟั์ปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า “นั้นไม่ใช่พระอาทิตย์ แต่อาจเป็ดวงไฟจากทวยเทพหรือหมู่มาร น้ำค้างในก้อนเมฆเริ่มก่อตัวเป็ผลึกดำสะท้อนลำแสงนับไม่ถ้วนก่อเกิดการเปลี่ยนสีของฟ้าดิน
“ในป่าลึกที่ไหนสักแห่งเด็กหนุ่มตื่นขึ้นจากการ สลบไสล ยืนเหม่อลอยอยู่นาน ไม่รู้ความเป็มาของตัวเอง มีสิ่งติดตัวอย่างเดียวคือสร้อยคอที่สลักอะไรบางอย่าง เด็กหนุ่มอายุราวๆ17,18 ปี เดินร่อนเร่ไปเรื่อย ไม่รู้สถานที่ ที่ตนอยู่ไม่รู้แม้กระทั่งจุดมุ่งหมาย
ดิ้นรนใช้ชีวิตอยู่ในป่ามีไม้ปลายแหลมเป็สิ่งที่ใช้ป้องกันตัว ยามค่ำคืน วันแล้ว วันเล่า ค่อยๆ ค้นพบว่าตัวเองมีทักษะบางอย่างติดตัวมา
ผ่านพ้นคืนวัน ใช้ชีวิตเอาตัวรอดโดยอาศัย การล่วงรู้จากประสาทััที่ฉับไว หลบหนีจากพื้นที่อันตรายได้ทุกครั้ง พบเจอสัตว์แปลกประหลาดในทุกๆวัน แต่ไม่พบเจุ์แม้สักคนเดียว
“วันหนึ่ง ที่ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนมวลอากาศแผดความร้อนแรงกว่าทุกวัน แทบเผาไหม้ให้ทุกสิ่งมลายเสียงฟากฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว เสมือนโลกจะแตกออกจากกัน กลุ่มก้อนเมฆเคลื่อนตัวประหนึ่งท้องฟ้าเต้นระบำเมฆก่อตัวเป็สีดำแดงดั่งเืปิดฟากฟ้า จนสนิท
“น้ำค้างในก้อนเมฆเริ่มก่อตัวเป็ผลึกดำ หลั่งรินจากฟากฟ้าดั่งการร่ำไห้ ของทวยเทพ น้ำฝนกลายเป็สีดำกัดกร่อนได้แม้กระทั่งหินผา ที่แข็งแรง ละอองอากาศบิดเบี้ยวหายใจไม่ได้ ฝูงสัตว์น้อยใหญ่วิ่งหนีหาย ส่งเสียงทุรนทุรายเต็มผืนป่า เป็สัญญาณว่าลูกไฟั์กำลังจะตกสู่พื้น ปฐี
“วันนั้นเด็กหนุ่มที่ใช้ชีวิตอยู่บริเวณป่าแถบนี้สังเกตเห็น สิ่งผิดปกติที่อยู่รอบๆ มวลอากาศแปรเปลี่ยน สัตว์ป่า หนีแตกกระเจิง ร้องระงมไปทั่วป่า “สัตว์บางชนิด ที่รูปร่างแปลกประหลาด ไม่คุ้นตาจะมีปฏิกิริยาที่ฉับไวกว่าสัตว์ทั่วๆ ไป สามารถค้นพบสถานที่บางอย่าง ต่างขุดดิน
แทรกตัวมุดลงไป “เสียงฟากฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว เมฆก่อตัวเป็สีดำแดงละอองฝนสีดำพัดปลิวตกลงมา “แหมะ!” ๆ “ซ่า! ๆ ละอองฝนเริ่มกัดกร่อนไปทั่วทั้งบริเวณไม่ว่าจะเป็หินผา ต้นไม้ใหญ่ ล้วนทะลุทะลวง ราวกับเป็น้ำกรด กัดกร่อนขั้นรุนแรง
“เด็กหนุ่มเริ่มโดนละอองเม็ดฝนเล็กๆ หยดใส่แขน “ฟู่!” เกิดรอยไหม้เป็จุดๆ ตามร่างกายเ็ปสุดแสนทรมาน “เด็กหนุ่มพยายามตั้งสติ ไม่เสียเวลากับความเ็ปเคลื่อนตัวไปใกล้ๆ สถานที่หนึ่ง ทิ้งสัมภาระรอบกายที่มีทั้งหมด ลอกเลียนแบบพฤติกรรมสัตว์แปลกประหลาดเ่าั้ ขุดดินร่วนสีเทาบริเวณนี้ แทรกร่างกายเข้าไปในผืนดินด้วยความรวดเร็ว น่าแปลกที่ละอองฝนที่ทะลวงได้แม้กระทั่งหินผากลับไม่สามารถกัดกร่อน ทะลุทะลวงดินร่วนสีเทาที่อยู่ในบริเวณนี้ ได้
“เด็กหนุ่มอึดอัดกับสภาพอากาศที่เร่งเร้า อย่างมากเหมือนโลกที่กำลังจะแตกออกเป็เสี่ยงไม่นานเสียงดังสนั่นมาจากที่ไกลๆ
“ตูม !”
เหมือนฟ้าถล่ม ดินทลาย มาจากที่ไกลๆแต่ผลกระทบราวกับพายุโหมกระหน่ำ พังทลายกินบริเวณกว้างไกล แผ่นดินไหวสะท้านะเื “เด็กหนุ่มที่อยู่ใต้ดินโดนแรงอัดกระชากพลิกกลับปานธรณีสูบขึ้นลงตามแรงสั่นไหว ไม่รู้ว่าตัวเอง โดนแรงะเิราวกับพายุอัดกระแทกเข้ากับร่างกายไปกี่ครั้ง
“กระเด็นออกจากพื้นดิน พัดปลิวไปไกลสุดลูกหูลูกตา กระแทกกับเศษซากไม้ใหญ่ แตกกระจายไปหลายต้น เด็กหนุ่มแทบจะสิ้นใจในทันทีเืโชกไปทั้งตัวพยายาม
เร่งเร้าประสาทััในร่างกาย ให้ตื่นตัวตลอดเวลา ถึงยังไม่สิ้นสติ
“โชคดีตอนที่พัดปลิวออกมา ได้ปรับกายภาพของร่างกายปรับความยืดหยุ่นเพื่อลดแรงกระแทกและบังเอิญลอยไปตกอยู่บริเวณกลุ่มดินอ่อนคล้ายๆ ทรายทำให้ช่วยรับแรงกระแทกไม่าเ็หนัก
“เด็กหนุ่ม จับทิศทางไม่ถูก รู้แต่ว่าตนเองปลิวออกมาไกลมากจากจุดเดิม แต่การดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดทำให้ร่างกายยังฝืนสู้ มีร่องรอยาแไปทั่วทั้งตัว กระดูกภายในกายน่าจะแตกหักหลายที่ ทนความเ็ปไม่ไหวล้มตัวนอนลงบนผืนดิน
“ไม่นานประสาทััในกาย เริ่มตื่นกลัวขึ้นมาอีกรอบ พยายามขยับตัวลุกขึ้น สูดดมอากาศรอบๆ
ปรากฏมวลอากาศเริ่มบิดเบี้ยวขึ้นอีกครั้งไอความร้อนเริ่มแผ่กระจายไปทั่ว หายใจไม่สะดวกฟากฟ้าร้องดังสนั่นหวั่นไหว กลุ่มก้อนเมฆบนฟ้าขยับตัวอีกครั้ง “เด็กหนุ่มไม่รอช้าแม้เืจะไหลออกทั่วร่างกาย ประสาทััทุกส่วนของร่างการยังตื่นรู้ สังเกตบริเวณพื้นที่รอบๆ ที่ตนเองอยู่ไม่มีสิ่งมีชีวิตหรือสัตว์ป่าเลยเร่งมองไปรอบๆ หาตำแหน่งที่ตัวเองปลิวออกมา เห็นว่าอยู่ในทิศเบื้องหน้านี้เอง อย่างน้อยพื้นที่บริเวณนั้นก็สามารถป้องกันฝนกรดนั้นได้ “เด็กหนุ่มดิ้นรนสุดชีวิตพยายามเคลื่อนตัว สุดความสามารถเพื่อไปให้ถึงป่าในทิศเบื้องหน้า เืไหลนองตามทาง เด็กหนุ่มเสียเืมากสติพร่าเลือนเต็มทีก้าวแต่ละก้าวเต็มไปด้วยหยดเื