หลอดไฟสีขาวสาดส่องไปทั่วห้องที่เต็มไปด้วยภาพโฮโลแกรมของเหล่าผู้บัญชาการ ท่ามกลางแสงไฟที่กำลังสาดส่องลงมานี้เองนั้นผู้บัญชาการทุกคนต่างก้มมองเอกสารภายในมือที่พวกเขาได้รับจากผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 หลังจากสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดภายในเขตทดสอบของพวกเขา
“ข้อมูลมีเท่านี้ใช่ไหม”
ผู้บัญชาการกองทัพที่ 10 ถามด้วยความสงสัย เขาอยากรู้ว่าข้อมูลมีเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะบางตำแหน่งเหมือนเว้นช่องว่างเอาไว้ให้สงสัย เหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกลบออกไปจากเอกสารที่ก้มอ่าน ผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 จึงเปิดปากอธิบายด้วยรอยยิ้ม
“เรียนทุกท่านให้ทราบ ข้อมูลมีมากกว่านี้อย่างที่ผู้บัญชาการกองทัพที่ 10 สงสัย ผมต้องลบออกไปก็เพราะว่าผมจะเป็นคนพูดเอง”
หลังจากปิดเอกสารทุกๆคนต่างก็หันมองไปยังเอกสารฉบับสมบูรณ์ที่ถูกฉายกลางห้อง โดยมีผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 อธิบาย
“เรื่องนี้ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ การทดสอบทางกองทัพที่ 1 จัดเตรียมกำลังคนเอาไว้มากพอจะรับมือกับมอนสเตอร์จำนวนมาก เพียงแต่ว่าพวกเราไม่สามารถช่วยได้ทัน เนื่องจากคนที่ลงมือดึงสิ่งที่ไม่ควรมาให้มายังเขตการทดสอบ”
“จะบอกว่าคอนโทรลเลอร์ไม่ได้เดินทางมาด้วยตัวของพวกมันเองอย่างนั้นสินะ” หนึ่งในผู้บัญชาการพูดสรุป
“ถูกต้อง คอนโทรลเลอร์ไม่ได้มาเพราะพวกมันเอง แต่พวกมันมาเพราะถูกบังคับให้มา”
“แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้มันมาหาเราได้ล่ะ” หลายคนในที่นี้รู้ว่าคอนโทรลเลอร์ไม่ใช่สิ่งที่จะหลอกล่อได้ง่าย มันจะต้องมีเรื่องอะไรสักอย่างที่ใหญ่พอจะเรียกให้พวกมันมา
“ทางเราเจอศพคอนโทรลเลอร์เด็กที่ใกล้กับปากหลุมที่ถูกขุดเข้ามาในพื้นที่การทดสอบ ด้วยสิ่งนี้ยืนยันได้ว่าพวกมันมาเพราะถูกใครบางคนฆ่าลูกของมันเพื่อที่จะยืมมือคอนโทรลเลอร์ในการจัดการกับเหล่านักเรียน”
“แล้วเด็ก 5 คนนี้เกี่ยวข้องยังไง” เด็ก 5 คนที่พูดถึงคือนักเรียนทั้ง 5 ที่ใช้งานมานาบูส ด้วยความสงสัยหนึ่งในผู้บัญชาการจึงถามถึงพวกมัน
“เด็กเหล่านี้เราได้ตามสืบประวัติแล้วพบว่าพวกเขาเป็นเพียงเด็กที่มาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า พ่อและแม่ตายระหว่างสงครามของมนุษย์และมอนสเตอร์ หากจะบอกว่าพวกเขาเกี่ยวข้องกับคอนโทรลเลอร์ก็อาจจะใช่ หากบอกว่าพวกเขาไม่เกี่ยวข้องก็อาจจะใช่เช่นกัน”
“หมายความว่ายังไง” ผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 สงสัย
“ข้อสันนิษฐานแรกที่บอกว่าพวกเขารู้เห็นกับกลุ่มที่ชักจูงคอนโทรลเลอร์มา ถ้าเป็นแบบนั้นจริง มันก็ไม่สอดคล้องกับงานที่พวกเขาทั้ง 5 ทำ การลอบสังหารระดับ S ในการทดสอบช่วงที่คอนโทรลเลอร์บุกเป็นเรื่องที่อันตรายมาก นอกจากพวกเขาจะต้องตายแล้ว ผมยังมองไม่เห็นจุดไหนที่คุ้มกับการทำแบบนี้ หากจะบอกว่าล่อคอนโทรลเลอร์มาเพื่อฆ่าระดับ S จริงพวกเขาไม่จำเป็นต้องลงมือเองเลย สามารถปล่อยให้คอนโทรลเลอร์ฆ่าแทนได้”
“แล้วถ้าเกิดว่าพวกเขาเป็นเพียงแค่คนที่ทำตามคำสั่งไม่รู้ถึงการปรากฎตัวของคอนโทรลเลอร์ล่ะ หรือไม่พวกเขาก็เป็นแค่กลุ่มคนที่กำลังจะถูกทิ้ง”
“ไม่น่าเป็นไปได้ที่พวกเขาจะไม่รู้ถึงการมาของคอนโทรลเลอร์หากเป็นผู้วางแผนและไม่น่าจะเป็นไปได้ที่พวกเขาจะถูกทิ้ง ถ้าเป็นแบบนั้นจริง พวกเขาคงไม่ยอมระเบิดชุดเกราะฆ่าตัวตายแน่นอน”
“สรุปแล้วข้อสันนิษฐานที่บอกว่าพวกเขาอาจจะเกี่ยวข้องกับพวกที่ชักจูงคอนโทรลเลอร์ หาเหตุผลมารองรับไม่ได้”
“ใช่ ส่วนข้อสันนิษฐานที่ 2 ดูจะใกล้ความเป็นจริงหน่อย พวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ดึงคอนโทรลเลอร์มา พวกเขาแค่ถูกสั่งให้มาจัดการกับระดับ S เท่านั้นเพียงแต่ว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ในช่วงที่พวกเขาวางแผนลอบสังหารเกิดเหตุการณ์คอนโทรลเลอร์บุก”
“แล้วทำไมถึงบอกว่าเรื่องนี้ใกล้ความจริง”
“เรามีพยานที่ช่วยคนกลุ่มนี้ฝังมานาบูส ลองไปฟังการให้ปากคำของเขาก็แล้วกัน”
ภาพของปีเตอร์ถูกเปิดขึ้นจอ เหล่าผู้บัญชาการล้วนแล้วขมวดคิ้วเมื่อรู้ว่าเด็กคนนี้ ได้รับข้อเสนอในช่วงที่เขาติดคุกภายในการทดสอบ ซึ่งคนที่ให้ข้อเสนอกับเขาเพื่อฝังมานาบูสที่มารู้ในภายหลัง ให้ข้อเสนอกับเขาเพื่อที่จะเข้าไปในหน่วยสื่อสาร กระทั่งการสอบสวนจบลงผู้บัญชาการก็คิดว่ามันใกล้ความจริงที่สุด
การมาของคอนโทรลเลอร์เป็นฝีมือของคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการทำลายรากฐานของพวกเขา ส่วนการลอบสังหารระดับ S เป็นคนอีกกลุ่มที่มีความแค้นส่วนตัวกับระดับ S
“แล้วการตายของคอนโทรลเลอร์ล่ะ เป็นฝีมือของใคร” ทุกคนต่างอยากรู้เรื่องนี้ คอนโทรลเลอร์ตกตายก่อนที่คนของกองทัพจะเข้าไปช่วยเหลือ จึงทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกมัน ครูฝึกหรือนักเรียนต่างเงียบเพราะไม่มีใครเห็นเหตุการณ์
“ไม่รู้ เรื่องนี้เราไม่สามารถตามหาคนลงมือได้ มันเป็นสิ่งที่เกินกว่ากำลังของเรา ในช่วงที่บาเรียปกคลุมเขตการทดสอบ กล้องและอุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงเซนเซอร์ตรวจจับล้วนไม่ทำงาน แม้เราจะทิ้งอุปกรณ์สำหรับบันทึกภาพรุ่นเก่าเอาไว้ในเขตการทดสอบก็ตาม มันกลับถูกรบกวนจนไม่สามารถทำงานได้ แต่เราก็ไม่ได้คว้าน้ำเหลวขนาดนั้น”
“เจออะไรอย่างนั้นเหรอ”
“ทางเราพบเจอเศษซากของอาวุธที่หลงเหลืออยู่ในจุดที่เกิดการระเบิดแม้ว่ามันจะถูกหลอมละลายไปมากแต่ก็พอจะทำให้เราตรวจสอบได้ว่ามันเป็นอะไร”
“แล้วมันเป็นอะไร” ทุกคนมองไปยังภาพอาวุธที่ถูกความร้อนจากการระเบิดหลอมละลาย แต่มันยังคงมีร่องรอยระบุเอาไว้ให้รู้ว่าของชิ้นนี้เป็นอาวุธประเภทอะไร
“สิ่งๆนี้เป็นดาบ เพียงแต่มันเป็นอาวุธที่แปลกเกินไป”
“แปลกยังไง”
วีดีโอทดสอบของนักวิจัยถูกเปิดเพื่อนำวัสดุเหมือนกันกับหลักฐานที่ตรวจพบมาทดสอบร่วมกัน ปรากฎว่าวัสดุที่ถูกตรวจพบนั้นมันมีพลังแปลกประหลาดเหมือนเอ็นธนู แม้นักวิจัยจะตรวจสอบจนรู้ว่ามันเป็นชิ้นส่วนมอนสเตอร์และมีเทคโนโลยีเหมือนของกองทัพ แต่กลับแข็งกว่า ทนทานกว่า จากการทดสอบพบว่ามันมีคุณสมบัติไม่ต่างจากดาบ 6 ดาวที่ทางกองทัพสร้างขึ้นมา
“จากสิ่งนี้เราจึงสันนิษฐานว่า เจ้าของอาวุธชิ้นนี้น่าจะเป็นคนจัดการกับคอนโทรลเลอร์”
“นี่คุณจะบอกว่ามีคน 3 กลุ่มที่ลงมือในเหตุการณ์ครั้งนั้นใช่ไหม”
“ใช่แล้ว คนกลุ่มแรกหลอกล่อคอนโทรลเลอร์ให้เดินทางมายังเขตการทดสอบ คนกลุ่มที่สองใช้มานาบูสเพื่อฆ่าระดับ S ส่วนคนกลุ่มที่สามจัดการกับคอนโทรลเลอร์”
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน มีด้วยเหรอมนุษย์ที่ฆ่าคอนโทรลเลอร์ได้โดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรเอาไว้นอกจากเศษดาบ แล้วถ้าเป็นมนุษย์จริงพวกเขาจะต้องใช้ชุดเกราะรุ่นไหน”
“ไม่รู้”
“ผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 คุณไม่รู้หรือว่าคุณแต่งเรื่องขึ้นมา” หนึ่งในผู้บัญชาการเปิดปากพูด ทำเอาผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 โกรธแต่ก็ต้องเก็บอาการเอาไว้
“เป็นไปไม่ได้ ผมพูดตามหลักฐานที่มี พวกคุณจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ นี่คือความจริงที่ผมหามาได้จากหลักฐาน ซึ่งผมก็ได้บอกไปแล้วว่าผมจะรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ส่วนเรื่องที่เกิด หากจะนำมาบีบบังคับให้ผมออก ต้องบอกว่าเสียใจด้วย มันไม่ได้ผล ตราบใดที่ผมพบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะมีคนล่อมอนสเตอร์เพื่อจะจัดการผมด้วยการนำนักเรียนมาเป็นเครื่องมือ ผมจะไม่ออก แล้วจะลากคอพวกมันออกมาทั้งยวง เอาล่ะ สิ่งที่ผมจะพูดหมดแล้ว ทุกๆอย่างผมได้พูดตามหลักฐาน”
การประชุมเงียบลงไปโดยคดีที่เกิดขึ้นภายในเขตการทดสอบถูกปิดด้วยการห้อยท้ายเรื่องเอาไว้ว่าเป็นฝีมือของคนบางกลุ่มที่ต้องการฆ่านักเรียนของสหพันธ์ แล้วต้องการใช้เรื่องนี้บีบบังคับให้ผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 ออกจากตำแหน่ง ซึ่งผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 ไม่ยอมออก เขาต้องการทำให้มันกระจ่างกว่านี้จึงจัดตั้งหน่วยขึ้นมาตรวจสอบเรื่องราวนี้ต่อไป
“ไม่มีใครจะเสนออะไรอีกใช่ไหม งั้นฉันขอตัวก่อน”
ผู้บัญชาการกองทัพที่ 7 ออกจากระบบการประชุมก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ ดูเหมือนว่าการไล่ผู้บัญชาการระลอกสองจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว ด้วยการเล็งผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 เอาไว้ จากสิ่งที่เกิดในเขตทดสอบ หากเป็นอย่างที่ผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 พูดจริงเกี่ยวกับการชักนำคอนโทรลเลอร์มาสร้างเรื่องให้มันใหญ่โตเพื่อจะไล่ผู้บัญชาการ เขาก็ต้องเตรียมรับมือด้วยเช่นกัน
ส่วนเรื่องการจัดตั้งหน่วยตรวจสอบคดีที่ผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 จัดตั้งขึ้น เขาไม่จำเป็นต้องรอผล เนื่องจากรู้ดีว่าหน่วยนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อยื้อเวลาการเป็นผู้บัญชาการของผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 เท่านั้น ความจริงแล้วเรื่องมันจบลงตั้งแต่วันนี้ การที่หลักฐานสิ้นสุดลง ต่อให้จะทำอย่างไรก็ไม่มีทางสืบต่อได้ การทิ้งท้ายว่าจะทำคดีต่อไปเป็นเพียงแค่ข้ออ้างเพื่อที่จะให้ได้อยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการ
—------------------------------------
“การประชุมของผู้บัญชาการจบลงแล้วนะ”
“แล้วได้อะไรมาบ้างล่ะ”
กลุ่มคนในห้องสีดำพูดคุยกันด้วยรอยยิ้มที่แสดงให้กันเห็นผ่านแสงตะเกียงเล็กๆที่ลอดเข้าไปใต้ผ้าคลุมที่สวมใส่ บนผ้าคลุมของพวกเขามีสัญลักษณ์เล็กๆของขนนกสีแดงเลือดติดอยู่พอให้รู้ว่าเป็นคนพวกเดียวกัน
“ไม่ได้อะไรเลย สรุปแล้วแผนทุกๆอย่างล้มเหลวหมด การบีบบังคับผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 ก็ล้มไม่เป็นท่า การจัดการกับระดับ S ก็ล้มเช่นเดียวกัน”
“น่าสนใจ มีหลายเรื่องให้ทำอีกแล้วสิ”
ภายในมือของคนสวมผ้าคลุมสีดำมีเอกสารการประชุมอย่างละเอียด ก่อนที่พวกเขาจะเห็นมุมมองของผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 ที่สรุปแผลการของพวกเขาออกมา ถึงมันจะไม่ถูกต้อง แต่การสรุปว่าเหตุการณ์นี้ต้องการจะบีบบังคับผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 ออกจากตำแหน่งก็เป็นเรื่องจริง ส่วนเรื่องของแอชเชอร์มันก็เป็นแค่ผลพลอยได้ที่พวกเขาทำขึ้นเล่นๆเพื่อจัดการคนที่อาจจะเป็นตัวปัญหาในอนาคต แต่ก็ไม่นึกว่าพวกเขาจะล้มเหลวเช่นเดียวกัน
“แล้วเรื่องคอนโทรลเลอร์ที่ตายล่ะ”
“เรื่องนี้น่าสนใจไม่น้อย หาทางเข้าถึงอาวุธที่เป็นหลักฐานใกล้กับการระเบิดที”
“ได้”
แม้จะเป็นผู้จัดการฉากทุกๆอย่าง สร้างเรื่องทุกๆเรื่องให้มันดูสมจริง คนที่พวกเขาสั่งลงมือกลับพลาดทำร่างลูกของคอนโทรลเลอร์หล่นหายจนกองทัพเก็บไปเป็นหลักฐานได้ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้พวกมันต้องเคลื่อนไหวหาคนที่ทำงานพลาด แต่พวกมันก็ตกใจไม่น้อยเช่นกัน เมื่อมีกลุ่มคนบางกลุ่มไม่ทราบชื่อ ไม่ทราบรหัสฆ่าคอนโทรลเลอร์ ด้วยสิ่งที่เกิดนอกเหนือจากแผนการณ์ ทำให้พวกมันต้องตามหาเบาะแสคนที่ลงมือ เพื่อไม่ให้เป็นก้างชิ้นใหญ่ในอนาคต
“แล้วไอ้หนูนี่ล่ะ”
“จับตาต่อไป เรายังจัดการมันได้อยู่ ไม่ต้องรีบ”