ตอนที่ 2 — พิกัดลับบนยอดเขาสูง
สายลมหนาวเหน็บพัดกระหน่ำยอดเขาแอสโตรเดซิเบล หอบเอาละอองหมอกสีเทาจัดและเกล็ดน้ำค้างแข็งโปรยปรายลงมากัดกินผิวกายจนชาดิ่ง ภูมิประเทศรอบด้านถูกโอบล้อมด้วยหน้าผาสูงชันและป่าสนทึบที่ยืนต้นตระหง่านท้าทายกระแสลมแรง ทว่าความหนาวเย็นของธรรมชาติภายนอกยังเทียบไม่ได้เลยกับความเย็นเยือกของกระแสพลังงานประหลาดที่กำลังแผ่ซ่านปกคลุมชั้นบรรยากาศรอบยอดเขาแห่งนี้ ทุกย่างก้าวที่ลูคัสและรินะเหยียบย่างลงไปบนพื้นดิน พวกเขาััได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงมาบนกะโหลกศีรษะ ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงวิ่งพล่านอยู่ใต้ิัตลอดเวลา
ภายในสถานีตรวจวัดคลื่นควอนตัมภาคพื้นดิน ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา สภาพภายในเต็มไปด้วยความโกลาหล หน้าจอแสดงผลโฮโลแกรมหลักกำลังกะพริบเตือนด้วยแสงสีม่วงเข้มสลับแดงฉาน ข้อมูลดิบจากดาวเทียมวงโคจรชั้นนอกถูกป้อนเข้ามาไม่ขาดสาย จนระบบประมวลผลส่งเสียงร้องเตือนดังระรัว
รินะทรุดตัวลงนั่งหน้าแผงควบคุมหลัก นิ้วเรียวรัวแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วเพื่อพยายามสกัดกั้นและวิเคราะห์คลื่นรบกวนที่กำลังทะลักเข้ามา เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้าของเธอ แม้ในห้องจะเปิดเครื่องทำความร้อนจนเต็มกำลัง แต่ลมหายใจของเธอกลับพ่นออกมาเป็ไอขาวขุ่นด้วยความตึงเครียด
รินะ (น้ำเสียงสั่นพร่า):
"แย่แล้วค่ะ... คลื่นความถี่จากห้วงอวกาศไม่ได้แค่ส่งสัญญาณผ่านมาเฉยๆ แต่มันกำลังเจาะทะลุชั้นบรรยากาศและสร้าง 'สถานีเรโซแนนซ์' จำลองขึ้นมาครอบคลุมพื้นทีู่เาทั้งลูก ค่าความหนาแน่นของพลังงานพุ่งสูงเกินขีดจำกัดความปลอดภัยไปสามเท่าตัวแล้ว หากปล่อยไว้แบบนี้อีกไม่กี่ชั่วโมง คลื่นนี้จะกระจายตัวลงสู่เขตเมืองเบื้องล่าง และปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบของทุกคนให้คลุ้มคลั่งพร้อมกัน!"
ลูคัสยืนประกบอยู่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งเกาะขอบโต๊ะแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน เขากวาดสายตามองกราฟแสดงผลพฤติกรรมที่พุ่งทะยานขึ้นเป็เส้นดิ่งอย่างไร้การควบคุม
ลูคัส:
"ให้ตายเถอะ... มันแรงกว่าตอนที่ระบบแพนอปติคอนของดร.วิชญ์เคยทำไว้เสียอีก คราวนี้ไม่ใช่แค่ความโกรธหรือความระแวงแบบเดิม แต่มันคือการกระตุ้นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดขั้นดิบเถื่อน มนุษย์จะเริ่มห้ำหั่นและทำลายล้างกันเองโดยไม่มีเหตุผล เครื่องมือป้องกันที่เราเคยใช้ได้ผลตอนนี้แทบจะกลายเป็เศษเหล็กไปเลย!"
เซบาสเตียนยืนสงบนิ่งอยู่กลางห้อง ดวงตาสุกสกาวทอประกายเรียบเฉยท่ามกลางเสียงเตือนภัยที่แหลมสูง เขายืนหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ลมหายใจเข้าออกเป็จังหวะลึกซึ้งและมั่นคง ท่ามกลางกระแสคลื่นพลังงานจักรวาลที่พยายามพัดกระหน่ำเข้ามาสั่นคลอนจิตสำนึก เซบาสเตียนกลับดำดิ่งลึกลงสู่ "ความแว๊บว่างบริสุทธิ์" ที่ไร้ขอบเขต ราวกับูเาหินผาที่ตั้งตระหง่านท้าทายพายุเฮอร์ริเคน
เซบาสเตียนค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาสคมกริบทอประกายความเมตตาและปัญญาญาณ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นกังวานไปทั่วห้อง
เซบาสเตียน:
"ความกลัวและความตื่นตระหนกคืออาหารอันโอชะของคลื่นพลังงานนั้น ยิ่งพวกเราตื่นตระหนกและพยายามใช้กำลังเข้าต่อต้านมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเปิดช่องว่างให้มันเข้ามาครอบงำจิตใจได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ลูคัส รินะ... อย่าไหลไปตามกระแสความโกลาหล จงดึงสติกลับมาที่ลมหายใจของตนเอง"
คำพูดของเซบาสเตียนเปรียบเสมือนสายน้ำเย็นที่ราดรดลงบนกองไฟ ลูคัสและรินะสูดหายใจเข้าลึกตามคำแนะนำ หลับตาลงชั่วขณะเพื่อปรับคลื่นสมองของตนเองให้เข้าสู่สภาวะสงบ แรงกดดันที่เคยบีบเค้นกะโหลกศีรษะเริ่มคลายตัวลงทีละน้อย ความตื่นตระหนกในใจถูกแทนที่ด้วยความมั่นคงที่แผ่ออกมาจากพลังงานรอบตัวของเซบาสเตียน
รินะลืมตาขึ้นอีกครั้ง สีหน้าของเธอกลับมามีสติและมุ่งมั่น เธอนิ้วเรียวกดสลับหน้าจอเพื่อดึงแผนผังระบบโครงข่ายสถานีขึ้นมาแสดงผล
รินะ:
"ฉันเข้าใจแล้วค่ะ... คลื่นจักรวาลนี้ไม่ได้ส่งสัญญาณมาสุ่มสี่สุ่มห้า แต่มันกำลังพยายามเชื่อมต่อกับ 'จุดอับสัญญาณควอนตัม' บนยอดเขานี้ ซึ่งเป็สถานีส่งสัญญาณโบราณที่ถูกทิ้งร้างั้แ่ยุคาเย็น หากเรา้าหยุดยั้งมัน เราไม่สามารถปิดสวิตช์จากระยะไกลได้ เราต้องเข้าไปที่ 'ห้องศูนย์กลางใต้ดิน' ของสถานีโบราณนั้น เพื่อปรับเทียบความถี่ใหม่ด้วยมือของเราเอง"
ลูคัสหันไปมองหน้าจอแสดงพิกัดทางเข้าห้องใต้ดิน ซึ่งตั้งอยู่ลึกลงไปใต้ฐานรากของอาคารสถานีตรวจวัดแห่งนี้ แววตาของเขาฉายแววความท้าทายและความกังวลปะปนกัน
ลูคัส:
"ห้องใต้ดินโบราณนั่นไม่ได้ใช้งานมาหลายสิบปีแล้ว ระบบป้องกันอัตโนมัติและโครงสร้างอาจจะไม่มั่นคง แถมตอนนี้คลื่นพลังงานจากอวกาศยังไหลทะลักเข้าไปสะสมอยู่ข้างในนั้นหนาแน่นที่สุดด้วย ถ้าพวกเราลงไป อาจจะต้องเผชิญหน้ากับแรงดันจิตสำนึกที่รุนแรงจนจิตใจแตกสลายได้เลยนะ"
เซบาสเตียนพยักหน้ารับช้าๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
เซบาสเตียน:
"ยิ่งอันตรายมากเท่าไหร่ นั่นก็แปลว่าเรามาถูกทางแล้ว ที่ไหนมีความมืดมิดหนาแน่นที่สุด ที่นั่นย่อมเป็จุดที่แสงสว่างแห่งสติมีความหมายที่สุดเช่นกัน ไปกันเถอะ... เราต้องลงไปเปิดกระจกส่องใจบานใหม่ที่นั่น"
ทั้งสามคนเตรียมอุปกรณ์ป้องกันและเครื่องมือวิเคราะห์คลื่นความถี่พกพา ก่อนจะเดินลัดเลาะผ่านทางเดินเหล็กเก่าแก่ที่ขึ้นสนิม สู่ประตูกลไกนิรภัยหนักหน่วงที่นำไปสู่อุโมงค์ใต้ดินของสถานีโบราณ
เมื่อประตูกลไกเหล็กกล้าถูกผลักเปิดออก กลิ่นอับชื้นและกระแสลมเย็นะเืพัดปะทะใบหน้าทันที เบื้องล่างคือบันไดวนโลหะทอดยาวลงไปในความมืดมิด ลึกหลายร้อยเมตร เสียงสะท้อนของหยดน้ำที่ตกลงกระทบพื้นคอนกรีตดังติ๋งๆ สะท้อนก้องกังวานราวกับเสียงนาฬิกาชีวิตกำลังนับถอยหลัง
รินะเดินนำหน้าโดยเปิดไฟฉายส่องทาง พร้อมกับถือแท็บเล็ตตรวจวัดค่าพลังงานที่เริ่มส่งเสียงเตือนถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตามความลึกที่เพิ่มขึ้น
รินะ (กระซิบด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง):
"ค่าความหนาแน่นของคลื่นจักรวาลข้างล่างนี้สูงกว่าข้างบนนับสิบเท่าค่ะ... ทุกคนระวังตัวด้วยนะ ระบบประสาทของเราอาจจะเริ่มเห็นภาพลวงตาหรือัักับความกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใต้สำนึก"
ทันทีที่พวกเขาเดินลงมาถึงชั้นล่างสุด ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือห้องโถงกว้างขวางที่เต็มไปด้วยแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์โบราณและสายเคเบิลระโยงระยาง ตรงกลางห้องมีเสาพลังงานควอนตัมขนาดั์ที่กำลังสั่นไหวและปล่อยแสงสีม่วงเรืองรองออกมาเป็ระลอก รอบตัวเสานั้นมีละอองพลังงานลึกลับลอยฟุ้งกระจายอยู่เต็มอากาศ ราวกับกลุ่มหมอกควันพิษที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตที่เข้ามาใกล้
ทันใดนั้นเอง ลูคัสก็ชะงักฝีเท้าลง ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงอย่างกะทันหัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยราวกับกำลังเผชิญหน้ากับความกลัวที่ฝังใจในอดีต
ลูคัส (เสียงสั่นเครือ):
"เฮ้... พวกนาย... ได้ยินเสียงอะไรไหม? เสียงคนเดินตามหลังเรามา... และ... และภาพพวกนั้น..."
รินะหันกลับไปมองด้วยความใ เธอกวาดไฟฉายไปรอบห้อง แต่กลับไม่พบใครนอกจากเงาของเครื่องจักรโบราณ
รินะ:
"ลูคัส! ตั้งสติหน่อย! ไม่มีใครอื่นนั่นคือภาพลวงตาที่คลื่นพลังงานสร้างขึ้นเพื่อเล่นงานจิตใต้สำนึกนาย!"
ทว่า ลูคัสกลับถอยหลังไปชนกับผนังโลหะ เชื้อต้นกำเนิดนิสัยความหวาดระแวงและความล้มเหลวในอดีตที่เคยถูกกดทับไว้ ถูกกระตุ้นขึ้นมาด้วยคลื่นความถี่ของสถานีโบราณจนพุ่งพล่าน ภาพความผิดพลาดในอดีตฉายชัดขึ้นในหัวของเขาจนแทบจะแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งไหนคือความจริงสิ่งไหนคือภาพลวงตา
เซบาสเตียนก้าวเข้ามาใกล้ลูคัสอย่างรวดเร็ว แววตาสุกสกาวทอประกายความเมตตาและอบอุ่น เขาเอื้อมมือไปแตะบ่าของลูคัสเบาๆ ส่งผ่านกระแสความนิ่งสงบและพลังแห่งความว่างเข้าสู่จิตสำนึกของเพื่อนสนิทในทันที
เซบาสเตียน:
"มองมาที่ฉันลูคัส... ความกลัวและความทรงจำในอดีตเป็เพียงแค่ภาพสะท้อนในกระจก มันไม่มีตัวตนจริงหรอก นายไม่ได้ติดอยู่ในอดีต และนายไม่ได้โดดเดี่ยว จงใช้ลมหายใจของนาย ดึงสติกลับมาที่ปัจจุบัน"
ลมหายใจอุ่นๆ และพลังงานความว่างอันบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากเซบาสเตียน เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ส่องทะลวงผ่านหมอกควันแห่งภาพลวงตา ลูคัสสะดุ้งเฮือกราวกับเพิ่งตื่นจากฝันร้าย เขาสูดหายใจเข้าลึกติดต่อกันหลายครั้ง ร่างกายที่สั่นเทาค่อยๆ กลับมาสงบนิ่ง ดวงตาที่เคยตื่นตระหนกเริ่มใสกระจ่างขึ้น ความกลัวและความหวาดระแวงมลายหายไปจนหมดสิ้น
ลูคัส (พ่นลมหายใจออกยาว เหงื่อท่วมตัว):
"ฟู... ขอบใจมากเซบาสเตียนเกือบไปแล้ว... คลื่นพลังงานนี้มันร้ายกาจจริงๆ มันดึงเอาปมด้อยลึกๆ ในใจเราออกมาเล่นงานโดยตรงเลย"
รินะรีบก้าวเข้ามาตรวจสอบแผงควบคุมหลักที่อยู่หน้าเสาพลังงานควอนตัม หน้าจอโฮโลแกรมพกพาของเธอเชื่อมต่อเข้ากับระบบของสถานีโบราณสำเร็จแล้ว ข้อมูลโค้ดคำสั่งประหลาดนับล้านบรรทัดวิ่งพล่านขึ้นมาบนจอ
รินะ:
"ฉันเชื่อมต่อกับระบบแกนกลางสำเร็จแล้วค่ะ... แต่ดูนี่สิ! คลื่นที่ส่งมาจากอวกาศไม่ได้ส่งสัญญาณมาเปล่าๆ แต่มันกำลังอัปโหลด 'พิมพ์เขียวพันธุคุม' ชุดใหม่เข้ามา เพื่อเขียนทับดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตบนโลก หากเราไม่ถอดรหัสและเปลี่ยนค่าความถี่ของสถานีนี้ภายในสองชั่วโมง ระบบรีเซ็ตดวงดาวจะเสร็จสมบูรณ์ และมนุษย์ทุกคนจะสูญเสียเจตจำนงเสรีไปตลอดกาล!"
เซบาสเตียนก้าวไปยืนประจันหน้ากับเสาพลังงานควอนตัมขนาดั์ที่กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง แววตาสคมกริบทอประกายความมุ่งมั่นและปัญญาญาณที่ล้ำลึก
เซบาสเตียน:
"ถ้าอย่างนั้น เราก็มาเริ่มถอดรหัสโครงข่ายนี้กันเถอะ... ลูคัส รินะ เตรียมตัวให้พร้อม เราจะใช้ห้องนี้เป็สะพานเชื่อมเพื่อเปิดกระจกส่องใจบานใหญ่ ส่งกระแสความว่างกลับคืนสู่ห้วงอวกาศ!"