หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว…
ซินดี้เริ่มคุ้นชินกับบทบาทของเซี่ยซินซิน แม้ทุกสิ่งจะยังดูแปลกตาและห่างไกลจากโลกเดิมที่เธอจากมา แต่เธอก็พยายามปรับตัวกับชีวิตใหม่ในจวนตระกูลเซี่ย ด้วยความช่วยเหลือจากจินจิง สาวใช้คนสนิทที่คอยเล่าเื่ราวเก่า ๆ ให้เธอฟังอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
ั้แ่นิสัยอันเอาแต่ใจของเ้าของร่างเดิม ไปจนถึงเื่ราวที่เธอมักตามเกี้ยวแม่ทัพหลี่เฟยหลง หรือแม้กระทั่งความหึงหวงจนเกินพอดี ที่ทำให้ผู้คนรอบข้างเริ่มเอือมระอา
ในเช้าวันนี้ ขณะร่วมโต๊ะอาหารที่เรือนใหญ่ของตระกูลเซี่ย บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบสงบ มีเพียงเสียงเบา ๆ ของภาชนะกระทบกันเป็จังหวะ เซี่ยหย่งเหวินนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะด้วยท่าทางนิ่งขรึมสมตำแหน่งผู้นำตระกูล ข้างกายคือ เซี่ยหย่งจิน บุตรชายคนโต ผู้ดำรงตำแหน่งเ้ากรมอาญา เขานั่งอย่างเคร่งขรึม มองน้องสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาพินิจพิจารณา
เซี่ยหย่งเหวินละสายตาจากถ้วยซุป หันมามองบุตรสาวด้วยแววตาห่วงใย “ซินเอ๋อร์… ่นี้เ้าเงียบผิดปกตินัก หรือว่ายังรู้สึกไม่สบายอยู่?”
แม้จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม แต่แววตาของเซี่ยหย่งเหวินกลับเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน ถึงเขาจะเป็ราชครูผู้เคร่งครัดกับผู้อื่นเพียงใด ทว่ากับบุตรสาวเพียงคนเดียว เขากลับไม่เคยเข้มงวดเลยสักครั้ง
เพราะนางได้สูญเสียมารดาั้แ่ยังไม่ลืมตาดูโลก เขาจึงเฝ้าทะนุถนอม เลี้ยงดูนางอย่างดีที่สุด แม้นางจะเอาแต่ใจ ดื้อรั้น หรือก่อเื่เพียงใด เขาก็ไม่เคยโกรธเคืองจริงจังเลยสักครั้งเดียว
“ข้าสบายดีเ้าค่ะ” ซินดี้รีบวางตะเกียบ พลางยิ้มแห้ง ๆ พยายามกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนในใจ
แต่สายตาของพี่ชายอย่างเซี่ยหย่งจิน กลับจ้องมองนางอย่างจับผิด คล้ายกำลังชั่งน้ำหนักบางสิ่งในใจ
“น้องข้า…เ้ารู้หรือไม่ว่า ั้แ่เ้าฟื้นมา เ้าดูเงียบไปผิดวิสัย มิหนำซ้ำ ยังไม่เอ่ยถามข้าเลยแม้แต่คำเดียวว่า ท่านอ๋องเฟยหลงเป็เช่นไรบ้าง หากเป็เมื่อก่อน เ้าคงรบเร้า ขอติดตามข้าไปพบเขาเสียแล้วกระมัง”
คำพูดนั้น แม้กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่กลับทำให้บรรยากาศอบอุ่นบนโต๊ะอาหารแปรเปลี่ยนเป็ความอึดอัดตึงเครียบที่กดทับขึ้นมาช้า ๆ
ซินดี้สะอึกไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบกลบเกลื่อน “ข้า…ข้าเพียงคิดว่าบางทีข้าอาจจะเหนื่อยเกินไปกับเื่เดิม ๆ แล้วเ้าค่ะ อีกอย่างข้าเองก็อยากพักรักษาตัวอย่างสงบอีกสักพัก”
ซินดี้หลบสายตาพี่ชายอย่างแเี พลางหันกลับไปสนใจถ้วยซุปเบื้องหน้า หัวใจเธอเต้นไม่เป็จังหวะ แต่ใบหน้ายังคงสงบเฉย
คำพูดที่หลุดจากปากเธอทำเอาทั้งโต๊ะเงียบงัน โดยเฉพาะเซี่ยหย่งจินที่มองน้องสาวด้วยแววตาฉงน ใบหน้าคมขรึมของเขาขยับเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดมุ่นราวกับไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน ทว่าท้ายที่สุด เขาก็ไม่เอ่ยคำใดออกมาเพิ่มเติม
เห็นดังนั้น ซินดี้จึงรีบเบนประเด็นอย่างแเี “ท่านพ่อ ซินเอ๋อร์ขอออกไปเดินเล่นนอกจวนได้หรือไม่เ้าคะ อยู่แต่ในจวนเสียหลายวันเริ่มรู้สึกเบื่อแล้วเ้าค่ะ”
เซี่ยหย่งเหวินเหลือบมองบุตรสาวด้วยสายตาครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม
“หากเ้าอยากไป ข้าย่อมไม่ขัด แต่อย่าก่อเื่ให้ข้าต้องปวดหัวอีกก็พอ”
ซินดี้ยิ้มรับทันที พลางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
‘เกือบไปแล้ว… เกือบเผลอจนหลุดพิรุธเสียแล้ว’
“พอดีข้าก็มีธุระที่โรงน้ำชาในเมือง” เซี่ยหย่งจินเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “หากเ้าอยากออกไปเปลี่ยนบรรยากาศ ข้าจะพาไปเอง”
ซินดี้หันไปมองพี่ชายก่อนคลี่ยิ้มบาง ๆ แม้ในใจจะยังไม่รู้สึกผูกพันกับเขาเท่าใดนัก แต่ก็พยักหน้ารับอย่างนอบน้อม
“เช่นนั้นก็ดีเ้าค่ะท่านพี่ ขอบคุณเ้าค่ะ”
แม้สีหน้าของเซี่ยหย่งจินจะสงบนิ่งเช่นเคย ทว่าดวงตากลับทอดมองน้องสาว นับั้แ่ซินซินฟื้นขึ้นมา น้องสาวผู้นี้ก็เปลี่ยนไปมากเสียจนเขารู้สึกแปลกตา ไม่ตาม ไม่ตื๊อ ไม่ถามถึงท่านแม่ทัพ ไม่แสดงท่าทีเอาแต่ใจอย่างกับกลายเป็อีกคน แต่ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ช่างน่าพึงใจยิ่งนัก
เสียงจอแจของผู้คน และกลิ่นหอมเย้ายวนจากร้านอาหารสองข้างทาง ทำให้ซินดี้ตื่นตาตื่นใจจนเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว สองเท้าก้าวย่ำไปบนถนนสายคึกคัก ที่เต็มไปด้วยร้านรวงนับไม่ถ้วน สินค้าแปลกตาในยุคโบราณที่เธอเคยเห็นแต่ในซีรีส์บัดนี้กลับปรากฏอยู่ตรงหน้า
ซินดี้ยิ้มบาง ๆ อย่างอดไม่ได้ ก่อนจะหันไปบอกพี่ชายอย่างสุภาพ “ท่านพี่หย่งจินเ้าคะ ท่านไปทำธุระของท่านเถอะ ข้าอยากเดินชมของแถวนี้อีกสักครู่ เดี๋ยวข้าจะตามไป”
เซี่ยหย่งจินหรี่ตาลงเล็กน้อย มองน้องสาวอย่างรู้ทัน “เช่นนั้นเ้าค่อยไปพบข้าที่โรงน้ำชาเซี่ยงหลงตรงหัวถนนก็แล้วกัน อย่าก่อเื่วุ่นวายอันใดล่ะ”
“เ้าค่ะ ท่านพี่”
ทันทีที่เขาหมุนตัวจากไป นางก็รีบสาวเท้าเดินแยกไปอีกทาง
ท่ามกลางฝูงชนที่จอแจและเสียงพูดคุยจอมน่าครึกครื้น ซินดี้เดินชมร้านค้าอย่างเพลิดเพลิน สายตาเธอกวาดไปยังของแปลกตาในยุคโบราณที่เรียงรายอยู่ริมทาง จนไม่ทันสังเกตว่าร่างของเธอกำลังจะชนเข้ากับใครบางคนอย่างจัง
“โอ๊ะ! ขอโทษค่ะ!”
เธอรีบโค้งศีรษะขอโทษทันทีด้วยความเคยชินโดยไม่ได้เงยหน้ามองคนตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งเพียงความแปลกใจไว้ให้ชายหนุ่มผู้นั้น ที่ยังยืนอยู่กับที่
หลี่เฟยหลงที่ถูกชนเข้าอย่างไม่ทันตั้งตัว ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาคมปรายมองไปยังแผ่นหลังบอบบางของหญิงสาว ซึ่งกำลังรีบจ้ำเท้าจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองเขาสักนิด
‘แปลก…เหตุใดวันนี้ถึงทำท่าทีราวกับไม่รู้จักข้า?’
ปกติแล้ว เซี่ยซินซินคงจะรีบคว้าชายแขนเสื้อเขาไว้ ส่งเสียงเรียกด้วยท่าทีเอาแต่ใจอย่างเคย แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไปเสียจนเขาอดแปลกใจไม่ได้
แม้ในใจยังคงติดค้างความสงสัย แต่ในที่สุดเขาก็ละสายตาไปอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะสาวเท้ามุ่งหน้าเข้าสู่โรงน้ำชาเซี่ยงหลงที่เขานัดพบกับสหายสนิทไว้
ส่วนซินดี้เองก็ยังคงหลงใหลอยู่ในกลิ่นอายของยุคโบราณที่แปลกใหม่สำหรับเธอ ระหว่างที่เดินทอดน่องชมตลาด ใบหน้าของเธอก็เปื้อนยิ้มบาง ๆ แทบตลอดเวลา
สีสันของบ้านเรือน เสื้อผ้าผู้คน กลิ่นหอมจากของกินริมทางรวมถึงขนมและเครื่องใช้แปลกตาที่ไม่เคยมีในโลกเดิม ทุกสิ่งล้วนดึงดูดสายตาและปลุกความตื่นเต้นในใจเธอได้อย่างน่าอัศจรรย์
“ซินซิน!”
เสียงใส ๆ ที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับร่างของหญิงสาวหน้าตาน่ารักในชุดงามที่ตรงเข้ามาคว้าแขนเธอ ท่าทีราวกับเป็สหายคนสนิทที่รู้จักกันมานาน
“อวี้เชียน…ใช่หรือไม่”
ไป๋อวี้เชียน เธอคือบุตรสาวของพ่อค้าขายหยกที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ซินดี้ยิ้มออกมาอย่างจริงใจ เธอจำได้ดีว่าสาวน้อยคนนี้คือเพื่อนสนิทของซินซินตัวจริง และแปลกที่แม้เธอเองจะเพิ่งเข้ามาอยู่ในร่างนี้แต่กลับรู้สึกถูกชะตากับอีกฝ่ายราวกับรู้จักกันมานาน
“ก็ใช่น่ะสิ! ถามอะไรแปลก ๆ” ไป๋อวี้เชียนพูดพลางเบะปากเล็กน้อย “ข้าได้ยินข่าวว่าเ้าหลับไม่รู้สึกตัวอยู่หลายวัน นึกว่าเ้าจะทิ้งสหายเช่นข้าเสียแล้ว!”
นางตีแขนเธอเบา ๆ อย่างหมั่นไส้ แต่แววตากลับแฝงด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
ซินดี้ยิ้มบาง ก่อนหัวเราะเบา ๆ “ข้าหายดีแล้ว… ไม่ต้องห่วงหรอก”
ทั้งสองหัวเราะพลางพูดคุยหยอกเย้ากันอย่างสนิทสนม เสียงหัวเราะใสสะท้อนกับบรรยากาศคึกคักของตลาด จนกระทั่งซินดี้หันไปเอ่ยขึ้นอย่างรื่นเริง
“ข้ากำลังจะไปโรงน้ำชาเซี่ยงหลง ไปด้วยกันสิ”
อวี้เชียนตาเป็ประกายทันที นางยิ้มกว้าง ก่อนคล้องแขนซินดี้ไว้แน่นอย่างเคยชิน
“ไปสิ! พอดีเลย ข้ายังมีเื่จะคุยกับเ้าตั้งมากมาย!”
เมื่อไปถึงโรงน้ำชา กลิ่นหอมของใบชาอ่อน ๆ ลอยแตะจมูกพร้อมเสียงพูดคุยจอแจที่ดังคลอเบา ๆ
ซินดี้กวาดตามองไปทั่วห้อง เพียงชั่วครู่ก็พบร่างของเซี่ยหย่งจินพี่ชายของนาง ซึ่งกำลังสนทนาอยู่กับชายหนุ่มผู้หนึ่ง
บุรุษในชุดสีเข้ม นั่งหลังตรง สีหน้าเรียบเฉย แม้จะเพียงมองผ่านตา แต่จังหวะนั้นเอง ดวงตาของซินดี้ก็สบเข้ากับดวงตาคมกริบของเขาโดยไม่ตั้งใจ
หลี่เฟยหลง
เสี้ยววินาทีนั้น หัวใจของเธอพลันสะดุด ดวงตาคู่นั้นเ็า เฉียบลึก ราวกับสามารถมองทะลุจิตใจ
เธอรีบเบือนหน้าหลบโดยไม่ลังเล ทำทีเป็ไม่สนใจราวกับไม่รู้จักเขา ก่อนจะดึงแขนไป๋อวี้เชียนเบา ๆ แล้วพาเดินเลี่ยงไปนั่งยังอีกมุมของโรงน้ำชา
เซี่ยหย่งจินที่หันตามสายตาของหลี่เฟยหลงเมื่อครู่ ก็พลันเห็นน้องสาวยืนอยู่กับสหายพอดี
“อ้าว… ซินเอ๋อร์มาแล้วหรือ?” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงความอ่อนโยน “รอข้าคุยธุระกับท่านอ๋องสักครู่ แล้วค่อยกลับพร้อมกัน”
“เ้าค่ะ”
ซินดี้ตอบรับเบา ๆ พลางก้มหน้าหลบสายตาคมเฉียบของชายหนุ่มผู้เป็แม่ทัพ ที่นั่งอยู่ตรงข้ามพี่ชายของเธอ
ไป๋อวี้เชียนเหลือบสายตาไปยังโต๊ะที่พี่หย่งจินและท่านอ๋องนั่งอยู่ ก่อนจะหันกลับมายิ้มขำ พลางกระซิบเบา ๆ
“แปลกยิ่งนัก… วันนี้เหตุใดเ้าถึงไม่รีบไปนั่งข้างท่านอ๋องเล่า? ปกติเห็นทีไรก็รีบเข้าไปทักทายเขาทุกครา หรือว่ายังน้อยพระทัยที่เขาต่อว่าเ้าในงานเลี้ยงวันนั้นอยู่กันแน่?”
ซินซินทำเป็หยิบขนมขึ้นมากัดช้า ๆ ก่อนจะตอบเสียงเบื่อหน่าย
“ข้าเหนื่อยน่ะอวี้เชียน ข้าก็แค่พยายามจะตัดใจแล้ว เ้าก็รู้ว่าเขาไม่แม้แต่จะสนใจข้า”
ไป๋อวี้เชียนเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เชื่อเต็มที่
“หืม? ตัดใจอย่างนั้นหรือ? เ้าน่ะนะ?” นางทำหน้าหลิ่วตาเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความคาดคั้นขำ ๆ “ซินซินที่ข้ารู้จัก ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เช่นนี้หรอก!”
ซินซินแสร้งหัวเราะแห้ง ๆ พลางโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “เ้าก็พูดเกินไป คนเราย่อมต้องเปลี่ยนบ้าง ข้าเพียงแค่รู้สึกเหนื่อยกับการต้องตามตื๊อเขาก็เท่านั้น”
ในใจเธอกลับเอ่ยกับตนเองอย่างเหนื่อยหน่าย
‘ถ้าเป็เมื่อก่อน เ้าคงหน้าด้านตามเขาอย่างไม่รู้จักอายฟ้าอายดินแล้วกระมัง… ซินซิน’
แต่เธอไม่ใช่ซินซินคนนั้นอีกต่อไป อย่างน้อยเธอจะไม่ทำตัวเป็คุณหนูไร้สติที่เอาแต่ไล่ตามผู้ชายโดยไม่ลืมหูลืมตาอีกแล้ว
เห็นเพื่อนยังคงจ้องมาอย่างจับผิด ซินซินจึงรีบเปลี่ยนเื่เสียก่อน
“ว่าแต่เ้าเถอะ อวี้เชียน ่นี้เป็อย่างไรบ้าง? ข้าไม่ได้เจอเ้าตั้งหลายวัน”
ไป๋อวี้เชียนยิ้มขำพลางถอนหายใจเบา ๆ “ข้าก็วุ่น ๆ อยู่กับการทำกิจการใหม่นั่นแหละ แล้วยังมัวแต่เป็ห่วงเ้าด้วยอีกคน แต่พอได้ยินว่าเ้าฟื้น ข้าก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่ง”
ระหว่างที่นั่งจิบชาและลิ้มขนม ซินดี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะลอบมองหลี่เฟยหลงเป็ระยะ เขายังคงสนทนาอย่างสุขุมกับพี่ชายของนาง สีหน้าเคร่งขรึม ท่วงท่าหยิ่งสงบเฉกเช่นขุนศึกผู้สูงศักดิ์ รัศมีแห่งอำนาจที่แผ่ซ่านออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ทำให้แม้แต่หญิงสาวโต๊ะข้าง ๆ ยังลอบมองเขาด้วยสายตาเคลิบเคลิ้ม
‘ให้ตายเถอะ หน้าตาอย่างกับหลุดมาจากเทพนิยาย ฐานะก็สูงส่งเหนือใคร ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมซินซินคนเดิมถึงตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้น’
แต่สำหรับเธอแล้ว เขาเป็เพียงคนแปลกหน้าที่ข้ามภพมาเจอกันเท่านั้น
“น้องข้านี่ช่างเปลี่ยนไปจริง ๆ ั้แ่ฟื้นขึ้นมา ไม่แม้แต่จะเอ่ยถึงท่านเหมือนแต่ก่อน ข้ายังอดแปลกใจไม่ได้” เซี่ยหย่งจินเอ่ยขึ้นพลางเหลือบมองน้องสาวที่นั่งอยู่อีกมุม
หลี่เฟยหลงที่จิบชาเงียบ ๆ อยู่ข้างเขา วางถ้วยลงอย่างแช่มช้า สายตาคมเหลือบมองร่างบางของหญิงสาวที่กำลังหัวเราะเบา ๆ กับเพื่อนสนิท ราวกับเขาเป็เพียงอากาศธาตุ มิได้อยู่ในสายตานางอีกต่อไป
“จะเปลี่ยนหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่นาง” น้ำเสียงเย็นสงบเอ่ยออกมาเรียบเรื่อย “ข้าไม่เคยใส่ใจ”
‘เปลี่ยนไป หรือแค่แสร้งทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ?’
เขาคิดในใจ แต่ใบหน้ายังคงเรียบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใด ต่อให้นางจะเปลี่ยนไปเพียงใด ก็หาใช่เื่สำคัญที่เขาจำต้องใส่ใจให้มากความ
สำหรับเขา เซี่ยซินซิน ก็เป็เพียงน้องสาวของเซี่ยหย่งจิน สหายสนิทของเขาเท่านั้น แม้นางจะวิ่งวุ่นตามติดเขา ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขาเหลียวแล เขาก็ยังเลือกจะเมินเฉยและเ็าใส่ทุกครั้ง เขาคิดเพียงว่า หากเมินนางไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งนางคงเหนื่อยหน่ายและเลิกราไปเอง