เสียงฝนเมื่อคืนเงียบลง
เหลือเพียงกลิ่นดินชื้นที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ แสงแดดอ่อนลอดผ่านผ้าม่านสีครีม ส่องลงมาบนพื้นไม้เก่าที่สะท้อนเงาไหว ๆ ทุกอย่างในบ้านนิ่ง จนได้ยินเสียงนาฬิกาเดินทีละวินาที
มายด์ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น กลิ่นกายของเดียร์ยังคงติดอยู่ในอากาศ ความอุ่นอ่อนๆ และละมุน จนทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อความเร่าร้อน เมื่อคืนวนเวียนเข้ามาในความทรงจำที่ชัดขึ้น
ร่างบางขยับตัวเบา ๆ จนรู้สึกถึงความปวดเหมือนอย่างยืนยันเื่ราว เขาหันไปมองคนข้าง ๆ เดียร์นอนหลับพาดแขนให้เขาหนุ่มแทนหมอน ใบหน้านิ่งสงบในแสงเช้า เส้นผมดำเงาสะท้อนแสง เหมือนเศษแก้ว
มายด์มองภาพนั้นอยู่นาน ทั้งอบอุ่นและสับสน สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนยังวนในหัว เขาไม่รู้ว่าควรเรียกมันว่าอะไร
เสียงลมอ่อน ๆ พัดผ้าม่านขยับเบา ๆ
สายตาเขาเหลือบไปเห็น ไดอารี่ปกหนังสีดำ ที่ถูกวางไว้บนโต๊ะข้างเตียง มันเปิดอยู่เอง ทั้งที่เมื่อคืนไม่มีใครแตะ มายด์ขมวดคิ้ว ก่อนเอื้อมมือไปพลิกดู
หน้ากระดาษแผ่นใหม่เปียกชื้นนิด ๆ ราวกับมีคนเพิ่งจับมัน ตัวหนังสือบรรจงเขียนด้วยหมึกสีดำ เรียบ แต่หนักแน่น
“ฉันเห็นพวกเธอ... เหมือนตอนเขากับฉันยังอยู่”
หัวใจมายด์หยุดเต้นชั่วขณะ เขาเหลือบตาขึ้นมองรอบห้องอีกครั้ง ไม่มีใครนอกจากเขาและเดียร์
มายด์ตัดสินใจลงมาที่ห้องใต้บันไดอีกครั้ง ความคาใจจากสิ่งที่เห็นในไดอารี่ยังไม่คลาย เสียงพื้นไม้ลั่นเบา ๆ ทุกย่างก้าวทำให้บรรยากาศยิ่งเงียบผิดปกติ
ประตูห้องเก็บของแง้มไว้นิด ๆ เหมือนมีใครเปิดค้างอยู่ เขาเอื้อมมือไปผลักเบา ๆ —แอ๊ดด...
กลิ่นฝุ่นผสมกลิ่นผ้าเก่าลอยออกมาทันที บนโต๊ะข้างจักรเย็บผ้า มีเศษด้ายสีแดงกระจายเต็มไปหมด เส้นด้ายบางเส้นพันกันยุ่ง ขาดเป็ท่อน ๆ
แสงแดดยามเช้าทาบผ่านบานหน้าต่าง สะท้อนกระจกเงาข้างผนัง จนเกิดเงาแปลก ๆ ขึ้นในห้องในเงานั้น มายด์เห็นผู้หญิงคนหนึ่ง นั่งอยู่ตรงจักรเย็บผ้า ผมยาวคลอไหล่ ใบหน้าก้มต่ำ
เธอสวมชุดลายดอกซีด ๆ ที่เหมือนกับในรูปถ่ายเก่าๆ ที่เจอวันก่อน หัวใจเขาเต้นแรง จนแทบหลุดจากนอกอก มือเรียวสั่นระริก
ขณะเอื้อมไปหยิบรูปถ่ายเก่าบนโต๊ะขึ้นมา เขาเลื่อนภาพในมือนั้นไปเทียบกับจักรเย็บผ้าเครื่องจริงตรงหน้า ทุกอย่างตรงกันหมด...แม้แต่ตำหนิบนโต๊ะไม้
เขาไล่สายตากลับไปมองภาพอีกครั้ง แล้วชะงัก เมื่อในรูปนั้น หญิงสาววัยกลางคน ที่ควรจะก้มหน้า แต่กลับค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาในรูปสบกับเขาผ่านกระจกตรงหน้า ริมฝีปากเธอยกขึ้น เป็รอยยิ้ม
“อ๊ากกกกกกกก!!”
มายด์เสียงกรีดร้องดังสะท้อนไปทั่วบ้าน จนทำให้เดียร์สะดุ้งตื่นรีบลุกขึ้นจากเตียงนอนทันที
“มายด์!!”
เขารีบคว้าผ้าเช็ดตัวมานุ่งพลางวิ่งลงบันได แทบพรวดลงมา เสียงฝีเท้าหนักกระแทกพื้นไม้ถี่ ๆ
“มายด์ คุณอยู่ไหน!?”
ทันทีที่เขาเปิดประตูห้องใต้บันไดออก กลิ่นฝุ่นผสมกลิ่นน้ำหอมเก่าลอยกระทบหน้า แต่ในห้องกลับว่างเปล่า
มีเพียงจักรเย็บผ้าเครื่องนั้น กับรูปถ่ายเก่า ๆ ที่ตกอยู่บนพื้นใบหน้าของหญิงสาวในรูปเปื้อนคราบน้ำตาและรอยยิ้มของเธอ... จางหายไปแล้ว
“อ๊ะ...ฉะ...ฉันเห็นจิ้งจก!”
มายด์ยืนหน้าตาตื่น ๆ อยู่ที่มุมครัว ไม่รู้ว่าเดินออกมาจากห้องเก็บของั้แ่ตอนไหน ขณะที่เดียร์ที่เพิ่งวิ่งตามลงมาได้ยินถึงกับชะงัก เขาหายใจหอบ ก่อนหัวเราะเบา ๆ อย่างโล่งใจ
“เฮ้อ...เล่นซะตกใหมดเลย”
“อ่า..แฮๆ” มายด์ยิ้มเขินๆ อย่างปกปิดอะไรบางอย่าง
ความเงียบปกคลุมบ้านอยู่ชั่วขณะ ทั้งสองสบตากันโดยไม่ตั้งใจ ความทรงจำของคืนแล่นกลับเข้ามาในหัวของทั้งคู่
บรรยากาศระหว่างพวกเขาเปลี่ยนไปในพริบตา เดียร์ที่เพิ่งรู้ตัวว่าตนยังมีเพียงผ้าเช็ดตัวพันเอวอยู่ เขาพูดตะกุกตะกัก
“ผะ...ผมไป เอ่อ...ไปอาบน้ำก่อนนะ”
มายด์เม้มปากกลั้นยิ้ม แววตาสั่นไหวเล็กน้อย “อื้อ...” เขาตอบสั้น ๆ แต่แก้มกลับขึ้นสีแดงร้อนผ่าว
เมื่อสายตาเผลอไล่มอง ไปเห็นร่องรอยแดงสีทั้งเข้มและจางๆ ที่แผ่นอกของเดียร์ ที่เกิดจากฝีมือของเขา ที่ทำเอาไว้เมื่อคืนที่ผ่านมา
เสียงนกร้องรับแสงแดดยามสาย แต่บรรยากาศในบ้านกลับอึดอัด หนักแน่น เหมือนมีบางสิ่งคอยกดทับอยู่ในความเงียบ
หลังอาบน้ำเสร็จ เดียร์เดินวนหามายด์ทั่วบ้าน แต่ไม่เห็นแม้เงา จนสายตาเขาเหลือบไปเห็น ประตูหลังบ้าน ที่แง้มเปิดออกเล็กน้อย
ลมเย็นจากภายนอกพัดกลิ่นฝนชื้นเข้ามาแตะจมูก พร้อมเสียงบางอย่างแ่ ๆ แทรกมากับสายลม เสียงจักรเย็บผ้า... “กึก... กึก... กึก...”
เดียร์ชะงัก เขาก้าวช้า ๆ ออกไปทางหลังบ้านแสงแดดยามสายลอดผ่านกิ่งมะม่วงใหญ่ และใต้ต้นนั้น มีมายด์ยืนนิ่งอยู่กลางลานหญ้าสีเขียว ใบหน้าไร้อารมณ์ ดวงตาเหม่อมองพื้นเหมือนถูกสะกด
“มายด์...” ไม่มีเสียงตอบ
“มายด์!” เสียงเรียกดังขึ้นอีกครั้ง แต่ยังคงเงียบ
เดียร์รีบเข้าไปคว้าแขนอีกฝ่ายไว้ ผิวของมายด์เย็นเฉียบ ราวกับยืนตากฝนมาทั้งคืน
“เกิดอะไรขึ้น คุณมาทำอะไรที่นี่?”
มายด์ค่อย ๆ หันหน้ากลับมาช้า ๆ ในดวงตานั้นมีบางอย่างขุ่นมัวราวกับหมอก
“เขา... เขาอยู่ตรงนี้...” เสียงแ่จนแทบกลืนหายไปกับสายลม
“ใคร?”
“ผู้หญิงคนนั้น...”
ลมแรงพัดใบมะม่วงปลิวเกลื่อนทั่วลาน แล้วเสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากใต้พื้น เสียงเหมือน ตอกตะปู หรือ ทุบปูน ตึก... ตึก... ตึก...
เดียร์กับมายด์สบตากันหัวใจทั้งคู่เต้นแรง จนแทบได้ยิน มายด์พึมพำเบา ๆ ราวกับละเมอ
“ไดอารี่... ผู้หญิง... ครอบครัว... เย็บผ้า... รอ...”
“อะไรนะครับ?”
เดียร์ขมวดคิ้วแน่น เขาเริ่มรู้สึกหนาวเย็นวูบในอก มายด์ไม่ตอบ เพียงมองพื้นตรงหน้าด้วยสายตาเหม่อ แต่คำพูดที่หลุดออกจากปากเขาเมื่อครู่...เหมือนร้อยเรียงคำ ที่ได้ยินมาจากเสียงของใครบางคนในหัว
เดียร์มองรอบบ้านอีกครั้ง เขาเริ่มแน่ใจว่า บ้านหลังนี้...ไม่ได้มีพวกเขาอยู่แค่สองคน ราวกับมีสายตาของใครบางคน กำลังจ้องมองเขากับมายด์อยู่
ฝนเมื่อคืนทำให้พื้นหน้าบ้านยังคงเปียกชื้น สายลมอ่อน ๆ พัดกลิ่นดินเข้ามาปะปนกับกลิ่นผ้าชื้นจากในบ้าน เดียร์กับมายด์ยืนมองกันอยู่นาน ก่อนที่เดียร์จะเป็ฝ่ายพูดขึ้นก่อน
“เราต้องคุยกับเ้าของบ้าน...”
“เจ้นวลเหรอ?”
“ใช่..บางทีสิ่งที่เราได้ยิน อะไรที่เกิดขึ้น มันอาจมีอะไรมากกว่านั้น”
มายด์พยักหน้าเบา ๆ แม้ใจยังหวั่นๆ ไม่อยากจะฟังเื่พวกนั้น แต่ความอยากรู้ก็มีมากกว่า
่บ่าย ทั้งสองไปยังร้านขายของชำท้ายซอย ร้านไม้เล็ก ๆ ที่มีกลิ่นกาแฟโบราณกับน้ำตาลไม้ลอยอยู่ในอากาศ เจ้นวลยืนหลังเคาน์เตอร์ มือถือพัดลมตัวเล็กโบกหน้า
“อ้าวคุณเดียร์ คุณมายด์ ไปไหนกันจ๊ะ?”
หญิงวัยห้าสิบกว่า ในเสื้อลายดอกยิ้มให้ แต่รอยยิ้มนั้นไม่ถึงเสี้ยวนาทีก็พับลง เหมือนเธอรู้ดี อยู่แล้วว่าทั้งคู่มาหาเธอด้วยเหตุใด ทั้งสองยกมือไหว้
“ผมมีเื่อยากจะถาม เกี่ยวกับคนที่เคยเช่าบ้านหลังนั้น”
ทันทีที่คำนั้นหลุดออกมาจากปากของเดียร์ รอยยิ้มของเจ้นวลชะงัก เธอก้มหน้าช้า ๆ แล้วเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจิบ
“พวกเธอ... ได้ยินอะไรหรือเห็นอะไรเข้าแล้วสิ”
เสียงของเธอเรียบ แต่ในนั้นมีบางอย่างสั่นไหว
“เห็น... รูปผู้หญิงกับจักรเย็บผ้า แล้วก็เสียงแปลก ๆ ทุกคืน”
มายด์พูดเสียงแ่ เจ้นวลวางแก้วน้ำลง ก่อนถอนหายใจ
“ตอนนั้นบ้านหลังนั้นมีครอบครัวหนึ่งเช่าอยู่ ผู้หญิงเป็ช่างเย็บผ้า สามีเป็ช่างก่อสร้าง มีลูกสองคนชายหญิง อายุแค่สิบขวบกับแปดขวบ”
เธอเว้นจังหวะ ราวกับกำลังเลือกคำพูด
“อยู่ดี ๆ ก็หายไปทั้งบ้าน ตอนเช้าวันหนึ่ง ไม่มีใครเปิดประตู ไม่มีเสียงจักรเย็บผ้า ไม่มีเด็กวิ่งเล่น... แต่แปลกนะ—”
เธอเงยหน้าขึ้นมาช้า ๆ ดวงตาที่เคยอบอุ่นกลับนิ่งจนน่ากลัว
“ก่อนจะหายไป ผู้ชายมาจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าถึงสามเดือน หลังจากนั้นก็ไม่กลับมาอีกเลย แต่บางคนก็บอกว่า ผู้ชายกลับมาตอนตีสอง และชอบกดกริ่งหน้าบ้าน”
มายด์ขนลุกซู่ทันที
“พวกเขา..อาจไปอยู่ที่อื่นแต่ทำไมต้องกดกริ่ง เพราะไม่มีใครอยู่ในบ้านแล้ว...ไม่ใช่เหรอครับ”
เจ้นวลพยักหน้าเบา ๆ
“ใช่จ้ะ..”
เสียงในร้านเงียบกริบ แม้แต่เสียงพัดลมก็เหมือนหยุดหมุน เดียร์ถามต่อด้วยเสียงเรียบ
“แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ?”เจ้นวลมองทั้งคู่ช้า ๆ
“หลังจากนั้น... ก็ไม่มีใครเห็นพวกเขาอีกเลย”
“แต่ทุกหน้าฝนแบบนี้ จะมีคนได้ยินเสียงจักรเย็บผ้า ดังจากในบ้านนั้น” เธอยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อที่ขมับ
“คนที่มาเช่าก่อนหน้า หลายครอบครัวอยู่ได้ไม่ถึงเดือน ก็ไป เจ้ก็เลย..ลองหาคนโสดมาเช่าดู เผื่อจะดีขึ้น..เฮ้อ!”
คำพูดสุดท้ายของเจ้นวลเบา จนแทบเป็กระซิบ แต่ดังก้องอยู่ในหัวของมายด์และเดียร์
ทั้งคู่กลับมาถึงบ้านในเวลาใกล้เย็น ท้องฟ้าถูกเมฆฝนบดบังอีกครั้ง เดียร์จอดหน้าบ้าน ก่อนหันไปสบตากับมายด์
“คุณเชื่อไหม ว่าเธอยังอยู่ที่นี่?”
“ไม่รู้สิ!... แต่เธอกำลัง ‘รอ’ ใครบางคนอย่างแน่นอน”
เสียง “กึก...กึก...” ดังขึ้นอีกครั้งจากห้องใต้บันได คราวนี้ไม่ใช่แค่เสียงจักรเพียงอย่างเดียว แต่มีเสียงหัวเราะของเด็กสองคนแทรกขึ้นมาด้วย
..........................................