…บทนำ…
“ว่ากันว่า ถ้าเรากลับไปยังสถานที่ในอดีตในเวลาเที่ยงคืน นึกถึงเื่ในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ณ สถานที่นั้น เราก็จะสามารถย้อนกลับไปยังอดีตนั้นได้หนึ่งวัน” อ่านจบเด็กสาวในชุดนักศึกษาก็นั่งเพ้อมโนว่าตนกำลังย้อนกลับไปยังอดีตอันสนุกสนาน
“งมงาย” เสียงเอ่ยขัดทำให้เด็กสาวต้องตื่นจากห้วงมโน แล้วส่งค้อนโต ๆ ให้กับเพื่อนสาว
“ฉันไม่ได้งมงายนะ แค่อ่านตามหนังสือ”
“หรอ”
“จะว่าไปหนังสือเล่มนี้ก็ดูเก่าพอตัวเลยนะ อักขระขอมที่เขียนอยู่ตรงสันและตัวหนังสือไทยโบราณตรงหลังปกก็ช่วยขลับให้หนังสือเล่มนี้ดูขลังมากยิ่งขึ้น…..หรือฉันควรเชื่อและลองไปทำตามในหนังสือนี้ดูดี” เด็กสาวเอ่ยพึมพำพลางใช้มือลูบไปบนปกหนังสือ
“ตื่นค่ะคุณเพื่อน นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว ไอ้เื่ย้อนอะดงย้อนอดีตน่ะวิทยาศาสตร์เขาพิสูจน์แล้วว่ามันเป็ไปไม่ได้”
“ก็ไม่แน่ ฉันอาจจะเป็คนแรกที่สามารถย้อนกลับไปยังอดีตได้ก็ได้” เอ่ยพูดแล้วยกหนังสือขึ้นมากอด ตาลอยเข้าสู่ห้วงมโนอีกครั้ง
“พอเลย ๆ แกรีบเอาหนังสือบ้า ๆ นี่ไปเก็บเข้าชั้นเลยนะ ฉันหิวจะแย่อยู่แล้ว” ฉันพูดพร้อมกับปิดโน๊ตบุ๊คที่เพิ่งทำงานเสร็จลง
“โอเค ๆ”
“แกนี่มันจริง ๆ เลย ไปอ่านหนังสืออย่างนั้นได้ยังไงกัน ไร้สาระจริง ๆ” ฉันยังบ่นไม่หยุดจนกระทั่งเราทั้งคู่เดินออกจากห้องสมุดไป
ที่ชั้นวางหนังสือเกิดแสงสว่างขึ้นแวบหนึ่งก่อนจะหายไปพร้อมกับหนังสือเล่มนั้นก็หายไปด้วย
“นี่พิ้งค์ปีนี้แกจะไปงานเลี้ยงโรงเรียนป้ะ” น้ำหวานถามขณะทั้งสองกำลังนั่งทานอาหารอยู่ในร้านอาหาร
“งานราตรีธรรมจิตน่ะหรอ?”
(โรงเรียนที่ทั้งคู่จบมามีชื่อว่า โรงเรียนผดุงธรรมจิตตรังวิทยา งานเลี้ยงประจำปีจึงชื่อว่า ราตรีธรรมจิต)
“ใช่ พวกมายมันทักมาชวนน่ะ”
“อ๋อ ฉันก็ได้รับบัตรเชิญเหมือนกัน”
“บัตรเชิญ? ทำไมฉันไม่ได้อะ”
“ไม่รู้สิ นี่ไงบัตรเชิญ ส่งมาเมื่อวานน่ะ” ฉันส่งบัตรเชิญให้กับน้ำหวานดู
‘เรียนคุณชมภา วาสนา (ประธานนักเรียนรุ่นที่ 21)
ทางโรงเรียนผดุงธรรมจิตตรังวิทยาได้กำหนดวันจัดงานราตรีธรรมจิตขึ้นในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 จึงจะขอเชิญคุณชมภา วาสนา ประธานนักเรียนรุ่นที่ 21 มาร่วมงานในวันดังกล่าว
ประธานนักเรียนโรงเรียนผดุงธรรมจิตตรังวิทยา รุ่นที่ 26’
“หุยดีอะแก ได้รับเชิญโดยตรงเลย อยากได้บัตรเชิญบ้างจัง” น้ำหวานพูดหลังจากอ่านบัตรเชิญจบแล้ว
“อยากได้ก็เอาไปสิ ฉันได้ทุกปีจนเริ่มรู้สึกรำคาญแล้ว”
“ไม่เอาหรอก ในนี้ไม่ได้เขียนเชิญฉันสักหน่อย จะว่าไปฉันก็ลืมไปเลยว่าแกเคยเป็ประธานนักเรียนน่ะ แถมยังเป็ถึงสองสมัยซ้อนด้วย ตอนนั้นเราสองคนยังไม่ได้เป็เพื่อนกันนี่ใช่ป้ะ ว่าแต่่เวลานั้นเป็ยังไงบ้าง”
“มันก็เป็แค่่เวลาหนึ่งที่ฉันต้องทำงานหนักทั้งวันทั้งคืนก็แค่นั้น”
“เ็าจังเลยนะ เอ……ถ้าจำไม่ผิดฉายาแกตอนนั้นคืออะไรนะ ประธานจอมโหด…ประธานนางฟ้า…ประธานเผด็จการ ใช่ ๆ ประธานเผด็จการ”
“หรอ ฉันก็เพิ่งรู้วันนี้นี่เองว่าตัวเองมีฉายากับเขาด้วย”
“รู้สึกเหมือนตอนนั้นแกจะดูแลโรงเรียนทั้งหมดเลยนี่ ได้ยินว่าแม้แต่อาจารย์หรือ ผ.อ. ยังต้องเกรงใจแก”
“ฉันก็แค่พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่านั้น”
“แอบได้ยินมาด้วยนะว่าเวลาที่มีการประชุม แกจะไม่ฟังความคิดใครเลยแม้กระทั่ง ผ.อ.”
เคร๊ง! ฉันวางช้อนลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองน้ำหวาน
“มันไม่ใช่ว่าฉันไม่ฟังใครนะแก แต่แกเข้าใจป้ะว่าก่อนที่จะมีการประชุมทุกครั้งน่ะ ฉันจะให้ทุกคนกลับไปคิดถึงปัญหาที่มีในโรงเรียนในสัปดาห์นั้น ๆ มา พร้อมทั้งวิธีแก้ปัญหาและสาเหตุของปัญหานั้น ๆ มาด้วย แต่พอถึงเวลาประชุมทุกคนกลับมีแต่ปัญหามาเถียงกันในห้อง แต่กลับไม่เคยมีใครเสนอวิธีแก้เลย แล้วแกรู้มั้ยว่า่แรก ๆ ที่ฉันเพิ่งได้เป็ประธานนักเรียนน่ะเวลาประชุมมันยุ่งวุ่นวายขนาดไหน สุดท้ายฉันเลยต้องจัดการทุกอย่างเอง ทั้งหาปัญหา วิธีแก้ แม้กระทั่งบัญชีโรงเรียนฉันยังต้องทำเองเลย” ฉันอธิบายยาวเหยียด
“ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าภายใต้ความเผด็จการของแกจะมีเื่แบบนี้ซ่อนอยู่ด้วย แต่ฉันจำได้นะว่า่สองสมัยที่แกเป็ประธานนักเรียนน่ะโรงเรียนเรามีชื่อเสียงมาก ถึงขั้นติดท็อปอันดับหนึ่งในโรงเรียนที่น่าเรียนที่สุดในเด็กดีเลย”
“ขนาดฉันทำให้โรงเรียนมีชื่อเสียงแบบสุด ๆ นักเรียนและครูต่างชื่นชม แต่พวกสภานักเรียนกลับเกลียดฉันเข้าใส้”
“เคยได้ยินเหมือนกัน แต่อย่าได้แคร์ ปีนี้ไปงานราตรีธรรมจิตด้วยกันนะ”
“ไม่ไปอะ มีงานต้องทำเยอะ” พูดพร้อมกับเปิดโน๊ตบุ๊คขึ้นมาหวังจะทำงานต่อ
“หยุดทำงานสักวันสองวันคะแนนแกไม่ตกหรอกนะ” น้ำหวานพูดพร้อมกับยื่นมือมากดปิดจอโน๊ตบุ๊คลง
“ไป ๆ ไปหาชุดสวย ๆ กัน ยังไงปีนี้ฉันก็จะต้องลากแกไปด้วยให้ได้” น้ำหวานพูดก่อนจะวางเงินค่าอาหารไว้บนโต๊ะแล้วจับจูงมือฉันเดินออกจากร้านไปด้วยท่าทีตื่นเต้น
สิบวันต่อมา
รถหรูหลายคันขับเวียนมาจอดหน้าประตูโรงเรียนผดุงธรรมจิตตรังวิทยาไม่ขาดสาย
“โรงเรียนยังเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนเลยโน๊ะ” น้ำหวานพูด แล้วมองประตูโรงเรียนที่แสนจะคิดถึง (หรือเปล่า)
วันนี้น้ำหวานมาในชุดเดรสสีส้มยาวลากพื้น คลุมเสื้อคลุมบาง ๆ ปกปิดไหล่ขาวมน
“อืม เก่ายังไงก็ยังเก่าอยู่อย่างนั้น”
วันนี้ฉันมาในชุดเดรสขาวสะอาดตารัดรูปเปิดหลังเซ็กซี่
เพื่อมางานวันนี้ทั้งสองถึงกับต้องเข้าร้านวัดตัวตัดชุดใหม่กันเลยทีเดียว เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ของที่นี่ไม่ว่าจะเป็ศิษย์เก่าศิษย์ใหม่หรือศิษย์ปัจจุบันล้วนแต่เป็ลูกหลานคนมีกะตังค์กันทั้งนั้น ฉะนั้นพวกฉันจึงต้องแต่งตัวมาเต็มยศเพื่อไม่ให้น้อยหน้าใคร
“เฮ้ยนี่ใครกันเนี่ย สวยจนจำไม่ได้เลย” ทันทีที่ทั้งคู่เดินเข้ามานั่งที่โต๊ะของรุ่น น้ำหวานก็ถูกเพื่อนชายสมัยเรียนแซวทันที ก่อนทุกคนจะหันมาทักทายฉันตามมารยาท
ฉันยิ้มบาง ๆ ให้กับพวกเขา ก็ไม่แปลกที่ทุกคนจะไม่กล้าหยอกล้อหรือพูดคุยกับฉันอย่างสนิทสนม เพราะสมัยเรียนนั้นฉันเอาแต่ทำงานให้กับโรงเรียนจนไม่มีเวลาไปสุงสิงกับใคร พูดง่ายๆ ก็คือไม่มีเพื่อนนั่นเอง อีกทั้งนิสัยเด็ดขาดตรงไปตรงมา และยังเป็เด็กกิจกรรมเป็นักเรียนที่รักของครู ๆ ด้วยแล้วยิ่งทำให้เพื่อนรุ่นเดียวกันรู้สึกอิจฉาและเกลียดอยู่มากพอสมควร
“พิ้งค์ พิ้งค์ใช่มั้ยลูก” อาจารย์ท่านหนึ่งเดินเข้ามาทักฉัน
“สวัสดีค่ะครูเพ็ญ หนูพิ้งค์เองค่ะ” ฉันยกมือไหว้ครูเพ็ญ ก่อนจะถูกครูดึงเข้าไปกอดด้วยความคิดถึง
“ทำไมั้แ่จบไปหนูถึงไม่เคยกลับมาเยี่ยมโรงเรียนบ้างเลยล่ะลูก พวกครูคิดถึงหนูมาก ๆ เลยรู้มั้ย”
“ขอโทษค่ะครูพอดีมหาลัยเรียนหนักไปหน่อยน่ะค่ะจึงไม่มีเวลากลับมาเยี่ยมโรงเรียนเลย”
“งั้นหรอ ไปนั่งกับพวกครูมั้ย มีเื่อยากคุยเยอะแยะเลย” ครูเพ็ญชวน
“เอ่อ….” ฉันมองไปยังน้ำหวานสลับกับครูอย่างรู้สึกอึดอัด
“แหมครูเพ็ญขา ตอนยัยพิ้งค์ยังเรียนอยู่พวกครูก็เอาแต่ยึดตัวยัยพิ้งค์ไว้ ไม่ปล่อยให้ได้มีเวลาใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนเลย แล้วนี่ยัยพิ้งค์เรียนจบไปแล้ว ไม่ได้เป็ประธานนักเรียนแล้ว ครูก็ยังจะยึดตัวยัยพิ้งค์ไว้อีกหรอคะ ปล่อยมันมาอยู่กับเพื่อนบ้างเถอะค่ะ” น้ำหวานเข้ามากอดแขนฉันแล้วพูดทีเล่นทีจริง
“จ้า ก็ได้จ้าแม่น้ำหวาน…. งั้นครูขอตัวก่อนนะ ถ้ายังไงก็แวะไปที่โต๊ะพวกครูบ้างนะ ครูทุกคนคิดถึงหนู”
“ค่ะครู” ฉันตอบอย่างรู้สึกโล่งใจ แล้วรอจนครูเพ็ญเดินจากไปแล้วจึงหันไปขอบคุณน้ำหวาน
“ไม่เป็ไรแก นั่งเหอะเมื่อยแล้ว”
ฉันพยักหน้าแล้วนั่งลง รอยยิ้มดีใจผุดขึ้นมาบนใบหน้า รู้สึกตื่นเต้นยังไงไม่รู้ นี่เป็ครั้งแรกเลยที่ฉันได้มานั่งพูดคุยกินเลี้ยงกับเพื่อน ๆ
“สวัสดีทุกคน” เพื่อนที่เพิ่งมาถึงเอ่ยทักทายทุกคนอย่างร่าเริง ก่อนจะหุบยิ้มแล้วเอ่ยทักฉันด้วยน้ำเสียงเกร็ง ๆ
“สวัสดีพิ้งค์ สบายดีนะ”
“สบายดีจ้า” ฉันตอบแล้วพยายามยิ้มส่งไปให้
เพื่อนคนนั้นยิ้มบาง ๆ ให้กับฉันก่อนจะหันไปซุบซิบกับเพื่อนข้าง ๆ
“ทำไมยัยนี่มานั่งโต๊ะเดียวกับเราวะ”
“ไม่รู้สิ น้ำหวานเป็คนพามา”
“ยัยหวานมันคิดอะไรอยู่วะเนี่ย นั่งกับยัยนี่รู้สึกอึดอัดจะตาย”
“ใช่ ฉันรู้สึกอึดอัดมากกกกกก” สองสาวพากันหัวเราะอย่างชอบใจ
ฉันกำมือแน่น พวกนางคงคิดสิว่าการคุยซุบซิบเสียงเบานี้ฉันจะไม่ได้ยิน แต่หารู้ไม่ว่าฉันนั้นหูดียิ่งกว่าอะไร ดีจนได้ยินแม้เสียงใจเต้นของพวกเธอเลยล่ะ
ถึงกระนั้นฉันก็ยังยิ้มบาง ๆ แม้โต๊ะเราจะพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะดังที่สุดในงาน แต่กลับไม่มีใครหันมาคุยกับฉันเลยนอกจากหวาน ฉันเหมือนกับคนไร้ตัวตน แต่ฉันก็ยังคงใบหน้ายิ้มบาง ๆ อยู่ แม้ในใจจะรู้สึกอึดอัดจนแทบจะะเิออกมาอยู่แล้วก็ตาม
งานเลี้ยงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนมาถึง่เกือบสุดท้ายของงาน คือ่ผ่อนคลาย
“ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะแก” ฉันหันไปบอกหวาน ฉันรู้สึกอึดอัดมาก มากจนไม่อยากนั่งอยู่ตรงนี้อีกแม้สักนาทีเดียว
“ให้ไปด้วยมั้ย”
“ไม่เป็ไร แกคุยกับเพื่อนต่อเถอะ ฉันไปเองได้”
“โอเค เออนี่ อย่าเข้าห้องน้ำนานล่ะ อีกเดี๋ยวเขาจะจุดพลุปิดงานแล้ว”
“โอเค ๆ”
ฉันเดินออกมาเข้าห้องน้ำที่ตึกห้า ซึ่งอยู่ด้านหลังของงานเลี้ยง
ปึก! ฉันที่เอาแต่เหม่อลอยเดินชนเข้ากับใครสักคนหนึ่ง
“ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็ไรครับ อ๊ะ รุ่นพี่” ผู้ชายที่ฉันเพิ่งจะเดินชนเอ่ยพูดก่อนจะยิ้มดีใจ
ยิ้มดีใจ?
“ผมเองครับรุ่นพี่ โต๊สไงครับ”
“โต๊ส?”
“เสียใจนะเนี่ยรุ่นพี่จำผมไม่ได้”
“ขอโทษด้วยนะคะที่จำไม่ได้จริง ๆ”
“จริงจังป้ะเนี่ย นี่รุ่นพี่จำผมไม่ได้จริง ๆ หรอ” เขาทำหน้าเสียใจจนเหมือนจะร้องไห้
“น้องคงเป็รุ่นน้องที่เคยทำงานสภาด้วยกันสินะคะ พี่ขอโทษจริง ๆ ที่จำน้องไม่ได้ ขอตัวก่อนนะคะ” ฉันเอ่ยขอโทษอย่างจริงใจแล้วรีบเดินออกมาทันที
“เดี๋ยวสิครับรุ่นพี่!” เสียงเรียกจากด้านหลัง แต่ฉันก็ไม่ได้หยุดเดินหรือหันกลับไป
ปกติฉันจะจำคนที่เคยร่วมงานหรือคนที่เคยคุยด้วยได้แท้ๆ แต่กับน้องคนนี้ฉันกลับจำเขาไม่ได้เลย
“ประ ประธาน!!” เสียงสั่น ๆ เรียกฉันจากข้างหน้า
“เธอคือ?” ใครอีกล่ะเนี่ย
“ประธานคงจำหนูไม่ได้สินะคะ ใน่ที่ประธานดำรงตำแหน่งเป็ประธานนักเรียนอยู่ หนูเป็หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ค่ะ”
“อ่อ เธอ…”
“ขะ ขอตัวก่อนนะคะ” ฉันกำลังจะพูดต่อแต่เธอคนนั้นก็ขอตัวจากไปก่อน แล้วรีบเดินจากไปโดยเร็ว
“ผ่านไปตั้งหลายปีแล้วแท้ ๆ แต่กลับไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด น่ากลัวสุด ๆ”
ฉันเม้มปากฝืนยิ้ม ฉันไม่น่ามางานเลี้ยงนี่เลยจริง ๆ เพื่อน ๆ ก็ไม่มีใครอยากคุยด้วย รุ่นน้องก็กลัว ตอนนี้ใจฉันสั่นไปหมด มันทั้งอึดอัด เสียใจ รู้สึกแย่สุด ๆ