ข่าวร้ายถูกส่งถึงวังหลวงในคืนเดียวกัน โดยม้าพันลี้ที่เป็ม้าัที่วิ่งเร็วและทนทานที่สุดโดยผู้ส่งข่าวจากด่านซีเหมิน เปลี่ยนม้าถึงสามตัวเพื่อที่จะนำสารจาก นายพลลู่มาส่งที่มือองค์จักรพรรดิ์จูเจวินตี้พระองค์ทรงประทับบัลลังก์อย่างนิ่งเงียบเป็เวลานานแววตาฉายแววความกังวลลึกซึ้งที่ไม่อาจซ่อนได้
"เรียกประชุมคณะที่ปรึกษาฉุกเฉินเดี๋ยวนี้!"พระองค์ทรงมีรับสั่งด้วยพระสุรเสียงที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
เมืองหลวงเฟิ่นหลิน เมืองที่เปล่งประกายไปด้วยทองคำและหยกสถาปัตยกรรมอันงดงามที่สูงตระหง่านผ่านผืนเมฆเป็หัวใจของอาณาจักรที่มีมานานกว่าพันปี ตลาดเต็มไปด้วยพ่อค้าจากทั่วทุกสารทิศผู้คนเดินไปมาด้วยใบหน้าสงบสุข นักปราชญ์ในเสื้อผ้าสีขาวเดินเรียงแถวไปยังหอสมุดใหญ่ทุกสิ่งทุกอย่างดูสงบเงียบและมั่นคงดุจกำแพงหยกที่ไม่เคยสั่นคลอน
แต่สำหรับแม่ทัพและผู้ที่อยู่ชายแดนแล้ว ความสงบสุขที่ยาวนานนี้เป็เพียงมายาตลอดห้าร้อยปีที่ผ่านมา อาณาจักรไม่เคยเผชิญกับมหาาที่แท้จริงการสู้รบที่เกิดขึ้นเป็เพียงการปราบฏเล็กๆ น้อยๆ หรือการต่อสู้กับโจรสลัดทำให้คนส่วนใหญ่ในเมืองหลวงลืมไปแล้วว่าความมืดมิดที่แท้จริงมีหน้าตาอย่างไร และนี่คือความสงบสุขได้กรัดกร่อนจิติญญาแห่งการต่อสู้ของรางวงศ์ออกไป
ในห้องประชุมใหญ่ที่ประดับไปด้วยผ้าไหมสีทองและเสาหินหยกสีเขียวขุนนาง 12 คนที่เป็คณะที่ปรึกษาสูงสุดของจักรพรรดิ์นั่งรอบโต๊ะใหญ่แต่ละคนต่างมีใบหน้าที่แสดงอารมณ์แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง
ขุนนางเฉินไต่ฝู ผู้เฒ่าที่มีหนวดยาวสีขาว สั่นเศียรอย่างไม่เชื่อ"ฝ่าา สิ่งที่เขียนในจดหมายนี้มันเหลือเชื่อเกินไปจอมมารและเทวบุตรจากยมโลก! สิ่งเหล่านี้เป็เพียงตำนานที่ใช้ข่มขู่เด็กๆท่านจะให้เราเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ด้วยเื่ไร้สาระเช่นนี้หรือ!"
ขุนนางหลิวเจี้ยนิ เสนาบดีการคลัง พยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว"ใช่แล้วฝ่าา หากเราส่งกำลังคนและทรัพยากรจำนวนมากไปยังด่านซีเหมินจะกระทบต่อเศรษฐกิจของอาณาจักรอย่างมหาศาล และหากภัยคุกคามนี้ไม่มีอยู่จริงใครจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น!"
แต่ ขุนนางจ้าวเหวินเบา ผู้ที่เคยเป็นักรบมาก่อนกลับมีความเห็นตรงข้าม แววตาของเขาฉายแววเคร่งขรึม "ท่านทั้งสอง!แม่ทัพลู่เส้าเทียนประจำอยู่ที่ด่านซีเหมินมานานกว่า 20 ปี ท่านไม่เคยส่งข่าวร้ายใดๆมาที่เมืองหลวงนอกจากชัยชนะที่เกิดขึ้นจากการรบครั้งนี้ท่านแม่ทัพถึงกับส่งข่าวด่วนเช่นนี้ ข้าคิดว่า กันไว้ดีกว่าแก้ควรที่จะเสริมกำลังทหารและทรัพยากรไปให้ท่านแม่ทัพเอาไว้ก่อนการเพิกเฉยต่อคำเตือนเช่นนี้คือความประมาท!"
ขุนนางหวังซูหยิน หน้าตาเ็า กล่าวอย่างเคร่งขรึม "ถ้าเป็เื่จริงการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่จะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก และหากข่าวลือแพร่ออกไปอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายได้เราต้องวางแผนให้รัดกุมเพื่อที่จะใช้โอกาสนี้ในการทดสอบกำลังทหารของเราด้วยตามที่พระองค์้าที่จะ้าให้กองทัพของเรามีการเคลื่อนไหว”
การถกเถียงเดือดขึ้นราวกับไฟสุมเมื่อขุนนางแต่ละคนต่างให้เหตุผลตามผลประโยชน์และความเชื่อของตนเองกลุ่มหนึ่งกลัวการเปลี่ยนแปลงที่จะกระทบอำนาจและฐานะของตนอีกกลุ่มหนึ่งกลัวภัยคุกคามที่เหนือจินตนาการและบางคนมองเห็นโอกาสที่จะ่ชิงอำนาจหรือสร้างชื่อเสียงจากการตัดสินใจครั้งนี้
ขณะที่ความโกลาหลเกิดขึ้นในวังหลวงข่าวก็แพร่กระจายไปยังห้าสำนักใหญ่หลักของอาณาจักรเช่นกันบรรยากาศในแต่ละสำนักต่างมีความตึงเครียดและความคิดเห็นที่หลากหลาย
สถานศึกษาจักรพรรดิ์ - ห้องประชุมอาจารย์ใหญ่
ในห้องที่เงียบสงบนั่งล้อมรอบโต๊ะไม้แกะสลักลายั เ้าสำนักเหลียงเจิ้งิผู้มีเคราขาวยาวและดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยปัญญา เงยหน้ามองใบหน้าที่เคร่งขรึมของอาจารย์ท่านอื่น
"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย" เสียงของเ้าสำนักเหลียงดังก้องในความเงียบ"จากข่าวที่ได้รับรู้มาสิ่งที่ด่านยซีเหมินส่งมาสอดคล้องกับคำทำนายที่ถูกบันทึกไว้ในหอคัมภีร์เซียนของเรา"
อาจารย์ใหญ่จางเวิ่นซู ผู้เชี่ยวชาญเื่ประวัติศาสตร์โบราณพยักหน้าอย่างหนักใจ "ข้าได้ตรวจสอบตำรับโบราณที่เก็บไว้ในหอสมุดลึกแล้ว...มีบันทึกคล้ายคลึงกันเมื่อสองพันปีที่แล้ว เื่ราวเกี่ยวกับ 'ผู้มาจากโลกอื่น' และ 'ประตูสู่นรก'แต่เป็เพียงตำนานที่ไม่มีใครเชื่อ..."
"แต่หากมันเป็จริง..." อาจารย์ใหญ่หลิวซื่อหัวผู้เชี่ยวชาญการศึกษาพลังลึกลับ มีแววตาแวววาว "นี่อาจเป็โอกาสอันยิ่งใหญ่ที่เราจะได้ศึกษาความรู้ที่สูงลิบลิ่ว!พลังที่เหนือมิติเดิมของเรา!"
เ้าสำนักเหลียงเงียบนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่"ส่งศิษย์ที่เก่งที่สุดไป นอกเหนือจากการป้องกันด่านซีเหมินจากศัตรูแล้ว แต่ต้องบันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนี้หากพวกเราไม่ไป ใครจะเป็สักขีพยานให้กับความจริง?"
สำนักหมื่นพิรุณ - ศาลาหลักใจกลางสวนดอกไม้
ใต้แสงจันทร์ที่ส่องผ่านกิ่งไผ่และดอกบัวซูหยานซิงหัวหน้าสำนักหมื่นพิรุณ นั่งในท่าสมาธิ เปิดดวงตาที่เ็าดุจน้ำแข็งแกว
"เสี่ยวเหม่ย"เธอเรียกศิษย์สาวที่รอรับใช้อยู่ข้างๆ "เรียกพี่น้องทุกคนมาประชุม"
เมื่อศิษย์สตรีระดับหัวกะทิทั้งห้าคนมาครบ ซูหยานซิง พูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น"จากข่าวที่ได้รับมาพวกเ้าคิดว่าอย่างไร?"
"อาจารย์" ถังซูหยินศิษย์สาวที่มีฝีมือดาบเยือกแข็งระดับสูงในขณะที่การฝึฝนสูงระดับมนุษย์ขั้นปลายแล้ว กล่าวด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน "ข้าคิดว่าถ้าเป็เื่จริงบรรดาทหารเ่าั้คงไม่สามารถต้านทานได้นี่เป็โอกาสดีที่จะสร้างชื่อให้แก่สำนัก"
หลิวหรูหยิน อีกคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญการเวทย์น้ำแข็งกล่าวขึ้นว่า"ด่านซีเหมินมีอากาศหนาวเย็นตลอดปีเป็สถานที่ที่พวกเราจะสามารถแสดงความสามารถได้เต็มที่”
ซูหยานซิง ยิ้มบางๆ "ดังนั้นพวกเราจะคัดศิษย์ที่มีพลังขั้นมนุษย์จำนวน50 คนไป ดูสถานการณ์ ถังซูหยิน เ้าดูแลพวกศิษย์น้องให้ดี"
วิหารหลอมจิต - หอสูงปราสาทใหญ่
เสียงระฆังดังก้องขึ้นในความมืด จ้าวเซิ่งหวิงซิน เ้าวิหารหลอมจิตนั่งขัดสมาธิบนเบาะทองในท่าพิจารณา แววตาเปล่งประกายดุจไฟในความมืด
"อาจารย์" ศิษย์วัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามา"ข่าวจากด่านซีเหมิน... ท่านคิดว่าอย่างไร?"
จ้าวเซิ่งเงียบนิ่งยาวนาน ก่อนจะค่อยๆ ลืมตา "อืม...ผลที่เกิดขึ้นทั้งหลาย...ไม่ได้มาโดยไร้เหตุ"
"แล้วเราจะ...?"
"จิตใจที่แข็งแกร่งที่สุดคือจิตใจที่ผ่านการทดสอบความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" จ้าวเซิ่งลุกขึ้นยืนแววตามีพลังที่น่าเกรงขาม "เราจะส่งศิษย์ไปช่วยประชาชนให้พ้นจากความทุกข์....ถ้าเราไม่ลงนรกแล้วใครจะลงนรก"
อารามจันทรา - ลานหินใต้แสงจันทร์
ในอารามที่เงียบสงบที่สุดในอาณาจักร อาจารย์ใหญ่เซี่ยงอี้หนิงนั่งชมพระจันทร์บนศิลาขาวใหญ่ เขาไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกใดๆ แม้แต่น้อย
"อาจารย์"ศิษย์หนุ่มที่เป็ลูกศิษย์คนโปรดเข้ามาแจ้งข่าว "ข่าวจากด่านซีเหมิน..."
"ข้ารู้แล้ว" อาจารย์เซี่ยงยิ้มอย่างสงบ"ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุผลและกำหนดเวลาของมันเอง"
"แล้วเราจะ...?"
"จันทรากับดวงดาว ยังคงเดินทางตามวิถีของพวกมันแม้เมื่อโลกเต็มไปด้วยความมืดมิด" อาจารย์เซี่ยงเงยหน้ามองดาว"เราจะส่งคนไป เพื่อเป็สักขีพยานและนำความสงบไปให้กับผู้ที่้า"
สำนักไร้พรมแดน - ยอดเขาลึกลับ
ที่ยอดเขาสูงที่ปกคลุมไปด้วยหมอกและเมฆ เ้าสำนักไร้พรมแดน“หยางิฟง” ที่นั่งอยู่บนบัลลังค์ในสำนักใหญ่ โดยรอบข้างมีเงาร่างสีดำ 12ร่างนั่งอยู่บนเบาะ ก่อนที่ หยางิฟง จะเอ่ยว่า “ไปที่ด่านซีเหมินจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย” ก่อนที่เงาร่างทั้ง 12 จะหายไป
แต่การตอบสนองที่รุนแรงที่สุด กลับมาจากสมาคมนักอักขระ องค์กรที่แยกออกมาจากห้าสำนักหลักและเป็สมาคมที่มีอำนาจมาก เพราะว่าไม่ว่าจะเป็อาวุธ ค่ายกล ยันต์หรือกระทั่งโอสถ ถ้าไม่ได้ผ่านการจารึกอักขระลงไป พวกมันก็เป็สิ่งที่ไม่มีิญญาหรืออาจจะสามารถแสดงประสิทธิภาพได้เพียง ห้าถึงหกส่วนเท่านั้นดังนั้นนักจารึกอักขระจึงเป็ที่เคารพและ้าอน่างมาก
ในห้องประชุมใต้ดินที่เต็มไปด้วยตัวอักษรโบราณที่เรืองแสงบนผนังประธานสมาคมเฉินเท่าซิน ชายสูงอายุที่มีหนวดเคราขาวหน้าตาใจดี กำลังนั่งอ่านจดหมายลับด้วยหน้าตาที่เคร่งเครียดจนเส้นเืที่หน้าผากปูดโปน
"เอี้ยเสวียน!" ทำไมข้ารู้สึกคุ้นชื่อมากๆเขาพึมพำขึ้นมา
ก่อนที่รองประธานหวูเสียงเฟิง จะขมวดคิ้วแล้วกล่าวเบาๆกับตัวเองว่า“เอี้ยเสวียน คงไม่ใช่คนเดียวกันหรอกมั้งอะไรจะบังเอิญขนาดนั้น”
ประธานสมาคมเฉินเท่าซิน มองไปที่รองประธานแล้วถามขึ้นว่า “เหล่าหวูเ้ารู้จักคนที่ชื่อเอี้ยเสวียนหรือ”
หวูเสียงเฟิงนั่งทำท่ารำลึกก่อนที่จะพูดว่า “เมื่อปีที่แล้วหัวหน้าสมาคมผู้จารึกอักขระประจำเมืองเหลยอิ๋นเฉิงฉู่เจิ้น ได้แจ้งมาว่าได้ค้นพบนักจารึกอักขระอายุ 16 ปีที่สามารถผ่านการทดสอบเป็นักจารึกอักขระ 5 ดาวเงินได้ และเป็เพราะสาเหตุที่สาขาไม่สามารถให้ดาวที่สูงกว่านี้ได้แต่ ฉู่เจิ้นคิดว่าความสามารถของเอี้ยเสวียนคนนั้น ไม่ต่ำกว่าระดับ 3 ดาวทองแน่ๆ”
"เอี้ยเสวียน...นักจารึกอักขระ 3 ดาวทองอายุ 16 ปี" เสียงของประธานเฉินตัดเสียงเป็เสี่ยงๆ ดุจใจจะขาด"อัจฉริยะสุดยอดคนนั้น... พร์ระดับตำนานที่เกิดมาเพียงคนเดียว ในรอบหลายพันปี เหล่าหวูเ้าไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่มั้ย!"
ในขณะนั้นมีนักจารึกอักขระบางส่วนที่ได้ยินชื่อเอี้ยเสวียนจึงได้กล่าวว่า “เอี้ยเสวียนแห่งด่านซีเหมิน?”
เสียงของประธานเฉิน”ใช่ เอี้ยเสวียนแห่งด่านซีเหมิน...มีอะไรหรือ?”
“ถ้าใช่ถ้างั้นผู้น้อยขอแก้ข่าวเล็กน้อยประธานคงจำได้ว่าเมื่อปีที่แล้วเรือเหาะที่ไปด่านซีเหมินโดนอสูรบินโจมตีในขณะที่เรือเหาะกำลังเสียการทรงตัวเอี้ยเสวียนผู้นี้ได้เข้ามาทำการแก้ไขอักขระของเครื่องกลจนเสถียรและปรับอักขระบางตัวทำให้เรือเหาะสามารถเร่งความเร็วได้มากขึ้น...ในตอนนั้นท่านหัวหน้าประเมินว่า เอี้ยเสวียนน่าจะมีความสามารถสูงกว่า 7 ดาวทอง
เมื่อได้ยินนักจารึกอักขระผู้นั้นกล่าวจบในห้องประชุมก็เงียบสงัด จนได้ยินแม้แต่เสียงกลืนน้ำลาย“นักจารึกอักขระ 7 ดาวทอง อายุ 16-17 ปี นี่มันไม่เรียกว่าอัจฉริยะแล้วนี่มันโคตรของโคตรอัจฉริยะปีศาจแล้ว
ประธานเฉินลุกขึ้นยืน ดวงตาเปล่งประกายดุจไฟที่ร้อนแรง "ให้ใช้สัญลักษณ์ตรามงกุฎครอบดาว เรียกนักอักขระ 9 ดาวทองทุกคนให้มารายงานตัวที่อยู่ในสมาคม!ขอแม้กระทั่งผู้ที่เกษียณแล้วก็ตามที!"
รองประธานหวูถลึงตา "ท-ท่านประธานแต่สัญลักษณ์นั้นไม่ได้ใช้งานมานานกว่า 1000 ปีแล้ว! นั่นหมายถึง...?"
"ใช่! ข้า้ากำลังสูงสุดของสมาคม!"ประธานเฉินะโจนเสียงก้อง "นักอักขระ 9 ดาวทอง สิบสองคน! พลังในขั้นปราณปฐีขั้น 5 จนถึงขั้น7! อาวุธระดับเทพเ้า! รวมทั้งวัตถุดิบที่เก็บไว้นานหลายร้อยปี!" “ข้าจะปล่อยเอี้ยเสวียนให้เป็อะไรไปไม่ได้
ในระหว่างที่ห้าสำนักใหญ่หลักใช้เวลาปรึกษาแผนและเลือกศิษย์อย่างระมัดระวังสมาคมนักอักขระกลับเคลื่อนไหวราวกับทหารที่เตรียมพร้อมสำหรับศึกชีวิตชีวา!
"ประธานเฉินหันมา แววตาเขาคมกริบราวกับใบมีด"ในประวัติศาสตร์หลายพันปีของสมาคม ไม่เคยมีอัจฉริยะระดับนั้นอีกเลย!หากเอี้ยเสวียนตาย พร์นั้นจะสูญหายไปตลอดกาล! ข้าจะไม่ยอม!แม้ว่าจะต้องใช้กำลังทั้งหมดของสมาคม!"
เขาหันไปมองสมาชิกทุกคน "เป้าหมายของเรามีเพียงข้อเดียว:เอี้ยเสวียนต้องปลอดภัย! ท่านฟังให้ชัด ไม่ใช่ไปช่วยรบ ไม่ใช่ไปวิจัยศัตรูแต่คือไปคุ้มกันเอี้ยเสวียนให้รอดชีวิต! แม้โลกจะแตกสลาย เขาก็ต้องรอด!"
นักอักขระทั้งสิบสองคนคุกเข่าลงพร้อมกัน "รับคำสั่ง!"
เมื่อข่าวเกี่ยวกับการตอบสนองของทั้งห้าสำนักหลักและสมาคมนักอักขระเข้าถึงหูพระองค์จักรพรรดิ์ทรงนั่งบนบัลลังก์ทรงเงียบนิ่งเป็เวลานาน
พระเนตรของพระองค์เหลือบไปยังขุนนางที่นั่งรอในความเงียบบางคนก้มหน้าลงด้วยความไม่พอใจ บางคนมีแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
"ท่านเฉิน..."พระองค์ทรงเรียกขุนนางเฉินไต่ฝู"ท่านเคยกล่าวว่าเื่จอมมารและเทวบุตรเป็เพียงตำนาน..."
ขุนนางเฉินก้มหน้าลึก "ขอรับฝ่าา...กระหม่อมยังคิดเช่นนั้น"
จักรพรรดิ์ทรงเงียบสักครู่ ก่อนจะหันไปยังขุนนางจ้าวเหวินเบา"แต่ท่านจ้าว... ท่านกล่าวว่าแม่ทัพลู่ไม่เคยส่งข่าวเท็จ"
"ขอรับฝ่าาท่านแม่ทัพลู่เป็คนที่กระหม่อมเคารพและไว้ใจที่สุด"
พระองค์ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์เดินไปยังหน้าต่างใหญ่ที่มองเห็นเมืองหลวงในยามค่ำคืนแสงไฟนับพันดวงเปล่งประกายเหมือนดาวบนพื้นดินประชาชนของพระองค์กำลังหลับไหลในความสงบสุขไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจในคืนนี้อาจเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของพวกเขา
"ห้าสำนักใหญ่... และสมาคมนักอักขระ"พระองค์ทรงพูดเบาๆ "ทุกองค์กรต่างตัดสินใจส่งคนไปด่านซีเหมินแม้จะด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน"
พระองค์หันกลับมาพบกับสายตาของขุนนางทั้งสิบสองคน"พวกเขาเห็นบางสิ่งที่เราไม่เห็น หรือพวกเขาเชื่อในบางสิ่งที่เราไม่เชื่อ...แต่การที่ทุกคนตัดสินใจไปในทิศทางเดียวกัน นั่นไม่ใช่เื่บังเอิญ"
ขุนนางหลิวเจี้ยนิเงยหน้าขึ้น "แต่ฝ่าาหากเราเคลื่อนกำลังใหญ่ตามไป คลังแสงจะ..."
"พอแล้ว" พระสุรเสียงของจักรพรรดิ์ดังขึ้นทำให้ทุกคนในห้องเงียบไป "ท่านแม่ทัพลู่เส้าเทียนอุทิศชีวิตเพื่อป้องกันด่าน ซีเหมินมาตลอด ต่อให้เื่นี้เป็เื่โกหกข้าจะขอเชื่อว่ามีดีกว่าที่จะมาเสียใจภายหลัง”
พระองค์ทรงมองไปยังขุนนางแต่ละคนอย่างคมกริบ"ห้าร้อยปี... ห้าร้อยปีที่เราไม่เคยเผชิญกับาที่แท้จริงทำให้เราคิดว่าสันติภาพจะคงอยู่ตลอดไปทำให้จิติญญาของนักรบของทหารพวกเราหายไปแต่ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ความสงบนั้นไม่ได้เป็ของถาวร"
การเงียบในห้องประชุมหนักอึ้งราวกับใครกำลังกดหิน
จักรพรรดิ์ทรงสูดหายใจลึกแล้วประกาศ "เราตัดสินใจแล้ว!"
"ส่งกองกำลัง สองแสนนายพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ไปยังด่านซีเหมินแต่การเคลื่อนไหวจะต้องทำอย่างเงียบๆ และเป็ขั้นตอน"
ขุนนางเฉินไต่ฝูและหลิวเจี้ยนิแลกสายตากันด้วยความไม่พอใจแต่ไม่กล้าขัดขืนต่อพระพักตร์
"นอกจากนี้" พระองค์ทรงพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด"จัดเตรียมเงินทองและปัจจัยสำหรับครอบครัวของทหารทุกคนหากเกิดเหตุการณ์เลวร้าย ครอบครัวของพวกเขาจะได้รับการดูแลที่ดี"
พระองค์ทรงหันไปหาขุนนางจ้าวเหวินเบา "ขุนนางจ้าวท่านจะเป็ผู้ควบคุมการเคลื่อนไหวครั้งนี้ อย่าให้มีการรั่วไหลของข้อมูลและให้ประสานงานกับสำนักต่างๆ ที่จะเดินทางไปด้วย"
"ขอรับฝ่าา!"ขุนนางจ้าวคุกเข่าลงอย่างแน่วแน่
สุดท้าย จักรพรรดิ์ทรงมองไปยังขุนนางที่เหลือ"การตัดสินใจครั้งนี้... เราไม่แน่ใจว่าถูกหรือผิดแต่เราแน่ใจว่า การไม่ทำอะไรเลยนั้นผิดแน่นอน หากแม่ทัพลู่พูดจริง และเราเฉยเมยประวัติศาสตร์จะไม่ยกโทษให้เรา"
ขุนนางหวังซูหยินซึ่งเงียบไปตลอด ในที่สุดก็เอ่ยปาก "ฝ่าา...หากมีการรั่วไหลของข้อมูล และประชาชนตื่นตระหนก เราจะจัดการอย่างไร?"
"ณ ตอนนั้น" พระองค์ทรงยิ้มขมๆ"เราจะบอกความจริงกับพวกเขาว่าการปกป้องชีวิตของพวกเขานั้นสำคัญกว่าการรักษาความสงบใจชั่วคราว"
คืนนั้นเอง ภายใต้ความเงียบและการปกปิดที่รอบคอบกำลังทหารจากเมืองหลวงเริ่มเคลื่อนไหว ไม่ใช่การยกพลขนานใหญ่ที่ใครๆ ก็เห็นได้แต่เป็การแยกกออกกันเป็กลุ่มเล็กๆ หลายสิบกลุ่มแต่ละกลุ่มออกเดินทางในเวลาต่างกัน ใช้เส้นทางต่างกัน แต่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน- ด่านซีเหมิน
พร้อมกันนั้น ศิษย์ระดับหัวกะทิจากห้าสำนักใหญ่หลัก และนักอักขระ 9 ดาวทองสิบสองคนจากสมาคมนักอักขระต่างก็เดินทางออกจากเมืองหลวงภายใต้แสงเดือนเสี้ยวแต่ละกลุ่มมีเป้าหมายหลักที่ต่างกัน แต่ทุกคนต่างรู้ว่า... สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ที่ด่านซีเหมินจะไม่ใช่เื่ธรรมดา
อนาคตของอาณาจักร ชะตากรรมของเอี้ยเสวียน และความลับของโลกอื่นกำลังจะประจันหน้ากันในสมรภูมิที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะรุนแรงเพียงใด