ตอนที1
บัดนี้ใต้ก้นหุบเหวลึกได้มีร่างของเด็กน้อยนางหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ หากจะบอกว่านอนหลับก็คงมิใช่เพราะสถานที่เช่นนี้จะมีเด็กวัยประมาณ 10 ขวบปีที่ไหนจะมานอนหลับพักกลางวันกัน อีกทั้งที่ตรงบริเวณศีรษะของนางยังมีแผลเืไหลอาบลงมาบนใบหน้าทางซีกขวานั่นอีก ตามเนื้อตัวก็มีแต่ร่องรอยฉีกขาดของอาภรณ์ที่สวมใส่และรอยเืซึมออกมาบ้างเล็กน้อย
เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 2 เค่อ(30นาที)ร่างของเด็กน้อยก็มีปฏิกิริยาขึ้นมาบ้างแล้ว ร่างเล็กเมื่อเริ่มได้สติก็ค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆสิ่งแรกที่นางเห็นก็คือ ป่า ป่าและป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้าพุ่มไม้ต่างๆ ใบหน้าที่มีเืเปรอะเปื้อนครึ่งหน้าแสดงสีหน้ามึนงงสับสนออกมา เพียงครู่นางก็เปลี่ยนเป็สีหน้าตื่นตระหนกเมื่อสติกลับมาครบถ้วนดีแล้วพร้อมกับสายตาของนางที่จับจ้องไปยังจุดๆหนึ่งที่มีดวงตาคู่โตจับจ้องมองมายังทางที่นางนอนอยู่เช่นกัน
กรี๊ดดดดดดดด เฮือกกกก
ร่างบางเมื่อเกิดอาการใจนเกินขีดจำกัดของตนเองก็หมดสติไปอีกครั้ง ส่วนเ้าของดวงตาคู่ใหญ่ก็ค่อยๆก้าวเท้าออกมาจากโพรงหญ้าที่ตนเองเคยอยู่ในตอนแรก จนกระทั่งสามารถมองเห็นได้ว่าเ้าตัวที่มีดวงตาใหญ่โตนั้นมันคือตัวอะไรกันแน่ เ้าสัตว์สี่เท้าขนาดตัวเท่าช้างโตเต็มวัย มันมีขนสีดำยาวสลวยเงางามพร้อมกับพวงหางทั้งเก้าของมันสะบัดเคลื่อนไหวไปมาตามแรงลม และมันก็เป็ตัวอะไรไปไม่ได้นอกจากจิ้งจอกเก้าหางในตำนาน!
“เหตุใดเ้าถึงได้เป็เช่นนี้ทุกครั้งกันนะที่ได้พบเจอข้าเป็ครั้งแรก…”จิ้งจอกตัวนั้นกล่าวออกมาอย่างเหนื่อยใจ
“อ่อนแอ อ่อนด้อยไม่เปลี่ยนเช่นกัน นี่ข้าต้องลำบากอีกแล้วใช่หรือไม่?”หลังจากจิ้งจอกสีดำกล่าวจบก็มีจิ้งจอกอีกตัวเดินออกมาตามหลังแล้วกล่าวขึ้น แต่ทว่าเ้าตัวนี้กลับมีสีขาวต่างจากอีกตัวก่อนหน้า
“เ้าจะบ่นไปทำไม อย่างไรนางก็เป็นายแล้วนางก็ไม่ได้เป็อย่างเช่นที่เ้ากล่าวมาไปเสียหมด เ้าอย่าหลงลืมว่ายามนางน่ากลัวมันน่าหวาดหวั่นเพียงใด…และเพราะนางเป็เช่นนี้มิใช่หรือที่ทำให้ข้าและเ้ายอมติดตามนางมาจนกระทั่งทุกวันนี้…”เ้าดำกล่าวอีกครั้ง
“อือ ข้ารู้แล้วและมิได้จะคิดหลงลืมเสียเมื่อไหร่…เช่นนั้นก็พานางไปจากที่นี่กันเถอะ เพราะคงอีกหลายปีกว่านางจะกลับมาเราต้องนำร่างนี้ไปรักษาแล้วดูแลไว้ให้ดีๆ ด้วยร่างกายในยามนี้ช่างอ่อนแอและไร้กำลังสิ้นดี…”หลังจากทั้งสองตัวพูดคุยกันจบลงร่างของทั้งสามนั่นรวมถึงร่างของเด็กน้อยที่ทั้งสองกล่าวถึงก็หายไปด้วยเช่นกันหลังจากเกิดการบิดเบี้ยวของอากาศใกล้ๆกับทั้งสาม
ณ ดินแดนแห่งจิติญญา
ฟางข้าวที่ตอนนี้ได้กลายเป็จิติญญาล่องลอยไปเรื่อยๆไร้จุดหมายอีกครั้ง ใช่ มันต้องใช้คำว่าอีกครั้งเพราะเธอเคยเป็ิญญาล่อยลอยไปเรื่อยๆเช่นนี้มาก่อนแล้ว แต่ก็เพียงไม่นานเธอก็ถูกแรงดูดไปยังที่แห่งหนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นได้กลับต้องใจนหมดสติไปเมื่อเจอเข้ากับดวงตาคู่ใหญ่คู่นั้นแล้วเธอก็ได้กลับมายังที่นี่อีกครั้งเช่นในตอนนี้…
“นี่มันเกิดเื่อะไรขึ้นกับฉันกันแน่นะ…แล้วเมื่อครู่นั้นมันคืออะไรไอ้ที่คล้ายดวงตาที่น่ากลัวนั่นนะ?”ฟางข้างล่อยลอยไปเรื่อยๆพลางขบคิดเื่ราวต่างๆที่แม้แต่ในตอนนี้เธอเองก็ยังไม่เข้าใจมันเลยว่าเกิดเื่อะไรขึ้น
ฟางข้าวนั้นทำอะไรไม่ได้นอกจากปล่อยให้ตัวเองล่องลอยไปตามแรงดึงดูดเช่นครั้งก่อนหน้า แต่ครั้งนี้กลับแตกต่างออกไปบ้างเล็กน้อยด้วยเพราะครั้งนี้หนทางข้างหน้าเธอกลับเห็นว่ามีคนยืนอยู่ทั้งที่ครั้งก่อนนั้นไม่เคยเห็นใครเลยนอกจากความว่างเปล่า
“มาทางนี้สินางหนู ข้ารอเ้านานมากแล้ว…”ฟางข้าวที่ได้ยินเช่นนั้นร่างโปร่งแสงของเธอก็เหมือนมีแรงดึงดูดให้เธอลอยไปทางด้านของชายชราที่กล่าวมาเมื่อครู่ในทันที แต่ฟางข้าวเองก็ไม่ได้ตระหนกหรือใอะไรมากนักเพราะสิ่งหนึ่งที่เธอรับรู้ในตอนนี้คือเธอได้ตายแล้วแน่นอน จะมีคนมีชีวิตที่ไหนมีร่างโปร่งแสงได้หากไม่ได้กลายเป็ผีล่ะจริงไหมและนี่ก็ไม่ใช่ความฝันแน่นอนเธอมั่นใจ…
ฟางข้าวลอยไปเรื่อยๆตามหลังชายชราคนนั้นที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็ใครเช่นกัน เวลาก็เดินผ่านไปเรื่อยๆฟางข้าวนั้นได้มองไปยังภาพตรงหน้าที่เปลี่ยนไปเรื่อยเหมือนละครเื่หนึ่งที่เล่าเื่ของเด็กน้อยผู้หญิงคนหนึ่งตลอดทางที่เธอลอยผ่าน แต่ทุกอย่างมันก็ไม่มีอะไรมากเพราะมันเป็เพียงการดำรงชีวิตประจำวันของเด็กธรรมดาๆคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่กับสองตายายคู่หนึ่ง
ทั้งสามคนใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายแม้ครอบครัวจะมีฐานะยากจนไปบ้างแต่พวกเขาทั้งสามก็มีความสุขดี ทั้งๆที่เด็กผู้หญิงตัวน้อยนี้ไม่ใช่ลูกหลานของสองตายายทว่าคนทั้งคู่ก็รักและดูแลนางมาั้แ่ยังเป็ทารกตัวแดงๆ สองตายายนั้นเก็บเด็กน้อยมาเลี้ยงด้วยความสงสารเพราะตอนที่สองตายายไปเจอนั้นเด็กน้อยได้ถูกปล่อยให้ลอยตามน้ำมา ด้วยความสงสารทั้งคู่จึงนำเด็กน้อยมาเลี้ยงดูจนกระทั่งสิบปีผ่านไปวันแห่งความสุขของทั้งสามก็หมดไป
ค่ำคืนอันเงียบสงบของหมู่บ้านที่ทั้งสามอาศัยอยู่ก็ได้ถูกโจรป่าบุกปล้นฆ่าและเผาหมู่บ้าน เด็กน้อยด้วยความช่วยเหลือจากสองตายายจึงหนีรอดออกมาได้แต่สุดท้ายแล้วเด็กน้อยก็พลัดตกหน้าผาลงมาจนชีวิตน้อยๆนั้นดับสูญไป
“อ่า ช่างน่าสงสารนัก เกิดมาก็อาภัพต่อมาจะมีความสุขก็ยังต้องมาพบเจอเื่ที่เลวร้ายเช่นนี้…”ฟางข้าวกล่าวออกมาเบาๆ
“ใช่ นางน่าสงสารนัก แต่ต่อไปเ้าก็ต้องไปอยู่ในร่างของนางนั่นแหละ…นั่งสินางหนู”ชายชรากล่าวออกมาก่อนที่ภาพโดยรอบของทั้งสองจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง ซึ่งภาพตรงหน้าเปลี่ยนไปเป็ห้องสี่เหลี่ยมสีขาวที่มีโต๊ะและเก้าอี้เพียงพอให้คนสองคนนั่งเท่านั้น
“อ๊ะ! เกิดอะไรขึ้น แล้วเมื่อครู่ท่านตาว่าอย่างไรนะคะ?…”ฟางข้าวแม้จะใอยู่บ้างแต่ก็ยอมนั่งลงแต่โดยดีพร้อมกับถามในสิ่งที่ตนเองข้องใจออกไป
“นี่เ้าไม่ได้ฟังที่ข้าเอ่ยเลยรึ ข้าบอกว่าต่อไปเ้าจะต้องไปอยู่ในร่างของเด็กน้อยที่เ้าพึ่งเห็นวิถีชีวิตของนางไปเมื่อครู่นี้อย่างไรเล่า…”
“จริงเหรอคะที่จะให้หนูมีชีวิตใหม่อีกครั้ง? แต่ทำไมต้องไปอยู่ในร่างของเด็กน้อยคนนั้นด้วยละคะ จากที่ข้าเห็นชีวิตของนางเองก็ไม่ได้แตกต่างไปจากชีวิตของหนูเลยอาภัพทั้งครอบครัว อาภัพทั้งวาสนา หนูก็อาภัพเด็กน้อยนั่นก็อาภัพนี่ไม่เท่ากับว่ารวมความอาภัพเข้าด้วยกันหรอกเหรอคะ…”ฟางข้าวเอ่ยอย่าเศร้าใจ
“ไม่หรอกน่า เ้าจะคิดมากไปเพราะเหตุใดกัน เพราะความอาภัพนั้นเกิดจากดวงจิตที่ไม่สมบูรณ์จึงทำให้ชะตาชีวิตที่เปลี่ยนไป แต่ในเมื่อยามนี้ดวงจิตจะรวมกันเป็หนึ่งเหตุใดจะเกิดความอาภัพอีกเล่ามันต้องดีขึ้นสิ แค่เ้าได้มาเจอกับข้าก็นับเป็เื่ดีแล้วไหนจะการได้กลับไปมีชีวิตอีกครั้งไม่นับว่าเป็เื่ดีหรอกรึอย่างไร?”
“ก็จริงของท่าน การมีชีวิตอยู่นับเป็สิ่งที่ดี แต่การมีชีวิตแล้วต้องพบเจอแต่เื่เลวร้ายมันก็ไม่ดีเสมอไปหรอกนะคะ ดูอย่างหนูสิตั้งหน้าตั้งตาทำงานส่งตัวเองเรียนจนจบอย่างยากลำบาก ฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตมาก็ตั้งมากมายเพื่อ้าให้มีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายหนูก็ไม่สามารถสมหวังดั่งที่หนูได้วาดฝันเอาไว้”ฟางข้าวเอ่ยอย่างท้อใจ
“มนุษย์เรานั้นเกิดมามีทั้งสุขและทุกข์เป็ธรรมดา หากไม่ทุกข์ก็จะไม่เกิดความสุข หากว่าสุขแล้วเหตุใดจะไม่มีความทุกข์ใจบ้าง ความสุขและความทุกข์นั้นมันเป็ของคู่กันมันขึ้นอยู่ว่าคนๆนั้นจะอยู่กับมันอย่างไรเท่านั้นเอง…เ้าลองขบคิดให้ดีๆ”
“เฮ้อ…ช่างมันเถอะค่ะ เอาเป็ว่าหนูจะยอมไปอยู่ร่างนั้นก็ได้หนูจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างน้อยหนูก็ได้รู้ว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่และชีวิตนี้หนูจะทำให้ชีวิตการเป็อยู่ดีขึ้นให้ได้!”
“ดี ดี ดีแล้วที่เ้าคิดได้ แต่ต่อให้เ้าไม่อยากไปอยู่ในร่างนั้นก็ไม่อาจขัดขืนได้หรอกนะเพราะนั่นคือชะตาชีวิตของเ้า เ้าเป็คนของโลกนี้อย่างไรก็ต้องกลับมา เอาล่ะในเมื่อระยะเวลาที่ผ่านมาเ้าลำบากมามากแล้วและการที่ดวงจิตของเ้าแยกเป็สองดวงเป็ความผิดพลาดของคนของข้าที่ทำงานผิดพลาดเช่นนั้นข้าจะให้พรเ้าเป็สิ่งชดเชยก็แล้วกัน สามข้อที่เ้า้าว่ามาได้เลย…”ชายชราเอ่ยด้วยท่าทีที่สบายๆ
“แล้วที่ที่หนูจะไปเป็ที่แบบไหนกันคะ"แม้ฟางข้าวเห็นผ่านภาพก่อนหน้านั้นแล้วแต่เพื่อความมั่นใจจึงถามออกไปอีกครั้ง
“มันเป็ที่ที่คนแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด มีพลังยุทธ์ พลังธาตุ สัตว์อสูรและอีกมากมาย แต่เ้าต้องไปเรียนรู้จากมันเอง”
“แล้วตากับยายที่เลี้ยงเด็กนี่มายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าคะ?”ฟางข้าวรู้ว่าเด็กน้อยที่เอ่ยถึงก็คือตัวนางในภพนี้อีกคนแต่ก็ไม่รู้จะเรียกแทนตัวเองอย่างไรให้แยกแยะจากกันได้เพราะอย่างไรเธอก็ไม่ชินนะสิ
“ทั้งสองตายแล้ว แต่เ้าก็ยังเหลือครอบครัวที่แท้จริงของเ้าอยู่นะ”
“ครอบครัวที่ทิ้งลูกของตัวเองได้หนูไม่อยากมีหรอกนะ และอีกอย่างพวกเขาคงไม่้าถึงได้ทิ้งขว้างแบบนี้ แล้วท่านจะให้หนูกลับไปหาพวกเขาทำไมกัน?”ฟางข้าวเอ่ยเสียงเรียบขึ้นเป็เท่าตัว เพราะเธอเองก็ถูกทิ้งเช่นกันในชีวิตก่อน
“มันไม่ได้เป็เช่นที่เ้าคิดหรอกนะ ร่างนั้นมีนามว่า หลิงหรง แซ่ ฟาง การที่นางมีชื่อและใช้แซ่ที่แท้จริงได้เป็เพราะความตั้งใจของคนที่ปล่อยเ้าลอยมาตามน้ำ และคนที่เป็คนปล่อยเด็กทารกตัวน้อยๆให้ลอยมาตามน้ำก็คือมารดาของร่างนี้ที่สิ้นใจไปแล้วเหตุเพราะการลอบสังหารและนั่นเป็หนทางเดียวที่จะช่วยเหลือชีวิตเด็กน้อยไว้ได้แม้มันจะเป็ความหวังเล็กๆก็ตาม…ส่วนครอบครัวที่เหลืออยู่ของเ้า เ้าต้องตามหาพวกเขาเอาเอง แต่จะตามหาหรือไม่นั้นมันก็แล้วแต่เ้าจะตัดสินใจข้าคงบอกเ้าได้เพียงเท่านี้…”
“เฮ้อ…นั่นก็เอาไว้เป็เื่ของอนาคตในวันข้างหน้าก็แล้วกันค่ะเพราะหากมีวาสนาย่อมได้พบพาน…ในเมื่อหนูต้องไปอยู่ที่นั่นเพื่อความปลอดภัยหนูขอมิติส่วนตัวได้ไหมคะแบบในนิยายที่เคยอ่าน เพราะเมื่อมีภัยจะได้เข้าไปหลบซ้อนตัวได้”
“ได้ แต่จะมีเพียงเ้าและสัตว์อสูรในพันธะของเ้าเท่านั้นที่เข้าไปได้ ความกว้างจะขึ้นอยู่ที่ระดับของเ้าซึ่งที่ให้ไปจะมีเพียงพื้นที่ 5 ไหล(ไร่)เท่านั้น”
“ข้อสองหนูขอให้มีความทรงจำดีเลิศ”
“ได้! และเ้ายังจะมีความทรงจำในโลกก่อนไปด้วยข้าจะไม่ลบมันออกไปดีหรือไม่?”
“ดีมากเลยค่ะ หนูกำลังจะขอเป็ข้อสามพอดีถ้าไม่ต้องขอแล้ว ถ้ายังไงพรข้อสามหนูขอเป็ตัวช่วยเหลือได้ไหมคะเช่นแบบในนิยายอย่างระบบเกมหรือผู้ช่วยอะไรทำนองนั้นนะคะ?”ฟางข้าวกล่าวออกมาอย่างคาดหวังว่าสิ่งที่ขอไปจะไม่ถูกปฏิเสธ
“ข้าไม่มีอันใดจำพวกนั้นหรอกนะ อือ?... แต่ถ้าผู้ช่วยข้าจะให้ภูติน้อยไปดูแลในมิติและเป็ที่ปรึกษาให้กับเ้าก็แล้วกัน แต่ภูติน้อยจะอยู่ได้แค่ในมิติเท่านั้นนะ และเพื่อทดแทนความพิเศษของภูติมิติเ้าต้องทำภารกิจบางสิ่งบางอย่างของ์บ้างเป็บางครั้งคราวภูติน้อยจะเป็คนแจ้งแก่เ้าเอง หากไม่มีเ้าก็ใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขละนะ ส่วนผู้ช่วยภายนอกมิตินั้นเ้ามีพวกมันอยู่แล้วไว้เ้ากลับเข้าร่างเ้าก็จะได้เจอพวกมันเอง แล้วก็ไม่ต้องใกลัวพวกมันจนหมดสติอีกเล่า….”
“เอ๊ะ?…”
“ไม่ต้องมา ‘เอ๊ะ’ อันใดแล้ว ไปได้แล้วนี่ก็เสียเวลามากแล้วที่นี่อาจจะดูว่าผ่านไปไม่นานนัก แต่สำหรับโลกมนุษย์นั้นไม่ใช่คงจะผ่านไปหลายปีแล้วรึ เ้าไปได้แล้วหมดเวลาของเ้ากับที่นี่แล้ว โชคดีนะนางหนู...”
อ๊ะ!
ฟางข้าวยังไม่ทันจะได้ตอบสิ่งใดร่างโปร่งแสงของนางก็จางหายไปทันทีพร้อมๆกับสติที่ค่อยๆจางหายไปและแทนที่ด้วยความมืดมิดไม่สามารถรับรู้สิ่งใดอีกเลย…..
“ข้าคงช่วยเ้าได้เพียงเท่านี้ละนะ…นับจากนี้ไปก็เป็เ้าแล้วที่จะต้องเป็คนเลือกวิถีชีวิตของเ้าเอง ในเมื่อเ้ายอมละทิ้งชาติกำเนิดและอำนาจที่มีไปแล้วเพื่อมาจุติในโลกมนุษย์แห่งนี้…”หลังจากชายชรากล่าวจบทุกอย่างที่เคยมีก็หายไปรวมทั้งตัวของเขาด้วยจะเหลือไว้ก็เพียงแต่ความว่างเปล่าอันเป็นิรันดร์