กัมปนาถกลับจากบ้านชานเมืองมาที่อพาร์เม้นท์พร้อมอาหารกล่องที่พี่สาวทำให้ราวกับกลัวว่าเขาจะอดอยาก แต่ก็นั้นแหละ กับข้าวที่บ้านอร่อยๆทั้งนั้นแช่ตู้เย็นไว้ พอจะกินเอามาใส่ไมโครเวฟอุ่นกินได้สบายๆไม่ได้ลำบากอะไรตามประสาหนุ่มโสดอยู่แล้ว
เขาหยุดยืนหน้าประตูห้องตัวเองแอบคาดหวังว่าที่หน้าประตูห้องไม่มีกระดาษอะไรติดอยู่ เขาเหลือบมองไปที่ห้องข้างๆ เมื่อตอนเดินเข้ามาก็ไม่เห็นเงาร่างของหญิงสาวคนนั้น เมื่อคืนคงหลับสบายเพราะไม่มีเสียงดังมาจากห้องของเขาขณะที่มือใหญ่กำลังไขกุญแจเข้าห้องตัวเอง เขาก็ได้ยินเสียงประตูข้างห้องเปิดออก ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิดแต่ก็อดใไม่ได้ แล้วดวงตาคมก็ประหลาดใจที่เห็นเด็กวัยรุ่นเดินออกมาจากห้อง เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนสะพายเป้ก้าวออกมาแล้วปิดประตูใส่กุญแจ
จามรรู้สึกว่าตัวเองถูกจ้องมองอยู่ เขาเงยหน้าไปสบตาด้วย อีกฝ่ายส่งยิ้มให้เขาก็เพียงแค่ยิ้มนิดๆ อย่างงุนงง
‘พี่เค้าคงไม่คิดอะไรกับเราหรอกนะ’
เด็กหนุ่มรู้สึกเสียวสันหลังชอบกล เขาหลบสายตาแล้วกระชับเป้ที่สะพายบนบ่า วันนี้ไม่มีเรียนเพราะคุณครูติดพานักเรียนอีกห้องไปแข่งขันวิชาวิทยาศาสตร์อีกโรงเรียน พี่จารวีเลยให้เขาตื่นสายได้แล้วค่อยลงไปเจอกันข้างล่าง จามรเดินผ่านคนตัวสูงแล้วตรงดิ่งไปที่นัดหมายกับพี่สาว
“อะไรเนี้ยทำเป็รำคาญที่เราเสียงดัง ตัวเองกลับเลี้ยงต้อยนี่หว่า”
กัมปนาถหัวเราะแล้วเปิดประตูเข้าห้องตัวเอง เขาแยกข้าวของที่ขนมาจากบ้านออกจากถุงอาหารเอาใส่ตู้เย็น รวมทั้งผลไม้ มีหนังสือหลายเล่มที่เอามาอ่าน กลับบ้านทีก็ขนของกลับไปกลับมาแบบนี้ไม่อย่างนั้นสมบัติบ้าคงเต็มห้องไปหมดจนไม่มีที่จะซุกหัวนอนแน่ๆ
ชายหนุ่มมองถุงผลไม้ที่ซื้อติดรถกลับมาอพาร์ทเม้นด้วย ส้มโอหวานๆ หิ้วมาตั้งสามสี่ลูกกะว่าจะฝากคนข้างห้องแทนคำขอโทษ นี่คงไม่ต้องแล้วละมั้ง? แหมๆ ก็ที่ตัวเองยังคั่วเด็กเอามาเคี้ยวได้เลยนี่ กัมปนาถรู้สึกได้ว่าตัวเองหงุดหงิดที่เห็นผู้ชายออกมาจากห้องผู้หญิงคนนั้น
แล้วทำไมเขาถึงหงุดหงิดล่ะ ไม่ได้รู้จักอะไรกันสักหน่อย
ใช่! เขาไม่ได้หงุดหงิดอะไรนี่ และไม่มีเหตุผลให้หงุดหงิดด้วย ถ้าอย่างนั้นส้มโอนี่ซื้อมาแล้วก็ต้องเอาไปให้ซินะ แต่ถ้าเอายื่นให้เฉยๆแล้วแฟนเขาเข้าใจผิดจะทำอย่างไรล่ะ
ขณะหยิบโน้นหยิบนี้เขาก็ดันหยิบกระดาษที่รับมาจากร้านซักอบรีด ชายหนุ่มมองกระดาษในมือกับลายมือเหมือนเด็กนั่นแล้วก็ยิ้มออกมา
“เอาไปฝากที่ร้านดีกว่าจะได้ไม่น่าเกลียดไป”
กัมปนาถจัดการข้าวของที่ตัวเองหิ้วมาเรียบร้อยแล้วก็หิ้วถุงส้มโอลงมาที่ร้านซักอบรีดด้านล่างของอาคารอย่างรวดเร็วและเป็จังหวะที่จารวีกลับมาจากร้านถ่ายเอกสาร เธอเพิ่งจะปริ้ตแผ่นพับขนาดครึ่งกระดาษA4ตั้งใจจะเอาไว้แจกหอพักใกล้เคียง และเธอยังไปสั่งทำนามบัตรกับบัตรสะสมแต้มเอาไว้ด้วย
หลังจากที่คุยกับจามรแล้วเ้าน้องชายช่วยออกไอเดียดีๆหลายอย่าง เช้ามาเธอก็โทรศัพท์ไปปรึกษาพี่สุมาลี ซึ่งพี่สุมาลีก็เห็นดีเห็นงามด้วย
“ทำไปเลยจ๋าคิดว่าเป็ร้านของตัวเอง มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้เลยนะ”
“ขอบคุณมากค่ะพี่สุ”
จารวีรู้สึกสนุกกับสิ่งที่เริ่มต้นทำอยู่ วิชาบริหารที่ร่ำเรียนมาถูกขุดขึ้นมาในสมองอะไรที่ต้องทำ อะไรที่ช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนเข้าถึงร้านได้ ตลอดจนการทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อที่จะได้เห็นผลกำไรหรือขาดทุนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หญิงสาวเดินเข้ามาในร้านก็พอดีที่น้องชายรออยู่ก่อนแล้ว เธอยื่นใบปลิวที่เพิ่งถ่ายเอกสารมาปึกใหญ่ให้น้องชายดู
“นี่ไงโอเคป่ะ”
“พี่สาวผมนี่ไฟแรงจริงๆคุยกันเมื่อคืน ตื่นมาทำเสร็จแล้ว” จามรพยักหน้ารับ
“จะทำอะไรก็ต้องทำตอนยังมีไฟนี่แหละ” จารวีหัวเราะร่า
“ผมไปก่อนนะพี่จ๋าไว้คราวหน้าจะขอมาซุกหัวนอนอีก”
“ไม่กินข้าวด้วยกันก่อนเหรอ”
“ยังไม่หิวเลยพี่พี่จ๋าก็อย่าทำงานเพลินจนลืมกินข้าวล่ะ”
“จ๊ะๆไปเถิดพ่อคุณ”
“ครับไปแล้วครับ” จามรพูดปนหัวเราะแล้วยกมือไหว้ลาพี่สาวกับป้าอมรก่อนจะเดินออกไป
“ดูเป็เด็กดีไม่เกเรนะคะคุณจ๋า”
“โอ๊ย! ดื้อเงียบเลยละคะป้าอมร”
จารวีเดินเข้ามาด้านใน กำลังชื่นชมผลงานของตัวเองอยู่ได้ไม่กี่นาทีก็รู้สึกว่ามีคนจ้องมองอยู่ เธอเงยหน้าขึ้นก็พบดวงตาคมที่มีแววระรื่นอยู่ในนั้น หญิงสาวเผลอขมวดคิ้ว คนไม่ได้สนิทกันเสียหน่อยทำไมต้องทำตาเป็ประกายอย่างกับรู้จักกันดี สงสัยเมื่อวานไม่อยู่ไปเปลี่ยนบรรยากาศนอกบ้านเลยอารมณ์ดีมาละซิ!
อ๊ะ! แล้วเธอจะหงุดหงิดทำไม ไม่ได้เป็อะไรกันเสียหน่อยก็แค่คนข้างห้องเท่านั้น
“มารับเสื้อผ้าหรือคะ” เธอถามเสียงขุ่นๆพยายามข่มอารมณ์ที่สับสนของตัวเองอยู่
“ครับ”
กัมปนาถยิ้มกว้าง ไม่รู้ทำไมแค่เจอเธอก็รู้สึกว่าโลกมันสดใสอย่างไรไม่รู้ ดูเธอเองก็หน้าตาชื่นบานสงสัยได้กินเด็กเข้าไปเลยเป็ะอย่างที่ใครๆ เขาพูดกันละซิเนี้ย
“เสร็จแล้วค่ะรอเดี๋ยวนะคะ” จารวีเดินไปหลังร้านแล้วยกตะกร้าผ้าของเขาออกมาบนกองเสื้อผ้าของเขามีถุงยางอยู่วางอยู่ด้วย
“หือ อะไรครับโปรโมชั่นลดแลกแจกกระหน่ำหรือครับ” เขายิ้มๆแต่ดูอีกฝ่ายจะทำหน้านิ่งกลั้นอารมณ์ไม่ให้ทำกิริยาไม่ดีต่อหน้าลูกค้า
“ของคุณลูกค้าค่ะมันเป็นโยบายของร้านเรา อะไรที่อยู่ในกระเป๋าจะถูกส่งคืนเ้าของค่ะเราไม่เก็บอุบอิบเป็ของตัวเอง”
พรืดดดดดด
กัมปนาถถึงกับปล่อยเสียงหัวเราะออกมา เขาหัวเราะจนตัวงอเล่นเอาป้าอมรกับหลานสาวต้องโผล่หน้าออกมาดูหน้าร้านก็เห็นชายหนุ่มลูกค้าประจำแถมเป็ลูกค้าชั้นดีหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล ทั้งสองหันมามองหน้าจารวีอย่างงุนงงว่าอะไรทำให้ลูกค้าหัวเราะได้ขนาดนี้
“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณเคน”
“เปล่าครับไม่มีอะไรผมแค่ประทับใจกับบริการนี้มากจริงๆ” เขาพยายามหยุดหัวเราะ แล้วนึกได้ว่าตัวเองหิ้วถุงส้มโอมา เขายื่นถุงผลไม้ให้จารวี
“ของฝากครับ เมื่อวานผมกลับบ้านเลยซื้อมาฝาก”
“ขอบคุณค่ะ” จารวีปั้นหน้าไร้อารมณ์ฉีกยิ้มตามมารยาทแล้วยื่นมือไปรับถุงผลไม้มา แล้วส่งให้ป้าอมร
“เปรี้ยวซี๊ดหน่อยนะครับ”
จารวีมั่นใจว่าเขาเน้นยำเสียง‘ซี๊ด’ให้เธอเข้าใจ หญิงสาวสูดลมหายใจลึกแล้วฉีกยิ้มกว้างที่สุดที่คิดว่ายิ้มได้ในเวลานี้
“ขอบคุณค่ะดิฉันมั่นใจว่าคงจะไม่เปรี้ยวซี๊ดจนต้องรบกวนใครแน่นอน”
‘นั้นไง! เป็เธอจริงๆนั้นแหละเ้าของกระดาษที่ติดประตูหน้าห้องของเขา’
“กินให้อร่อยนะครับผมเอาเสื้อไปก่อนแล้วกัน”
“ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ”
จารวีกระแทกเสียงใส่ พอเห็นเขาหันหลังไปเธอก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ กัมปนาถเหมือนมีตาหลังเขาหันกลับมาพอดีจารวีสะดุ้งโหย่งแล้วส่งยิ้มหวานกลบเกลื่อน หวังว่าเขาจะไม่เห็น พอแผ่นหลังของเขาไปพ้นสายตาแล้วเธอก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“พี่จ๋าค่ะมากินส้มโอหวานๆกัน” อรอุมาเรียกจารวี
“หือไหนเ้าของบอกว่าเปรี้ยวไง”
“ก็ไม่เปรี้ยวนิดๆแต่หวานมากกว่า” อรอุมาหัวเราะคิกคัก“สงสัยคุณเคนได้ลูกเปรี้ยวไปแน่ๆ เลยคิดว่าที่ซื้อมาหลายลูกจะเปรี้ยวเหมือนกันหมด”
จารวียื่นมือไปหยิบส้มโอเข้าปาก จริงอย่างที่อรอุมาพูดเลยมันไม่ได้เปรี้ยวอะไรนักออกจะหวานกำลังดีด้วยซ้ำ แล้วหญิงสาวก็หน้าแดงขึ้นมานี่เขาจงใจพูดใส่เธอละซิ!คงรู้แล้วละซิว่าเธอเป็คนเขียนกระดาษติดหน้าห้องของเขาเอง จารวีอยากเอาซุกกองผ้าแก้อายจริงๆแต่มารู้ตัวตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้แล้วล่ะ
“พี่จ๋าเป็อะไรไปคะไม่สบายหรือเปล่าหน้าแดงเชียว” อรอุมาถามเพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“เปล่าจ๊ะไม่มีอะไรหรอก”
จารวีส่ายหน้าไปมา พยายามไม่คิดถึงผู้ชายที่อยู่ห้องข้างๆ หญิงสาวทำงานของตัวเองจนได้เวลาปิดร้านเธอเดินเหนื่อยๆ กลับมาที่ห้องของตัวเอง ขณะที่สองเท้าอันแสนหนักอึ้งเพราะยืนขาแข็งเกือบทั้งวัน สายตาของเธอก็อดมองไปที่ห้อง 301 ไม่ได้ ห้องเธอมัน302 คงไม่มีทางไหนที่จะมาห้องตัวเองโดยไม่ผ่านห้องของเขาได้แน่ๆ นอกจากทางบันไดหนีไฟ
“เอาไว้ให้มันจำเป็ก่อนค่อยใช้ทางนั้นก็แล้วกัน”
หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อจู่ๆ ประตูห้อง301เปิดออก
“ว้าย!”
“เฮ้ย!”
สองเสียงดังพร้อมกัน กัมปนาถเองก็ใไม่แพ้กัน ก็ใครจะไปรู้ว่ามีคนยืนอยู่หน้าห้องอย่างนี้เล่า เสียงร้องของจารวีทำให้ห้องถัดไปเปิดประตูชะโงกหน้าออกมาดู ชายหนุ่มกลัวจะถูกเข้าใจผิดเลยรีบดึงมือของหญิงสาวเข้ามาในห้องตัวเอง จารวีไม่ทั้งตั้งตัวเลยถูกข้อมือใหญ่จับข้อมือตัวเองให้เข้ามาห้องอย่างรวดเร็ว ดวงตากลมโตกระพริบตาอย่างงุนงงแต่เมื่อมองไปรอบตัวแน่ชัดว่าไม่ใช่ห้องตัวเองก็ทำท่าจะกรีดร้องออกมา ชายหนุ่มไหวตัวทันยกมือปิดปากของเธอไว้ก่อน
“ใจเย็นๆก่อนซิคุณ”
จารวีถลึงตาใส่ มือใหญ่ปิดปากเธอแน่น เธอพยายามแกะมือของเขาออกแต่เขาก็แข็งแรงกว่าดันร่างเล็กไปชิดบานประตู
“คุณใจเย็นหน่อยได้ไหมแล้วฟังผมก่อน” ดูเหมือนคนตัวเล็กจะไม่สนใจอะไรเลย เอาแต่ดิ้นขลุกขลักอยู่อย่างนี้
“ถ้าผมปล่อยคุณคุณต้องสัญญาว่าจะไม่ร้องกรี๊ด” เขาพูดแล้วปล่อยมือออกจากปากของเธอ
เพราะถูกปิดปากอยู่อึดใจใหญ่ทำให้จารวีอ้าปากกว้างเพื่อสูดอากาศเข้าปอดแต่อีกฝ่ายกลับคิดว่าเธอจะหวีดร้องออกมาเขารีบก้มหน้าลงประกบปากเธอด้วยริมฝีปากของเขาเอง ดวงตากลมเบิกกว้างอย่างใจ้องมองอีกฝ่ายอย่างมึนงงและสับสน ทว่าชายหนุ่มกลับได้รสหวานละมุนจากริมฝีปากอุ่น เมื่อมั่นใจว่าเธอนิ่งไปแล้วจริงๆ จึงค่อยๆถอนริมฝีปากออกอย่างเสียดาย
“โอเคใจเย็นแล้ว....”
เพี้ยะ!!!!
ยังไม่ทันที่กัมปนาถจะพูดอะไรจบ ซีกหน้าของเขาก็สะบัดไปตามแรงฝ่ามือที่ตบหน้าเขาเต็มแรง หญิงสาวมีสีหน้าตื่นตระหนกทำท่าจะร้องกรี๊ดอีก คราวนี้กัมปนาถเลยต้องเล่นบทโหด
“ถ้าคุณร้องหรือตบผมอีกคราวนี้ผมทำมากกว่าจูบแน่”
จารวีอ้าปากค้างกลืนเสียงตัวเองลงคอไปหมด เพราะกลัวว่าเขาจะจูบเธออีกจริงๆ
“เอาล่ะฟังผมก่อน ตั้งใจฟังด้วย” เขาขู่ไม่คิดว่าตัวเองต้องเล่นบทนี้จริงๆ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าหงึกหงักก็พูดต่อ
“ผมไม่ได้จะทำอะไรคุณแต่คุณร้องกรี๊ดจนห้องอื่นเค้าโผล่หน้ามาดูผมก็กลัวคนอื่นจะคิดว่าผมจะทำมิดีมิร้ายคุณเลยต้องดึงคุณเข้ามาในห้องผมก่อนแต่คุณก็ไม่หยุดร้องผมเลยต้องจูบคุณ”
“คิดว่าฉันจะเชื่อคุณเหรอคุณมันบ้ากาม”
“นี่คุณการที่คนเรามีเซ็กส์เสียงดังนี่เรียกบ้ากามเหรอผมไม่ได้ไปฉุดปลุกปล้ำใครเสียหน่อย” เขาขมวดคิ้ว “เวลาคุณมีอะไรกับเด็กคุณ ไม่มีเสียงบ้างหรือไง”
“เด็กฉัน?เด็กที่ไหน คุณเอาอะไรมาพูด”
“โธ่ๆไม่ต้องอายหรอกนะคุณ เดี๋ยวนี้ผู้หญิงเค้านิยมเคี้ยวเด็กมัธยมกันแล้ว”
“เด็กมัธยม?”
“ใช่ผมก็เห็นนะคุณ”
จารวีทำหน้างงก่อนจะคิดตามที่เขาพูด แล้วก็ยื่นมือไปทุบตีอีกฝ่ายจนเขาต้องรีบยกมือขึ้นปัดป้องตัวเอง
“เป็อะไรไปเขินเหรอ รับรองน่า ผมไม่ปากโป้งไปบอกใครหรอก”
“บ้าซิ! นั้นมันน้องชายฉันต่างหากล่ะนายนี่มันเซ็กส์ขึ้นสมอง คิดอะไรมีแต่เื่ลามกทั้งนั้น”
“อ้าว! น้องชายเหรอ”
คราวนี้เขาเสียงอ่อนลงทำให้หญิงสาวหยุดทุบตีเขาได้ แรงแค่นี่ไม่ทำให้เขาเจ็บหรอกแต่แกล้งทำสำออยไปอย่างนั้นแหละ จารวีกัดฟันด้วยความไม่พอใจ หน๊อยยย!หน้าตาก็ดีความคิดอกุศล
“โอเค.งานนี้ผมผิด ผมขอโทษก็แล้วกัน”
“แค่ขอโทษมันไม่หายโกรธหรอกนะคุณ”
“ผมเคนครับ”
จารวีชะงักไปตามอารมณ์เขาไม่ทัน “จู่ๆ มาแนะนำตัวทำไมยะ”
“แหม! ห้องเราอยู่ติดกัน จะพูดจาห่างเหินทำไมละครับ”
“ถามฉันหรือยังว่าอยากสนิทกับคุณไหม?”
“เอาน่าคุณจ๋าเข้าใจผิดนิดๆหน่อยๆ อย่าคิดมากซิครับ”
“นิดหน่อยเหรอ! ฉันเสียหายนะ !”
“เสียหาย?ตรงไหนละครับ” เขาแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจ
“ก็คุณจูบฉัน!”
นั้นมันจูบแรกของฉันด้วยตาบ้า!!
“อ้อ! ถ้าอย่างนั้นคุณจ๋าจูบผมคืนก็ได้ครับผมให้สองทีเลย” เขายิ้มกริ่มแล้วก้มหน้าลงทำปากยื่นใส่หน้าเธอ
“อีตาบ้าใครอยากจูบนายเล่า”
จารวีทั้งโกรธ ทั้งโมโหออกแรงผลักคนตัวสุดแรง กัมปนาถไม่ได้ตั้งตัวจึงเสียหลักหงายหลังเขาเผลอดึงแขนของเธอตามลงมาด้วย โชคดีที่ล้มไปบนที่นอน และโชคดีมากที่หญิงสาวล้มลงทับร่างบนตัวเขาอีกที
“คุณ!”
คราวนี้จารวีพูดอะไรไม่ออกเพราะริมฝีปากของเขาแนบชิดแก้มเนียนของเธออยู่ อะไรจะขาดทุนขนาดนี้ ทั้งจูบปากทั้งจูบแก้ม ชายหนุ่มได้กลิ่นหอมละมุนจากเรือนกายของหญิงสาว ท่าทีเขินอายอย่างเป็ธรรมชาติแสนน่ามอง นานแค่ไหนที่เขาไม่ได้เห็นสีหน้าแบบนี้ของผู้หญิง
“โอ๊ย! หลังผมหักแน่ๆเลย”
เขาแกล้งพูดไม่ทำให้เธอเขินมากไปกว่านี้ แค่นี้ตัวเธอก็แดงเป็กุ้งลวกแล้ว จารวีดิ้นไปมาด้วยความรีบร้อนจะลงจากตัวเขากลายเป็ว่าเขาเห็นเธอพลิกตัวลงข้างเตียงอย่างรวดเร็ว และจะตกเตียง เขาจึงดึงเธอมากอดไว้ก่อน
“คุณปล่อยฉันนะ”
“คุณช่วยใจเย็นอีกนิดเถอะนะแล้วค่อยๆ ลงจากเตียงไม่งั้นคุณได้ตกเตียงไปโรงพยาบาลพร้อมผมแน่ๆ”
จารวีพยักหน้าแล้วค่อยๆยันตัวขึ้นแล้วลงจากตัวเขา กัมปนาถหอนหายใจอย่างโล่งออกแล้วค่อยยันตัวเองขึ้นนั่งบ้าง
“เอาล่ะเอาเป็ว่าเราเข้าใจผิดด้วยกันทั้งคู่ ถือว่าเสมอกันก็แล้วกันนะ”
“เสมอที่ไหนล่ะ”
“ถ้างั้นอยากให้ผมทำอะไรแทนคำขอโทษดี” นี่เขายอมผู้หญิงคนนี้มากขนาดนี้
“ไม่รู้แปะโป้งไว้ก่อนก็แล้วกัน”
เธอขยับตัวออกห่าง เพิ่งรู้สึกตัวว่าได้กลิ่นหอมแบบผู้ชายแตะอยู่ปลายจมูก ถึงจะมีพี่ชายน้องชายแต่เธอก็ไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้มาก่อน แล้วเธอก็กวาดสายตามองรอบห้องแก้เขิน เป็ห้องชายหนุ่มที่เป็ระเบียบอย่างเหลือเชื่อ เพราะน้องชายเธอนั้นรกมากถึงมากที่สุด แล้วสายตาของเธอก็ไปสะดุ้งกับหนังสือบนชั้น หญิงสาวลุกขึ้นไปยืนดูอย่างลืมตัว
“ยืมไปอ่านได้นะ” กัมปนาถอาศัยโอกาสนี้ตีสนิท
“แน่นะ” เธอถามพลางดึงหนังสือออกจากชั้น “ไม่รู้ว่าคุณชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชนด้วย”
“อ่านเวลาเครียดๆ” เขาเดินมาที่ชั้นหนังสือหยิบอีกเล่มส่งให้เธอ “เล่มนี้ก็สนุกนะ”
“ถ้างั้นยืมสองเล่มแล้วกัน”
“ด้วยความยินดีครับ”
“ยืมหนังสือไม่เกี่ยวกับที่คุณติดค้างฉันนะ”
“โอเคเอาที่คุณสบายใจยังไงก็ได้” เขาหัวเราะออกมา แล้วก็เพิ่งนึกได้ “คุณกินข้าวหรือยังผมมีกับข้าวเต็มตู้เย็นเลย กินด้วยกันก็ได้นะ”
“จะดีหรือคะเมื่อกี้คุณเหมือนจะออกไปข้างนอก”
“ผมแค่จะเอาขยะไปทิ้งเฉยๆไม่ได้ไปไหน” เขาชี้ไปที่ข้างประตูมีถุงดำใบไม่ใหญ่วางอยู่ กัมปนาถเดินมาเปิดตู้เย็นแล้วหยิบกล่องอาหารสี่เหลี่ยมออกมา
“คุณกินเนื้อวัวได้ไหมผมมีแกงเขียวหวานเนื้อ,แล้วก็พะแนงหมู,อันนี้น้ำพริกปลาดุก,ส่วนตลับนี้น้ำพริกกะปิ อ้อ!ผักสดก็มีนะครับ”
“ว้าวมีกับข้าวเต็มตู้เย็นเลย แฟนทำไว้ให้หรือคะ”
“เปล่าๆนี่พี่บัวลูกพี่ลูกน้องผมทำใส่กล่องมาให้ พี่บัวกับสามีทำร้านอาหารอยู่ชานเมือง กับข้าวบ้านผมอร่อยไม่แพ้ร้านอาหารหรูๆในเมืองเลยล่ะส่วนผักนี่ก็ที่สวนบ้านผมเอง ปลอดสารเคมีด้วยนะ”
เขาพูดเสียเธอต้องกลืนน้ำลายเก็บอาการอยากกิน อยู่ที่นี่เธอไม่ค่อยได้ทำกับข้าวกินเองส่วนใหญ่จะซื้ออาหารกล่องมากินมากกว่า พอเห็นแต่ละเมนูก็ทำเอาท้องร้องเสียงดัง
“เอาอย่างนี้ไหมคุณรอผมอุ่นกับข้าวนะ จะได้มากินข้าวพร้อมกัน”
“จะดีหรือคะ”
“ดีซิครับผมกินคนเดียวไม่หมดหรอก พี่บัวชอบทำเหมือนผมจะอดอยากกลับบ้านทีไรต้องทำอาหารใส่กล่องมาให้เยอะแยะแบบนี้ทุกที”
ด้วยความหิวและความอยากกินของอร่อย จารวีลืมเื่เมื่อครู่ไปเสียสิ้น ชายหนุ่มเ้าของห้องจัดการเอากับข้าวอุ่นในไมโครเวฟ ส่วนเธอก็หยิบจานชามช้อนมารอกินข้าว
“ฉันว่าฉันตักราดข้าวไปกินที่ห้องก็ได้นะ”
“ทำไมละครับนั่งกินที่นี่ก็ได้ ผมไม่ทำอะไรคุณหรอก”
“เดี๋ยวแฟนคุณกลับมาเห็นเข้าจะลำบากเอาเปล่าๆ”
“ผมโสดครับ”
“โสด?”
เธอไม่กล้าถามว่าโสดยังไงถึงมีผู้หญิงมาหามาค้างด้วยทุกคืน รอยยิ้มกรุ้มกริ่มของเขาทำให้เธอไม่เอ่ยปากถามอะไรต่อไม่กี่นาทีกับข้าวก็พร้อม คนกินก็พร้อม ทั้งสองนั่งกินข้าวด้วยกันลืมเื่ขุ่นใจไปเมื่อครู่
ไม่หรอกไม่ได้ลืม จารวีบอกกับตัวเองขณะตักแกงร้อนๆคลุกข้าวส่งเข้าปาก ไม่ได้ลืมแค่พักรบ่คราวยังไงเธอต้องหาทางแก้แค้นเอาคืนที่เขาขโมยจูบแรกของเธอไป!