บทที่ 143 แผนการชั่วร้าย
ซือซือไม่รังเกียจที่จะก่อปัญหาเหล่านี้ ใครทำร้ายนางก่อนย่อมต้องถูกนางเอาคืนเป็นร้อยเป็นพันเท่า เห็นท่าทางไม่ยินยอมที่จะลงให้เช่นนั้น คนอื่นๆก็ยังโกรธและไม่พอใจนางมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก แน่นอนว่าซือซือไม่สนใจ นางไม่เคยสนใจว่าตนเองจะทำให้ใครต้องโกรธหรือเกลียดชังบ้าง ตราบเท่าที่นางมั่นใจว่าตนเองทำถูกต้อง นางก็จะยืนกรานในความถูกต้องของตนเองต่อไป
เป็นประเภทที่ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ ไม่น่าแปลกใจที่เส้นทางในอนาคตของนางจะไม่โรยด้วยกลีบดอกไม้...
“เฮ้อ ตอนนี้จะวุ่นวายกันไปใหญ่แล้ว ข้าคิดว่าเรื่องอะไรที่มีปัญหากันก็ควรจะต้องจบเพียงเท่านี้ได้แล้ว ซือซือ...กฎบ้านเมืองกล่าวอย่างชัดเจนในการวางตัวต่อเชื้อพระวงศ์ ผู้คนที่นี่ไม่ได้ตำหนิเจ้าเพียงเพราะพวกเขานึกสนุกหรือมีอคติต่อเจ้า อย่างไรก็ตาม...เรื่องนี้ต้องโทษข้าที่เป็นผู้อนุญาตต่อซือซือเอง ในเมื่อเป็นเช่นนั้น...ข้าก็ขอรับความผิดทั้งหมดเอาไว้”
“ซือซือ ข้าเป็นคนทำผิด ต่อให้องค์จักรพรรดิกระทำความผิดก็ยังต้องก้มหัวให้ประชาชน ดังนั้น...เรื่องนี้ จะไม่มีใครเอาโทษเจ้าได้ ขอเจ้าโปรดรับคำขอโทษจากข้าด้วย”
“ส่วนเรื่องที่เจ้าไม่พอใจขุนนางและผู้ติดตามคนอื่นๆ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเพิ่งรู้จักกัน และรู้เห็นด้วยว่าทุกคนมองซือซือต่างออกไป ทัศนคติของพวกเจ้าไม่ถูกต้องเช่นกัน ดังนั้น...เพื่อไม่ให้ขัดแย้งกันไปมากกว่านี้ ข้าอยากให้ทั้งสองฝ่ายขอโทษกันและกัน หลังจากนั้นก็หันมาจับมือกัน ช่วยเหลือชาวบ้านต่อไปได้หรือไม่?”
องค์รัชทายาทเป็นคนกลาง เขากล่าวขอโทษสตรีผู้หนึ่งด้วยตนเองเช่นนี้ ทำเอาผู้คนตกใจไปกันหมด ซือซือเม้มริมฝีปาก อยากจะแข็งขืนอีกเล็กน้อยเพื่อทำลายใบหน้าของเขา แต่เมื่อคิดดูอีกทีแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใจแคบต่อเขาเช่นนั้น อย่างไรองค์รัชทายาทก็ไม่ใช่คนผิดทั้งหมด
ทัศนคติของเขาต่อนางดีมาก อีกอย่าง...ถ้าต้องการยืนเคียงข้างเขาในอนาคต นางรู้ว่าจะต้องพบเจอกับเรื่องเช่นนี้อีกมาก มันจะดีกว่าถ้าไม่ทำให้ทะเลาะกันเอง
ซือซือถอนหายใจออกมา มองดูองค์รัชทายาทที่ยอมผ่อนปรน นางพลันนึกเปรียบเทียบลักษณะของเขากับเฉิงเซี่ยของนาง แม้ว่าเฉิงเซี่ยจะเป็นเพียงชาวบ้านทั่วไป แต่ลักษณะที่องอาจและเด็ดขาดของเขา ทำให้ดูเหมือนเชื้อพระวงศ์มากกว่าบุรุษตรงหน้าเสียอีก น่าเสียดายที่เขาไม่มองนางในฐานะคนรัก...
ซือซือยังรู้สึกว่านิสัยของนางคงจะเข้ากันได้ดีกับเฉิงเซี่ย อย่างน้อยๆเมื่อเขาเด็ดขาดในการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ นางก็ยังยึดคำพูดเหล่านั้นเป็นหลักได้ ไม่เหมือนกับองค์รัชทายาท ถึงหลังของเขาจะไม่ได้งอลง แต่นางกลับรู้สึกว่าตัวของเขาก้มงอเหมือนกับกำลังยอมแพ้ต่อทุกสิ่งทุกอย่าง
บุรุษที่นางเลือกกลับเป็นคนเช่นนี้เสียได้ แต่แน่นอนว่ายังดีกว่าเจ้าของสายตาเฉยเมยผู้นั้น แม้เขาจะเอาอกเอาใจนางเพียงใด ใจของเขาก็ไม่เคยขึ้นกับนางเลย...
“ในเมืองขุนนางจากเมืองหลวงไม่อยากจะขอโทษหม่อมฉัน เช่นนั้นก็ไม่ต้องหรอกเพคะ หม่อมฉันและคนอื่นๆจะได้พึงรู้เอาไว้ว่าเนื้อแท้ของผู้คนในเมืองหลวงเป็นเช่นไร” ซือซือแค่นยิ้ม
“สำหรับเรื่องที่หม่อมฉันเคยพูดเอาไว้ว่าจะช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้ หม่อมฉันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำได้จริงๆ แน่นอนว่าก่อนหน้านี้มีคนมากมายดูถูกพลังของหม่อมฉัน กล่าวหาว่าหม่อมฉันจะทำให้องค์รัชทายาทเสื่อมเสียชื่อเสียง...” เมื่อพูดถึงตรงนี้ นางก็มองไปยังจางหลิวอี้เล็กน้อย
“คนที่จิตใจคับแคบเช่นนั้น กล่าวหาว่าผู้อื่นทำไม่ได้เพียงเพราะตนเองทำไม่ได้ แถมยังออกตัวขัดขวางผู้อื่นจนหม่อมฉันเกือบจะล้มเลิกความตั้งใจไปแล้ว ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าตอนนั้นหม่อมฉันท้อใจจนเลือกที่จะยอมแพ้ ตอนนี้ชาวบ้านก็คงยังต้องพึ่งพาผลคันเพียงอย่างเดียวเท่านั้นในการใช้ชีวิตแล้ว...”
“คนที่เดือดร้อนไม่ใช่คนพูด แต่เป็นชาวบ้านตาดำๆเหล่านี้ต่างหาก หม่อมฉันกัดฟันต่อสู้ตามลำพัง ไม่มีทหารหรือขุนนางเพียงคนเดียวที่อยากจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทำงานเพื่อประชาชนเช่นที่รับราชโองการ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อชาวบ้านเพคะ เพราะแบบนั้น...หม่อมฉันจะถือว่าเรื่องที่เคยถูกดูแคลน เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
ซือซือยิ้มเยาะ คนที่ดูแคลนนางในวันนั้น บัดนี้ย่อมได้เห็นแล้วว่านางตบหน้ากลับคืนแรงเพียงใด นอกจากนี้...นางยังเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายออกมาด้วย ชาวบ้านจำนวนมากเริ่มโกรธแค้น ต่อให้ซือซือไม่มีพลังในการระดมความเชื่อ แต่เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับตนเอง พวกเขาจะไม่เป็นเดือดเป็นร้อนได้หรือ?
“ซือซือ...”
“หม่อมฉันรู้เพคะ หลังจากนี้ขอให้พระองค์ช่วยจัดการแทนหม่อมฉันด้วย แต่หม่อมฉันเชื่อมั่นเพียงพระองค์เท่านั้นเพคะ สุดท้าย...ในฐานะองค์รัชทายาท พระองค์ยังดูแคลนหม่อมฉันน้อยกว่าขุนนางพวกนี้เสียอีก”
“ข้าไม่เคยดูแคลนเจ้า เจ้าเองก็รู้ดี...”
“เพคะ หม่อมฉันรู้ดี แต่หม่อมฉันก็อดที่จะน้อยใจไม่ได้ที่พระองค์ไม่ปกป้องหม่อมฉันต่อหน้าปีศาจร้ายพวกนี้..”
“เจ้า เจ้าว่าใครเป็นปีศาจร้ายกัน!!”
“นังสตรีผู้นี้ ปากไม่มีหูรูดจริงๆ!!”
“อะไรกัน? พวกท่านยอมรับหรือว่าเป็นปีศาจร้ายที่ข้ากล่าวถึงน่ะ...” ซือซือแค่นหัวเราะหลังจากได้ยินการโต้แย้งที่ร้อนรนของขุนนางเหล่านั้น ชาวบ้านที่ฟังอยู่หัวเราะครืน
“แม่นางซือซือยังไม่พูดว่าใครเลยด้วยซ้ำ”
“น่าขันจริงๆ พวกขุนนางเหล่านี้กระทำชั่ว ไม่เพียงไม่ขอโทษเท่านั้น แต่ยังคิดว่าตนเองสูงส่งกว่าผู้อื่นอยู่ได้”
“ถ้าพวกเราไม่ได้แม่นางซือซือพยายามหาวิธีช่วย ตอนนี้ก็คงจะอยู่เหมือนกับขอทาน”
“จริงด้วย ที่บ้านของพวกเราถูกน้ำท่วมเช่นนี้ เป็นเพราะสันดินพังจากการเดินทางของพวกขุนนางพวกนี้ไม่ใช่หรือ? ข้าคิดแล้ว...ใครกันที่จะหนักแผ่นดินขนาดเดินมาก็ทำสันดินพังได้ ที่แท้ก็เป็นปีศาจเหล่านี้นี่เอง”
ชาวบ้านช่วยพูด แม้ว่าพวกเขาจะไม่กล้าพูดตรงๆต่อหน้า แต่ก็ยังพูดลอยๆได้อยู่ เลียนแบบแม่นางซือซือ ไม่ได้ระบุตัวใครชัดเจน ดังนั้นหากจะเอาผิด จะต้องถามกลับว่าเอาผิดด้วยเรื่องใด...
เห็นชาวบ้านเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ขุนนางหลายคนรู้สึกเหมือนจะเป็นลม หากไม่ใช่เพราะซือซือขอให้พวกเขาหยุดวิจารณ์ก่อนที่จะบานปลายกันไปมากกว่านี้
“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ช่วยส่งทหาของพระองค์มาดูแลเรื่องการแจกจ่ายให้ได้หรือไม่เพคะ เสบียงที่พวกท่านได้ทำหล่นหายก่อนหน้านี้ หม่อมฉันจะพยายามใช้ความสามารถเพื่อนำกลับคืนมาให้เพคะ”
“ส่วนอาหาร หม่อมฉันคิดว่าสามารถให้ข้าวต้มกับผัดผักแก่พวกเขาได้วันเว้นวัน ผลคันเองก็จำเป็นเหมือนกันเพคะ ไม่อย่างนั้นเสบียงทั้งหมดจะไม่เหลืออย่างรวดเร็ว อีกอย่าง...ถ้ามีวิธีกินผลคันแบบอื่น ก็น่าจะดีขึ้นเพคะ อาจจะผสมกับสมุนไพรหรือผลไม้เพื่อเพิ่มรสชาติได้”
“อืม ข้าจะทำตามที่เจ้าแนะนำ” องค์รัชทายาทพยักหน้ารับ
ซือซือพูดเกี่ยวกับการคืนเสบียงทั้งหมดให้แก่ชาวบ้าน หมายความว่านางจะทำให้ภารกิจที่เขารับคำสั่งมาจากเสด็จพ่อสำเร็จไปด้วย
ถึงแม้ว่าเสด็จพ่อจะเข้าใจเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แต่ก็เลี่ยงคำติหนิไม่ได้เลย ดังนั้น...ซือซือจะกลายเป็นผู้ช่วยเหลือเขาให้ผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างแท้จริง
จางหลิวอี้กำหมัดแน่น ซือซือผู้นี้เก่งกาจจริงๆ นางทำตามที่ตนเองพูดได้ บอกว่าจะเตรียมเสบียงให้องค์รัชทายาทอีก แม้ว่าจางหลิวอี้จะไม่ต้องการให้องค์รัชทายาทได้รับโทษหรือถูกตำหนิ แต่นางก็ไม่ต้องการให้ซือซือผู้นี้ได้รับความดีความชอบทั้งหมดไป
แต่นางจะทำเช่นไรดี....
จางหลิวอี้กลับไปที่กระโจมของตนเอง หัวของนางคิดแผนการเพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นในทันที หากว่าซือซือผู้นี้ทำสำเร็จ กลับไปที่เมืองหลวงก็อาจจะได้รับรางวัลชิ้นโตก็ได้ แม้ว่านางจะไม่สามารถขึ้นเป็นพระชายาได้เนื่องจากต้นตระกูลเดิม แต่จะขอตำแหน่งที่สูงขึ้นมาหน่อยก็ยังได้ใช่ไหม?
จางหลิวอี้ไม่อาจปล่อยให้หนามต้นนี้อยู่ใกล้ตนเองเกินไป นางสมควรต้องลงมือทำบางอย่างแล้ว...
ฉับพลัน สายตาของนางก็เปลี่ยนไป ไม่รู้ว่าอะไรดลใจนางกันแน่ จางหลิวอี้หยิบเอา “ยาปลุกอารมณ์” ที่เพิ่งยึดมาจากสาวใช้ผู้หนึ่งของตนเอง นางเม้มริมฝีปากแน่น...แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแล้ว
ค่ำคืนวันนั้นเกิดเรื่องขึ้นมากมาย เพื่อที่จะไถ่โทษและขอบคุณซือซือผู้ใจดียอมให้อภัยตน องค์รัชทายาทลอบนัดหมายกับสตรีในดวงใจมาพบกันยามค่ำคืน เขากอดปลอบประโลมนางอยู่ชั่วครู่ แต่จู่ๆร่างกายก็เกิดร้อนรุ่มขึ้นมา ยิ่งมีสตรีที่งดงามอยู่ตรงหน้า อารมณ์ของเขายิ่งถูกปลุกเร้ามากขึ้นเท่านั้น
แสงตะวันช่างเป็นใจ มองเห็นใบหน้านวลผ่องในอ้อมแขนก็ไม่สามารถหยุดความต้องการของตนเองได้อีก เขาทำให้นางล้มลงและจัดการเปลี่ยนข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก กว่าจะรู้ตัวว่าได้ทำเรื่องเลวร้ายลงไป ก็เป็นตอนที่มีเสียงร้องของจางหลิวอี้ รวมถึงขุนนาง 2-3 คนดังอยู่ไม่ไกลแล้ว...
ซือซืออับอายมาก ไม่คิดเลยว่าองค์รัชทายาทจะกล้าทำเช่นนี้กับตนเอง แต่นางไม่ได้โง่งมเกินไป อาการของเขาดูอย่างไรก็เหมือนคนได้รับผิด ไม่มีสติที่จะหยุดยั้งความต้องการของตนเองด้วยซ้ำ ยิ่งเมื่อถูกพบเจอโดยจางหลิวอี้ผู้นั้น นางยิ่งมั่นใจว่านี่เป็นแผนการของใครบางคนแน่!!
“อะ องค์รัชทายาท รีบสวมใส่เสื้อผ้าเถอะเพคะ หากผู้อื่นมาเห็นเข้าย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่” จางหลิวอี้ปาดน้ำตา พยายามทำให้เสียงของตนเองเข้มแข็งขึ้น
ท่าทางของนางไม่ต่างอะไรกับฮูหยินใหญ่ยามพบเจอสามีลอบมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น เจ็บปวด แต่ต้องอดทน เมื่อนางแสดงออกเช่นนี้...องค์รัชทายาทยิ่งรู้สึกผิดต่อนาง
เขาพูดเปรยๆเอาไว้เสมอว่าจะยกตำแหน่งพระชายาแก่นาง แต่ยังไม่ทันแต่งพระชายาเข้าจวน กลับลอบหลับนอนกับสตรีอื่นที่เพิ่งพบเจอกัน เขารู้สึกผิดมาก อยากจะเข้าไปขอโทษนาง แต่จางหลิวอี้ก็รีบเตือนเขาด้วยความเป็นห่วงอีก
นางใจกว้างมากจริงๆ....
ซือซือเห็นภาพลักษณ์ที่พยายามแสดงออกมาเช่นนั้นของจางหลิวอี้ก็รู้แล้วว่าตอนนี้ตนเองกลายเป็นเหยื่อ ในอนาคต...องค์รัชทายาทจะต้องรู้สึกผิดต่อจางหลิวอี้มาก ในขณะที่เขาจะมองข้ามความรู้สึกของนางไป
แต่...นางยินยอมหรือ? นางเป็นคนเรียกให้องค์รัชทายาทมาเล่นกับตนเองเช่นนี้หรือ? ไม่ใช่เลย!! องค์รัชทายาทผู้นี้...ไร้ความคิดเกินไปแล้ว!!
เขากล้าหันหลังให้นางทั้งๆที่เพิ่งขืนใจนางไป กลับรู้สึกผิดต่อสตรีอื่นที่บังเอิญมาพบเห็น แล้วนางล่ะ? .... ซือซือสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางรีบสวมเสื้อผ้าให้ตนเองอย่างทุลักทุเล ความเจ็บปวดในครั้งนี้...นางจะเอาคืนให้สาสมใจแน่!!
ตอนนี้นางเป็นขององค์รัชทายาทแล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องเข้าวังของเขาในฐานะสตรีชั้นต่ำที่ล่อลวงผู้สูงศักดิ์ ต่อให้นางมีความดีความชอบแค่ไหน นางก็ไม่สามารถได้รับสิ่งอื่นใดนอกจากรางวัลเล็กๆน้อยๆ เพราะสุดท้ายแล้ว....นางก็คือสตรีไร้ยางอายผู้หนึ่ง จะถูกยกย่องได้อย่างไร
จางหลิวอี้แสร้งเป็นคนดีทั้งๆที่วางแผนชั่วร้ายเอาไว้ทั้งหมด ทั้งยังพาคนอื่นมาที่นี่เพื่อให้ทุกคนได้เห็นกับตาด้วยว่าองค์รัชทายาทและนางมีความสัมพันธ์กัน นางคงไม่ต้องการถูกองค์รัชทายาทบีบเอาไว้เพียงคนเดียว...
“ทุกท่าน ขอให้ทุกคนเห็นแก่หน้าของตระกูลจางของข้า อย่าเปิดเผยเรื่องนี้ออกไปภายนอกได้หรือไม่” จางหลิวอี้กล่าวเช่นนี้ ทำราวกับอำนาจตระกูลจางล้นฟ้าเหลือเกิน พวกเขารีบรับปาก แต่ในความจริงแล้ว...เรื่องพวกนี้ยิ่งพยายามปิดมากเท่าไร ก็ยิ่งถูกเปิดมากเท่านั้น
“ขอบใจเจ้ามาก...” องค์รัชทายาทยื่นมือออกไปกุมมือของจางหลิวอี้เอาไว้ เขารู้สึกขอบคุณที่นางเข้าใจเขาทุกอย่างเป็นอย่างดี ซือซืที่มองดูอยู่ด้านหลังกัดฟันกรอด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าเย็นชา
“เรื่องนี้จะปิดบังทำไม”
“............” เมื่อนางกล่าวเช่นนี้ ทุกคนก็ชะงักงันกันไปหมด
“มีคนกล้าวางยาองค์รัชทายาท แต่คุณหนูจางกลับบอกให้ปิดเป็นความลับงั้นหรือ? องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันคิดว่าพระองค์ควรให้ทหารองค์รักษ์ตรวจสอบโดยเร็ว และ...เรียกผู้รักษามาที่นี่ หม่อมฉันเชื่อว่าพิษในร่างกายของพระองค์ยังคงอยู่แน่นอนเพคะ”
“!!!”
………………………………………