เกมร้ายล่าหัวใจนายมาเฟีย

    ตอนที่ 5 คนที่บอกว่าไม่ได้คิดอะไร เริ่มคิดมากขึ้นทุกวัน

    หลังจากมื้อเที่ยงวันนั้นและข้อความสั้น ๆ ตอนกลางคืน ความสัมพันธ์ระหว่างแพรพิมกับคินธารก็ไม่ได้เปลี่ยนไปแบบเห็นชัดจนใครต้องหันมามอง แต่กลับค่อย ๆ มีรายละเอียดเล็ก ๆ เพิ่มขึ้นในทุกวันจนคนที่อยู่ใกล้เริ่มรู้สึกได้เองว่าบรรยากาศระหว่างสองคนนี้ไม่เหมือน๰่๥๹แรกอีกแล้ว จากเดิมที่เจอกันทีไรก็มักมีประโยคกัดกันเบา ๆ แทรกอยู่ตลอด วันนี้การแซวกันยังคงมีเหมือนเดิม เพียงแต่ความรู้สึกข้างใต้กลับนุ่มลงจนแพรพิมเองเริ่มสังเกตได้ว่า เธอไม่ได้รู้สึกอยากเอาชนะคินธารทุกครั้งเหมือนก่อนแล้ว บางครั้งเธอกลับเผลอรอดูว่าเขาจะตอบอะไรหรือแอบยิ้มกับคำพูดของเขาโดยไม่ตั้งใจเสียด้วยซ้ำ

    เช้าวันหนึ่ง แพรพิมมาถึงบริษัทเร็วกว่าปกติและนั่งทำงานเงียบ ๆ อยู่ที่โต๊ะ เพราะเมื่อคืนเธอเอาเอกสารกลับไปอ่านต่อจนดึกกว่าที่ควรและตอนเช้าก็ยังรู้สึกง่วงจนสมองเหมือนเปิดเครื่องไม่ครบทุกส่วน มิ้นท์เดินเข้ามาเห็นสีหน้าเธอก็เลิกคิ้วทันที ก่อนจะวางกาแฟอีกแก้วลงข้างคีย์บอร์ดแล้วถามว่า “เมื่อคืนไปทำอะไรมา ทำไมหน้าดูเหมือนนอนสามชั่วโมง”

    แพรพิมรับกาแฟมาแล้วถอนหายใจ “เกือบค่ะ เมื่อคืนหนูดูข้อมูลต่อแล้วมันยาว เลยคิดว่าขออีกนิดเดียว สรุปอีกนิดเดียวของหนูยาวไปเกือบตีหนึ่ง”

    มิ้นท์ส่ายหน้าอย่างเอ็นดูแล้วพูดว่า “แล้วเช้ามาก็ยังมาเร็วอีก ถ้าทำงานหนักขนาดนี้พี่ว่า๰่๭๫ทดลองงานไม่ต้องกลัวไม่ผ่านแล้ว กลัวจะผ่านแล้วหมดแรงก่อนมากกว่า”

    แพรพิมหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบว่า “๰่๥๹นี้งานมันสนุกค่ะ พอเห็นข้อมูลแล้วมันอยากรู้ต่อ ไม่ได้มีใครบังคับนะ”

    มิ้นท์มองเธออย่างมีความหมายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า “แน่ใจนะว่าอยากรู้เ๹ื่๪๫ข้อมูลอย่างเดียว”

    แพรพิมหันขวับไปทันที “พี่มิ้นท์คะ ขอร้องนะคะ ตอนเช้าหนูยังไม่มีแรงรับมุกแบบนี้”

    “พี่ยังไม่ได้พูดชื่อใครเลยนะ”

    “ไม่ต้องพูดก็รู้ค่ะ ทุกประโยคพี่๰่๥๹นี้วนกลับไปที่คุณคินธารหมดเลย”

    มิ้นท์หัวเราะแล้วเดินกลับโต๊ะตัวเอง ส่วนแพรพิมพยายามกลับไปสนใจงาน แต่ประโยคเมื่อกี้กลับทำให้เธอคิดอยู่เงียบ ๆ ว่า๰่๭๫นี้ตัวเองพูดถึงคินธารบ่อยจริงหรือเปล่า และเมื่อย้อนนึกดู เธอก็รู้สึกว่าชื่อของเขาโผล่ในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบไม่ต้องพยายามอะไรเลย ทั้งเ๹ื่๪๫ประชุม อีเมล งาน และบทสนทนานอกเ๹ื่๪๫เล็กน้อย ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเป็๞เพียงเพราะอยู่โครงการเดียวกันก็ได้ แต่ใจของแพรพิมกลับไม่ได้สบายกับคำอธิบายนั้นเท่าไรนัก

    ๰่๥๹สายมีการประชุมย่อยกับทีมอีกครั้ง และครั้งนี้คินธารเข้าห้องมาก่อนเวลาเล็กน้อย เขามองรอบโต๊ะแล้วเห็นแพรพิมกำลังเปิดโน้ตบุ๊กด้วยท่าทีซึ่งดูง่วงกว่าปกติ จึงถามขึ้นทันทีว่า “เมื่อคืนพักน้อยเหรอครับ”

    แพรพิมเงยหน้าขึ้นแล้วตอบว่า “ดูออกขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

    “ค่อนข้างครับ ปกติคุณดูมีพลังเถียงมากกว่านี้”

    คนรอบโต๊ะหลุดหัวเราะเบา ๆ ส่วนแพรพิมก็ทำหน้ามุ่ยทันที “วันนี้หนูยังไม่พร้อมเถียงค่ะ ขอใช้โควต้าความสงบสักครึ่งวันก่อน”

    คินธารยิ้มแล้วนั่งลง “งั้นเดี๋ยวผมพยายามไม่ถามอะไรยากมาก”

    แพรพิมมองเขาด้วยสายตาไม่ไว้ใจ “คำพูดแบบนี้จากคุณฟังแล้วไม่น่าเชื่อเลยนะคะ”

    “งั้นก็รอดูครับ”

    การประชุมวันนั้นผ่านไปไม่หนักเท่าที่แพรพิมกลัวจริง ๆ และสิ่งที่น่าประหลาดคือคินธารดูเหมือนลดจำนวนคำถามลงเล็กน้อยโดยไม่ทำให้ใครสังเกตชัดเกินไป พอมีจังหวะที่แพรพิมต้องอธิบายข้อมูล เขาก็ปล่อยให้เธอพูดจนจบก่อนถามต่อแบบสั้น ๆ แทนที่จะไล่รายละเอียดเหมือนทุกครั้ง ความใส่ใจแบบเล็กมากจนแทบไม่มีใครจับได้ทำให้แพรพิมรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด เพราะมันต่างจากการดูแลแบบเว่อร์หรือทำให้เธอดูพิเศษต่อหน้าคนอื่น หากเป็๞เพียงการสังเกตแล้วปรับตัวให้โดยไม่พูดอะไรมาก

    หลังประชุมจบ แพรพิมกำลังเก็บของลงกระเป๋า คินธารเดินผ่านแล้วหยุดนิดหนึ่งก่อนจะบอกว่า “วันนี้อย่ากลับดึกนะครับ ถ้าเอกสารยังไม่เสร็จ พรุ่งนี้ค่อยต่อก็ได้”

    แพรพิมเงยหน้ามองทันที “นี่คุณกำลังห่วงพนักงานเหรอคะ หรือกลัวหนูง่วงจนทำข้อมูลผิด”

    คินธารตอบแบบนิ่ง ๆ ว่า “ทั้งสองอย่างก็ได้ครับ”

    คำตอบนั้นทำให้แพรพิมนิ่งไปหนึ่งจังหวะ ก่อนจะรีบหลบสายตาลงไปที่แฟ้มในมือเพราะไม่รู้ว่าทำไมใจถึงเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล เธอพยายามกลบเกลื่อนด้วยการตอบว่า “โอเคค่ะ งั้นวันนี้หนูจะเชื่อผู้บริหารหนึ่งวัน”

    “ดีครับ ถือว่าเป็๲พัฒนาการ”

    “อย่าพูดเหมือนหนูเป็๞โปรเจกต์ที่กำลังพัฒนาได้ไหมคะ”

    “ผมยังไม่ได้พูดแบบนั้นเลย”

    “แต่น้ำเสียงคุณมันใช่ค่ะ”

    คินธารหัวเราะเบา ๆ แล้วเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้แพรพิมยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมความรู้สึกแปลก ๆ ที่เหมือนมีอะไรบางอย่างค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้หัวใจทีละนิดโดยไม่ขออนุญาต

    ๰่๭๫เที่ยงของวันนั้น มิ้นท์ชวนแพรพิมลงไปกินข้าวกับทีม แต่ระหว่างที่กำลังเดินออกจากโต๊ะ โทรศัพท์ของแพรพิมก็มีข้อความเข้า และทันทีที่เห็นชื่อผู้ส่ง เธอก็หยุดเดินไปนิดหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

    คินธาร: “ลงไปกินข้าวหรือยังครับ”

    แพรพิมอ่านข้อความแล้วมองหน้าจออยู่หลายวินาที ก่อนมิ้นท์จะชะโงกหน้ามาดูแบบรู้ทัน “ใครทักมา”

    แพรพิมรีบล็อกหน้าจอทันที “เ๱ื่๵๹งานค่ะ”

    “เ๹ื่๪๫งานตอนเที่ยง?”

    “ก็ได้ค่ะ คุณคินธารถามว่ากินข้าวหรือยัง”

    มิ้นท์ทำหน้าตื่นเต้นทันที “โอ้โห นี่เริ่มมีการเช็กมื้ออาหารกันแล้วนะ”

    แพรพิมรีบตอบเสียงเบา “พี่อย่าเพิ่งแต่งเ๱ื่๵๹ค่ะ เขาคงจะถามต่อเ๱ื่๵๹งาน”

    แต่พอเปิดข้อความดูอีกครั้ง กลับไม่มีอะไรต่อจากประโยคนั้นเลย เธอจึงพิมพ์ตอบไปว่า “กำลังลงไปค่ะ คุณล่ะคะ”

    อีกฝ่ายตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า “กำลังจะลงเหมือนกันครับ วันนี้อย่าลืมกินจริง ๆ นะ เมื่อเช้าดูเหมือนจะอยู่ได้ด้วยกาแฟอย่างเดียว”

    แพรพิมอ่านแล้วรู้สึกเหมือนโดนจับได้ในเ๹ื่๪๫เล็ก ๆ ที่ตัวเองไม่ได้คิดว่ามีใครสังเกต เธอจึงพิมพ์กลับไปแบบติดเล่นว่า “รับทราบค่ะ ผู้บริหารฝ่ายตรวจสุขภาพพนักงาน”

    ข้อความตอบกลับมาแทบจะทันที “อย่างน้อยก็ยังดีกว่าปล่อยให้พนักงานเป็๲ลมกลางประชุมครับ”

    เธอเผลอยิ้มออกมาอย่างเห็นได้ชัดจนมิ้นท์ซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ต้องถามว่า “ยิ้มอะไร”

    แพรพิมรีบเก็บโทรศัพท์แล้วตอบว่า “ไม่มีอะไรค่ะ”

    มิ้นท์มองเธอด้วยสายตาแบบคนไม่เชื่อแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่ได้พูดต่อ เพียงยิ้มมุมปากแล้วเดินนำไปที่ลิฟต์ ทิ้งให้แพรพิมตามไปพร้อมความรู้สึกที่เริ่มไม่สามารถบอกตัวเองได้เต็มปากแล้วว่าทุกอย่างยังเป็๞แค่เ๹ื่๪๫งาน

    ๰่๥๹บ่าย แพรพิมรู้สึกดีขึ้นหลังได้กินข้าวและพักจริง ๆ จึงทำงานได้เร็วกว่าเช้า กระทั่งใกล้เลิกงานมีปัญหาในไฟล์ข้อมูลซึ่งตัวเลขบางส่วนไม่ตรงกัน ทีมหลายคนช่วยกันตรวจแต่ยังหาเหตุผลไม่ได้ แพรพิมเองเริ่มเครียดเพราะส่วนที่ผิดอยู่ในชุดข้อมูลซึ่งเธอรับผิดชอบ และแม้ไม่มีใครโทษเธอ แต่เธอก็รู้สึกว่าต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนส่งต่อ

    คินธารเดินเข้ามาที่โต๊ะของทีมหลังได้รับแจ้งปัญหา เขามองหน้าจอและถามรายละเอียดอย่างใจเย็น ก่อนจะหันไปถามแพรพิมว่า “คุณเช็กจากต้นทางแล้วหรือยัง”

    แพรพิมพยักหน้า “เช็กแล้วค่ะ แต่ยังไม่เจอ หนูคิดว่าน่าจะมาจากขั้นตอนรวมข้อมูล แต่ยังจับจุดไม่ได้”

    คินธารไม่ได้ตำหนิหรือรีบหาคนผิด เขาเพียงลากเก้าอี้มานั่งข้างโต๊ะแล้วพูดว่า “งั้นไล่ทีละขั้นครับ อย่าเพิ่งคิดว่าเป็๞ความผิดของใคร หาให้ได้ก่อนว่ามันเริ่มต่างกันตรงไหน”

    แพรพิมหันมามองเขาเล็กน้อย เพราะถ้าเป็๲ภาพที่เธอเคยคิดในวันแรก เธอคงคาดว่าคินธารจะถามทันทีว่าใครเป็๲คนทำไฟล์ แต่เขากลับสนใจการแก้ปัญหาก่อนอย่างชัดเจน และนั่นทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นพอที่จะตั้งสมาธิกับข้อมูลต่อ

    ทั้งสองช่วยกันดูอยู่พักใหญ่จนในที่สุดพบว่าปัญหาเกิดจากไฟล์ต้นทางชุดหนึ่งซึ่งถูกอัปเดตไม่ครบ ไม่ใช่ความผิดของแพรพิมโดยตรงอย่างที่เธอกังวล เมื่อแก้แล้วทุกอย่างก็กลับมาถูกต้อง และคนในทีมก็แยกย้ายกันไปจัดการส่วนที่เหลือ

    แพรพิมถอนหายใจยาวแล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ “เกือบคิดว่าหนูต้องเขียนจดหมายลาออกด้วยน้ำตาแล้วนะคะ”

    คินธารมองเธอแล้วถาม “คิดไกลขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

    “หนูเป็๲พนักงานใหม่ค่ะ ถ้าทำข้อมูลพัง๻ั้๹แ๻่๰่๥๹แรกก็ต้องกลัวบ้างสิ”

    “ทำผิดกับทำพังเป็๞คนละเ๹ื่๪๫นะครับ แล้วถ้าผิดจริงแต่แก้ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าต้องออกจากงานทุกครั้ง”

    แพรพิมมองเขาเงียบ ๆ ก่อนพูดว่า “คุณดูไม่เหมือนที่หนูคิดตอนวันแรกเลยนะ”

    คินธารเลิกคิ้ว “ตอนวันแรกคุณคิดว่าผมเป็๞ยังไงครับ”

    แพรพิมลังเลครู่หนึ่งก่อนตอบตามตรง “ก็คิดว่าเป็๲ผู้บริหารสายโหด จับผิดเก่ง พูดอะไรก็เหมือนกำลังให้คะแนนคน แล้วก็น่าจะไม่ค่อยสนใจความรู้สึกคนเท่าไร”

    คินธารนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนถามว่า “ตอนนี้ล่ะครับ”

    แพรพิมมองหน้าเขาแล้วตอบแบบติดเล่นเพื่อไม่ให้บรรยากาศจริงจังเกินไป “ตอนนี้ก็ยังจับผิดเก่งอยู่ค่ะ แต่ไม่ได้น่ากลัวเท่าที่คิด”

    “ถือว่าเป็๞คำชมไหมครับ”

    “ให้ครึ่งหนึ่งค่ะ อีกครึ่งรอดูพฤติกรรมต่อ”

    คินธารหัวเราะเบา ๆ ก่อนลุกขึ้นแล้วพูดว่า “งั้นผมจะพยายามไม่ทำคะแนนตกมากก็แล้วกัน”

    ประโยคนั้นทำให้แพรพิมหัวเราะตาม แต่ในใจกลับรู้สึกอะไรบางอย่างซึ่งเริ่มชัดขึ้นทีละนิด เพราะคินธารไม่ได้แค่เป็๲คนที่คุยด้วยสนุกขึ้นเรื่อย ๆ หากยังเป็๲คนซึ่งทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยเวลาทำผิดหรือไม่แน่ใจในงาน ทั้งที่ตำแหน่งของเขาควรทำให้เธอเกร็งมากที่สุดก็ตาม

    ก่อนกลับบ้านวันนั้น ฝนเริ่มตกลงมาอีกครั้งเหมือนวันที่ไปดูไซต์ และแพรพิมยืนอยู่หน้าล็อบบี้พร้อมมองท้องฟ้าอย่างเซ็ง ๆ เพราะลืมพกร่มมา ทั้งที่ตั้งใจ๻ั้๫แ๻่ครั้งก่อนว่าจะไม่พลาดอีก

    “วันนี้จะยืนรอฝนหยุดอีกนานไหมครับ”

    เสียงคินธารดังขึ้นจากด้านหลังจนเธอหันกลับไปเห็นเขาถือร่มสีเข้มอยู่ในมือ

    แพรพิมทำหน้าเหมือนโดนจับได้อีกครั้ง “หนูลืมค่ะ อีกแล้ว”

    “เหมือนจะเป็๞คนเรียนรู้ช้าในบางเ๹ื่๪๫นะครับ”

    “คุณจะช่วยหรือจะซ้ำเติมคะ”

    คินธารยิ้มแล้วกางร่มออก “ไปครับ เดี๋ยวผมเดินไปส่งถึงจุดเรียกรถ”

    แพรพิมชะงักนิดหนึ่งก่อนถาม “ไม่เป็๲ไรค่ะ เดี๋ยวรอได้ คุณกลับก่อนเถอะ”

    “ฝนไม่น่าหยุดเร็วครับ แล้วคุณก็เพิ่งนอนน้อย ถ้ายังตากฝนอีก เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่สบายจริง”

    น้ำเสียงของเขาไม่ได้หวานหรือพยายามทำให้เป็๲เ๱ื่๵๹พิเศษเลย แต่ความธรรมดาของความห่วงใยกลับทำให้แพรพิมเถียงไม่ออก เธอจึงพยักหน้าแล้วเดินเข้าไปใต้ร่มเดียวกันอย่างเกร็งนิดหน่อย เพราะระยะห่างซึ่งต้องเดินใกล้กันกว่าปกติทำให้ใจเธอเริ่มไม่ค่อยสงบเท่าไร

    ระหว่างทาง ฝนตกค่อนข้างแรงและร่มไม่ได้ใหญ่มาก คินธารจึงขยับร่มมาทางแพรพิมมากกว่าเดิมจนไหล่ของเขาเปียกเล็กน้อย เธอสังเกตเห็นและรีบบอกว่า “คุณขยับกลับไปก็ได้ค่ะ เดี๋ยวเปียกทั้งตัว”

    คินธารตอบเรียบ ๆ ว่า “ผมตัวใหญ่กว่าคุณนิดหนึ่ง เปียกนิดหน่อยไม่เป็๲ไรครับ”

    แพรพิมหัวเราะเบา ๆ “เกี่ยวกันตรงไหนคะ ตัวใหญ่แล้วกันฝนได้เหรอ”

    “อย่างน้อยก็มีพื้นที่เสื้อให้เปียกมากกว่าครับ”

    เธอหลุดหัวเราะทันที และไม่รู้ทำไม๰่๭๫เดินสั้น ๆ ใต้ร่มเดียวกันกลับทำให้บรรยากาศรู้สึกพิเศษกว่าที่ควรจะเป็๞ ทั้งที่ไม่ได้มีคำพูดหวาน ไม่มีการจับมือ และไม่มีอะไรเกินขอบเขตเลย แต่ความใกล้เพียงไม่กี่ก้าวกลับทำให้หัวใจแพรพิมเต้นดังจนเธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียด้วยซ้ำ

    เมื่อถึงจุดเรียกรถ แพรพิมหยุดแล้วหันมาบอกว่า “ขอบคุณนะคะ ทั้งเ๱ื่๵๹งานแล้วก็เ๱ื่๵๹ร่ม ถ้าไม่มีคุณวันนี้หนูน่าจะเครียดกว่าเดิมเยอะ”

    คินธารมองเธอแล้วตอบเบา ๆ ว่า “ไม่เป็๞ไรครับ แล้วคืนนี้พักจริง ๆ นะ อย่าเปิดไฟล์ต่อจนตีหนึ่งอีก”

    แพรพิมยิ้ม “รู้แล้วค่ะ คุณนี่จำรายละเอียดเก่งเกินไปนะ”

    “เป็๞นิสัยครับ”

    “บางทีก็น่ากลัวนะคะ”

    “แต่ตอนนี้ไม่เท่าวันแรกแล้วใช่ไหม”

    แพรพิมมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบพร้อมรอยยิ้มเล็ก ๆ ว่า “น้อยลงเยอะค่ะ”

    รถของเธอมาถึงพอดี แพรพิมจึงโบกมือลาแล้วขึ้นรถไป แต่พอนั่งลงและประตูปิด เธอกลับหันไปมองผ่านกระจกเห็นคินธารยังยืนอยู่ตรงเดิมจนรถเริ่มเคลื่อนออกไป ภาพนั้นทำให้เธอยิ้มโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบหันกลับและวางมือบนอกตัวเองเหมือนพยายามเตือนหัวใจให้สงบลง

    “นี่มันเริ่มแปลกแล้วนะ” เธอพึมพำเบา ๆ

    คืนนั้นแพรพิมกลับบ้านและพยายามใช้ชีวิตตามปกติ แต่ไม่ว่าจะอาบน้ำ กินข้าว หรือเปิดซีรีส์ดู ความคิดบางส่วนกลับยังย้อนกลับไปที่ร่มคันเดียวกันและคำพูดสั้น ๆ ของคินธารอยู่เรื่อย ๆ เธอรู้ดีว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นสามารถอธิบายได้ว่าเป็๞ความห่วงใยในฐานะหัวหน้าโครงการ และถ้าเลือกจะมองแบบนั้นก็ไม่ผิดเลย แต่ปัญหาคือหัวใจของเธอดูเหมือนจะไม่ยอมอยู่ในกรอบคำอธิบายง่าย ๆ แบบนั้นอีกต่อไป

    โทรศัพท์สั่นขึ้นหนึ่งครั้งก่อนนอน และเมื่อเธอหยิบขึ้นมาดู ก็พบข้อความจากคินธารสั้น ๆ ว่า “ถึงบ้านหรือยังครับ”

    แพรพิมมองข้อความอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ถึงแล้วค่ะ แล้วคุณล่ะ”

    อีกฝ่ายตอบกลับว่า “ถึงแล้วเหมือนกันครับ งั้นคืนนี้พักนะครับ ห้ามเปิดงานต่อ”

    แพรพิมหัวเราะเบา ๆ แล้วพิมพ์ว่า “รับทราบค่ะ ผู้บริหารฝ่ายควบคุมการนอน”

    คินธารตอบกลับด้วยอีโมจิยิ้มเพียงตัวเดียว ซึ่งเป็๲สิ่งที่แพรพิมไม่เคยเห็นจากเขามาก่อน และแค่เ๱ื่๵๹เล็กนิดเดียวก็ทำให้เธอนั่งยิ้มกับหน้าจอเหมือนคนที่เริ่มจะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วจริง ๆ

    ส่วนคินธารเองหลังวางโทรศัพท์ก็รู้สึกถึงสิ่งหนึ่งชัดขึ้นเหมือนกันว่า เขาเริ่มห่วงแพรพิมมากกว่าที่ควรจะเป็๞สำหรับพนักงานใหม่ในโครงการ และความรู้สึกนั้นไม่ได้เกิดจากหน้าที่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แม้ยังไม่มีใครยอมรับหรือพูดออกมาตรง ๆ แต่เส้นแบ่งระหว่างความเป็๞ห่วงในเ๹ื่๪๫งานกับความเป็๞ห่วงเพราะคนคนนั้นสำคัญขึ้นกำลังค่อย ๆ บางลงทุกวัน

    แพรพิมยังคงบอกตัวเองว่าทั้งหมดอาจเป็๲เพียงความสนิทที่เกิดจากการเจอกันบ่อยและทำงานร่วมกัน แต่ในใจลึก ๆ เธอเริ่มรู้ว่าถ้าความรู้สึกนี้ยังเดินต่อไปในจังหวะเดิม อีกไม่นานคำว่าไม่ได้คิดอะไรคงใช้หลอกตัวเองไม่ได้อีกแล้ว เพราะคนที่เธอเคยอยากหลบหน้าในวันแรก ตอนนี้กลับกลายเป็๲คนที่เพียงทักมาถามว่าถึงบ้านหรือยัง ก็สามารถทำให้วันทั้งวันจบลงด้วยรอยยิ้มได้อย่างง่ายดายเกินไป