ยามอู่ บ้านเว่ย
“แม่เฒ่าเว่ยแม่เฒ่าเว่ย เป็อย่างไรบ้าง แม่นางเว่ยคลอดหรือยัง” ยายจางข้างบ้านกำลังะโอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน
“มาแล้วข้ามาแล้ว...หนาวจะตายเ้ายังข้ามมาหาอีก มาเข้ามาก่อน” แม่เฒ่าเว่ยชวนยายจางเข้ามานั่งในโถงกลางบ้านเนื่องจากตอนนี้อยู่ในฤดูหนาว
“ข้าเอาโสมมาให้เมื่อก่อนหิมะจะตกหนักข้าดวงดีขึ้นเขาขุดเจอเข้านะสิอย่าบอกใครนะน่าจะหลายปีอยู่เหมือนกันเ้าเอาไปต้มให้นังหนูมันบำรุงร่างกายเถอะ”ยายจางเอ่ยสิ่งที่ตนต้องเร่งมาเพราะเมื่อวานเห็นนังหนูเว่ยคล้ายจะเจ็บท้องคลอดลูก
“โอ้ววไม่ ไม่ของเช่นนี้เ้านำไปขายเถอะเก็บไว้ขายนำเงินไว้ใช้สอยบ้านข้าก็พอมีเงินซื้อโสมอยู่บ้าง”ยายเฒ่าเว่ยรีบปฏิเสธเพราะสองเฒ่าตายายจางอาศัยอยู่สองคนบ้านอยู่ตรงข้ามกับนางสามีของนางจางเป็พรานป่าประจำหมู่บ้านจึงพอมีฐานะ
“ข้าได้มาตั้งสามหัวขายไปมากหลังจากหมดหน้าหนาวนี้ก็คงสร้างบ้านใหม่ได้แล้วข้ากับสามีคงมีกินมีใช้ไม่ลำบากอีกต่อไปแล้ว เ้าก็เคยช่วยบ้านข้าในยามที่สามีข้าาเ็เป็บ้านเ้าที่เสียเงินช่วยรักษา” ยายจางเอ่ย
“ช่วยๆกันบ้านใกล้เรือนเคียงพึ่งพาอาศัยกัน” เฒ่าเว่ยตอบกลับพร้อมตบมือเบาๆ
“รับไปเถอะๆ ไว้ข้ามาหาใหม่ว่าแต่ชายหรือหญิงเล่าฮ่าฮา”
“หลานชายหลานเ้าเป็หลานชายฝากบอกตาเฒ่าจางด้วยว่าเขาต้องรับศึกหนักในวันหน้าอย่างแน่นอนเพราะที่บ้านไม่มีผู้ชายแม้แต่น้อยต้องฝากฝังตาเฒ่าจางช่วยสั่งสอนเขาแล้วละนะ ฮาฮ่าฮา”
“ยินดียิ่งบ้านข้าเต็มใจช่วยๆกันเลี้ยงไป...”
เมื่อทั้งสองแยกย้ายกันยายเฒ่าจางก็นำข้าวต้มกับน้ำแกงไก่มาให้เว่ยอีทานข้าวเที่ยง
ที่นี่มักทานข้าวกันเพียงสองมื้อ เพราะฐานะและความลำบากของชาวบ้าน ส่วนบ้านเว่ยนั้นมีฐานะที่ปานกลางเนื่องจากเป็คนจากที่อื่นย้ายมา ชาวบ้านแรกๆก็สงสัยแต่เมื่อยายเฒ่าเว่ยบอกว่าเป็ครอบครัวที่บุรุษเสียชีวิตจากการทำา
จนต้องระหกระเหินออกจากเมืองหลวงมาเริ่มต้นใหม่ยังชนบทแห่งนี้และต่อไปก็คงอาศัยอยู่ระยะยาวด้วยทั้งสองเป็หนึ่งยายแก่หนึ่งคนท้องแต่พอมีทรัพย์สินติดตัวมาถือว่าพออยู่พอกินแต่ชนบทก็ยังถือว่าเป็เศรษฐีก็ว่าได้
ทั้งสองเมื่อติดต่อซื้อที่ดินสร้างบ้านระยะเวลานั้นก็หาซื้อร้านรวงไว้ซักร้านในตัวเมืองชิงเป่ย ที่เป็เมืองก่อนถึงหมู่บ้านสามสีที่พวกนางจะตั้งถิ่นที่อยู่ในตอนนี้
เมื่อได้ร้านสมบัติที่ติดตัวมาคือการค้าที่เป็อดีตในเมืองหลวงก็ยังคงสั่งซ้อผ้ามาลงขายจ้างหลงจู้สักคนและคนดูแลอีกสองคนแต่ก็ไม่ค่อยได้เข้ามาบริหารจัดการอะไรมากเพราะนานๆเข้ามาเนื่องจากเว่ยอีกตั้งครรภ์แม่เฒ่าเว่ยก็แก่ชรา
จะมีก็แต่หลงจู๊นำบัญชีไปตรวจสอบเดือนละครั้งที่บ้านแทนจึงพอจะมีอยู่มีกินบ้างแม้ว่าร้านขายผ้าจะมีมากทั้งผ้าจากเมืองอื่นแคว้นอื่นและจากแหล่งอื่นๆจากท่าเรือก็ยังพอขายเพราะร้านเว่ยเน้นขายผ้าเนื้อหยาบให้แก่ชาวบ้านจนเป็ร้านผ้าที่ถูกและเขาถึงง่าย
กลับมาตอนนี้เวลาผ่านไปแล้วหนึ่งเดือนเ้าก้อนแป้งที่เอาแต่ชกลมคุยกับอากาศก็อวบอ้วนหนายิ่งห่อเข้ากับผ้าห่มเพราะตอนนี้อยู่ในกลางฤดูหนาว
การตั้งชื่อและโกนผมเมื่อเด็กครบหนึ่งเดือนจึงมีเพียงบ้านจางที่อยู่ใกล้เคียงและหลงจู๊และลูกน้องสองคนที่มาร่วมงานด้วย
“เอาหละดูเ้าก้อนแป้งจะชอบคิ้วขมวดเสียจริง ฝากเ้าก้อนไว้กับข้าและหลงจู๊เถอะเ้าไปช่วยกันทำกับข้าวข้าดูแลหลานเอง” ตาเฒ่าจางั้แ่ก้อนแป้งน้อยได้อาทิตย์กว่าๆเขาก็รอให้ครบเดือนเพื่อเขาจะได้อุ้มหลานบ้างดูก้อนกลมๆไปทั้งผ้านั่นช่างน่ารักน่าชังยิ่งเขารอวันนี้มานานที่จะได้โอบอุ้ม
แต่เ้าก้อนที่มองคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วทำคิ้วขมวดก็ดูขำขันไม่น้อย ทั้งหลงจู๊และเขาเท่านั้นที่เป็ผู้ชายจึงอาสาเลี้ยงหลานแต่เมื่อเห็นหน้าหลานชายกลับดูตลกยิ่งเ้าเด็กน้อยคิ้วขมวดตาแข็งมองไม่หยุดคงมีความสงสัยอย่างมากโตขึ้นเขาคงเตรียมน้ำลายกระเด็นไว้เพื่อตอบคำถามหลายชายแน่ๆ
“ดูคุณชายน้อยสิขอรับท่านตาจางช่างอวบอ้วนเป็ก้อนซาลาเปาโดยแท้” หลงจู๊ที่อดีตเป็บัณฑิตตกยากเงินทำศพแม่ไม่มีได้นายหญิงช่วยจัดการและให้งานทำบุญคุณครั้งนั้นเขาไม่เคยลืมและตั้งตนซื่อสัตย์ต่อนายหญิงและครอบครัวต่อไป
“ฮ่าฮา หลานข้าน่ารักเสียจริงดูสิตากลมแป๋วเลยดู เ้าดูคิ้วขมวดเป็ปมคงขี้สงสัยไม่น้อย ฮ่าฮ่าฮา”
“ต้องเป็เด็กฉลาดมากๆแน่ขอรับ”
“แน่นอนเสี่ยวเป่าน้อยต้องเป็เด็กฉลาดแน่ๆ ”
และเสียงหัวเราะทำให้คนที่ทำกับข้าวในครัวตอนนี้ถึงกับส่ายหัวในความเห่อหลานของตาเฒ่าจาง