ตอนที่ 26 โดนหลอก!?
ทันทีที่ได้ยินมู่เจ๋ออวี่พูดถึงลูกๆ ของลุงต้าคุน ป้าเหอโบกมือพลางเอ่ย “อย่าให้พูดเลย ลูกชายสองคนเนรคุณกันทั้งคู่ ไปอยู่ในเมืองกันหมด เหมือนว่าลูกชายคนโตจะซื้อบ้านในเมือง ส่วนลูกชายคนเล็กขี้เกียจตัวเป็นขน ชีวิตดีสู้ลูกชายคนโตไม่ได้ ลูกชายคนโตไม่ได้กลับมาหลายปีแล้ว ลูกชายคนเล็กสิกลับมาบ่อยๆ กลับมาปุ๊บก็ขอเงินต้าคุนสองสามีภรรยา พอคนเล็กขอ คนโตก็ขอบ้าง แล้วต้าคุนจะไปเอาเงินจากไหน ตอนป่วยไม่มีเงินจะรักษา ลูกชายสองคนเห็นว่าต้าคุนจะขอเงินรักษาตัวก็เผ่นเร็วซะยิ่งกว่ากระต่าย แต่ละคนเอาแต่บอกว่ามีธุระต้องกลับไปก่อน เฮ้อ เลี้ยงลูกชายมาตั้งสองคนแต่ไม่ต่างจากไม่ได้เลี้ยงเลย สองสามีภรรยาช่างรันทดจริงๆ”
มู่เจ๋ออวี่นึกประหลาดใจ แม้จะเห็นข่าวลูกเนรคุณลูกอกตัญญูอยู่บ่อยๆ แต่พอได้ยินกับหูตัวเองก็ยังอึ้งสุดๆ
มู่เจ๋ออวี่ไม่ได้วกวนในหัวข้อนี้ต่อ แต่เบี่ยงประเด็นออกไป “แล้วพวกคุณป้าเคยถามกัวเทียนไหมครับ ว่าต้องการภูเขาและที่ดินมากขนาดนั้นไปทำไม”
ป้าเหอส่ายหน้า “เคยถามแล้ว เสี่ยวเทียนไม่ยอมบอก”
มู่เจ๋ออวี่พยักหน้า เขานั่งอยู่อีกพักหนึ่งก็เห็นกัวเทียนออกมาหา จึงลุกขึ้นและบอกกับพวกป้าเหอ “พวกคุณป้านั่งกันต่อเถอะครับ ผมกลับก่อนนะครับ”
“ไปเถอะจ้ะ”
มู่เจ๋ออวี่เดินไปหาคนที่กำลังตรงมาหาเขา กัวเทียนหยุดฝีเท้า จากนั้นทั้งคู่ก็กลับไปด้วยกัน
เมื่อกลับถึงบ้าน กัวเทียนทำอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่นั่งกินข้าวที่โต๊ะอาหารกันพักหนึ่ง มู่เจ๋ออวี่ถึงเอ่ยปาก “ผมได้ยินว่าภูเขาลูกนั้นเป็นของคุณเหรอ”
กัวเทียนพยักหน้า
“ทำไมถึงต้องซื้อภูเขาลูกใหญ่นั่นล่ะ คุณจะทำอะไรเหรอ” มู่เจ๋ออวี่ถาม
“บนเขามีต้นไม้หายากไม่น้อย ตอนผมเห็นครั้งแรกก็รู้เลยว่าต้นไม้พวกนี้มีมูลค่ามาก และมีค่าแก่การชมสุดๆ แต่คนในหมู่บ้านไม่รู้ เลยพากันไปตัดแล้วนำมาเผาเป็นฟืน ผมรู้สึกเสียดายจึงซื้อไว้”
ในที่สุดกัวเทียนก็บอกจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาในการซื้อภูเขาลูกนั้น มู่เจ๋ออวี่ฟังแล้วก็ตาโตอ้าปากค้าง
เขาไม่เคยเห็นคนที่ซื้อทั้งภูเขาเพราะไม้เลอค่าไม่กี่ต้นจริงๆ ทำเอาเขาพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
อันที่จริงกัวเทียนก็รู้สึกอยู่บ้างว่าตัวเองโง่ ตอนนั้นเขามีเงินอยู่ในมือก้อนหนึ่งแท้ๆ กลับใช้ไปกับการซื้อภูเขาลูกหนึ่งเสียส่วนใหญ่ เป็นผลให้ตอนนี้ไม่มีเงินใช้ แม้แต่เงินที่จะจ้างคนอื่นทำงานให้ก็ยังไม่มี แบบนี้มันขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆ
รู้อย่างนี้น่าจะต่อรองราคาเยอะๆ หน่อย จะได้เหลือเงินไว้ใช้บ้าง
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่รู้สึกเสียใจกับทุกการตัดสินใจของตัวเอง
“คุณนี่เหลือเกิน” มู่เจ๋ออวี่เงียบไปพักใหญ่ถึงเค้นออกมาได้หนึ่งประโยค
กัวเทียนเพียงยิ้ม ไม่พูดอะไร
…
มู่เจ๋ออวี่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะอยู่ถึงเมื่อไร กัวเทียนเองก็ไม่เคยถาม และหลังจากมู่เจ๋ออวี่ช่วยกัวเทียนทำงานเกษตรวันนั้นก็ตามเขาออกไปในทุกๆ วัน แถมตอนเที่ยงยังล่วงหน้ากลับมาก่อนเพื่อทำอาหารให้เขากิน
มู่เจ๋ออวี่ค่อยๆ พัฒนาฝีมือขึ้นไม่น้อย กัวเทียนก็สบายขึ้นกว่าปกติมากเพราะได้คนช่วย
เวลาครึ่งเดือนผ่านไปช้าๆ กัวเทียนตรวจสอบด้วยโทรศัพท์หลายรอบซ้ำไปซ้ำมาแต่ก็ยังไม่เห็นค่าผักที่ถูกขนไป
นี่ก็ผ่านมาครึ่งเดือนแล้ว ทำไมเงินยังไม่โอนมาอีกล่ะ
ครึ่งเดือนที่ผ่านมา เขายุ่งอยู่กับการถอนรากพืชผักที่ตายแล้วและการปรับหน้าดิน ยุ่งจนลืมเรื่องเงินเสียสนิท ตอนนี้พอมีเวลาว่างแล้วถึงรู้ตัวว่าเงินยังไม่เข้าบัญชี
ดังนั้นเขาจึงไปขอเบอร์โทรศัพท์คนคนนั้นจากลุงฮว่า เพื่อถามว่าทำไมถึงยังไม่โอนเงินมา ลืมไปแล้วหรือเปล่า
ทันทีที่ลุงฮว่าได้ยินว่ากัวเทียนยังไม่ได้รับเงินก็หยิบโทรศัพท์ออกมา ค้นหาเบอร์ของคนชื่อเฉินข่าย สุดท้ายกลับได้ยินเสียงดังจากโทรศัพท์ว่า “สวัสดีค่ะ หมายเลขที่ท่านเรียกยังไม่เปิดใช้บริการ”
“ยังไม่เปิดใช้บริการเหรอ” สีหน้าลุงฮว่าเริ่มไม่สู้ดี
กัวเทียนได้ยินแบบนั้น ความคิดหนึ่งพลันผุดเข้ามาในหัว ‘โดนหลอกเหรอ’
เรื่องนี้ส่งผลให้หัวใจกัวเทียนหนักอึ้ง แต่ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า เขาดูออกว่าลุงฮว่าไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ หรือก็คือเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับลุงฮว่า
เขานึกถึงที่ลุงฮว่าเคยบอกว่าคนคนนั้นออกไปหาลู่ทางนอกหมู่บ้านนานแล้ว ในช่วงที่ไม่ได้กลับมาอีกฝ่ายอาจเปลี่ยนไปโดยที่คนในหมู่บ้านไม่รู้ก็ได้
คิดไปคิดมา กัวเทียนก็เอ่ยขึ้น “ลุงฮว่ารู้ไหมครับว่าบริษัทของเขาอยู่ที่ไหน เดี๋ยวผมไปหาเอง”
ลุงฮว่ารู้สึกผิดเต็มอก เขาตอบ “ไปสิ ฉันจะไปหาเขากับเธอด้วย!”
นี่เป็นคนที่เขาแนะนำ ตอนนี้กลับเกิดเรื่องอย่างนี้ จะให้เขาอยู่เฉยได้อย่างไร
แต่แปลกเหลือเกิน เมื่อก่อนเขาก็เคยแนะนำคู่ค้ามาไม่น้อย ทำไมถึงเกิดปัญหาในหนนี้นะ
ลุงฮว่ากังขาอยู่เต็มหัวใจ…