เมื่อหม้อดินใบเดียวไม่พอขายนางซูก็เพิ่มเป็สองใบ พอขายหมดในยามเช้าก็เก็บแผงและรีบร้อนไปจัดหาวัตถุดิบกลับมาทำอาหารต่อทันที
เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นปริมาณงานก็มากขึ้นตามไปด้วย อันดับแรกคือเวลาในการล้างทำความสะอาดที่นานขึ้นอีกทั้งยังต้องเตรียมเครื่องปรุงนานาชนิด การเหลาไม้เสียบ และขั้นตอนอื่นอีก…
เย่ชิงชิงช่วยงานได้ไม่มากนักเมื่อเห็นนางซูทำนั่นทำนี่ไม่หยุดหย่อนก็เสนอให้หาผู้อื่นมาเหลาไม้เสียบโดยให้ค่าจ้างเป็มัดๆ ไป
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร” การค้าเล็กๆนี้เพิ่งจะเริ่มดีขึ้น จะให้เสียเงินซื้อไม้เสียบแล้วหรือ นางซูจะยอมได้อย่างไรกัน
“ท่านแม่หลายคนต่างกล่าวว่าพวกเราขายของในยามเช้าเพียงครู่เดียวสั้นเกินไปเ้าค่ะ” เย่ชิงชิงอธิบายให้ฟัง “หากยามบ่ายขายล่าช่วนได้ด้วยรายได้ก็จะเพิ่มเป็เท่าตัวเลยนะเ้าคะ”
รายได้เพิ่มเป็เท่าตัว!แรงจูงใจนี้ช่างใหญ่หลวงนักสำหรับนางซูปัจจุบันพวกนางมีกำไรหลังจากหักค่าใช้จ่ายวันละหนึ่งร้อยเจ็ดสิบอีแปะเมื่อหักค่าใช้จ่ายประจำวันแล้วจะเก็บออมได้ประมาณหนึ่งร้อยสามสิบอีแปะ
เย่ชิงชิงเสนอว่าให้หาผู้อื่นมาเหลาไม้เสียบล่าช่วนที่พวกนางทำเสร็จในตอนบ่ายก็จะนำไปขายในตอนเช้าของวันถัดไปโดยมีนางกับเย่จื้อเฟิงเฝ้าแผง ส่วนนางซูจะซื้อวัตถุดิบกลับไปทำอาหารต่อและจะนำอาหารกลางวันมาส่งให้สองพี่น้อง พร้อมกับนำล่าช่วนที่ทำใหม่มาขายในยามบ่ายด้วย
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร พวกเ้าเป็เพียงเด็กน้อย...” สิ่งที่นางซูเป็กังวลมากที่สุดก็คือเย่จื้อเฟิง
“ข้าจะดูแลท่านพี่เองเ้าค่ะ” เย่ชิงชิงพยายามแสดงความน่าเชื่อถือของตนอย่างเต็มที่
ทว่านางซูก็ยังคงไม่วางใจหากไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ แล้วเกิดเื่อันใดขึ้นมาจะทำเช่นไร...
เย่ชิงชิงกล่าวต่อ“วิธีนี้จำเป็ต้องมีรถลากด้วยเ้าค่ะมิฉะนั้นแค่เดินทางก็จะเสียเวลาไปมากพวกเราไปยืมรถลากจากลุงขาเป๋มาลองใช้สักสองสามวันดีหรือไม่เ้าคะ?”
เย่ชิงชิงหว่านล้อมนางซูอยู่นานกว่าจะสำเร็จผิดที่นางเป็เพียงเด็กเจ็ดขวบร่างเล็กจ้อย ยากจะเป็ที่วางใจของมารดานางอยากจะเติบโตเป็ผู้ใหญ่โดยเร็วเหลือเกิน
ทั้งสองเดินทางไปยังบ้านของลุงขาเป๋ด้วยกันเพื่อขอยืมรถลากของเขามาใช้สักสองสามวันและสอบถามว่าเขายินดีเหลาไม้เสียบแลกกับเงินหรือไม่
“ดูท่าทางพวกเ้าจะขายดีนะ” ลุงหวงขาเป๋ยิ้มพลางกล่าว“่นี้รถลากว่างอยู่พอดี หากอยากใช้งานก็เอาไปได้เลย”
เย่ชิงชิงนับถือน้ำใจท่านลุงผู้นี้จากใจจริงเขารู้เื่สมุนไพรเล็กน้อย หากเพื่อนบ้านเจ็บป่วยเป็ไข้หวัดก็มักจะมาหาเขาหากว่างเขาก็จะช่วยเก็บพวกมันให้ หากไม่ว่างก็จะชี้แนะให้พวกเขาไปเก็บเองโดยไม่เรียกร้องค่าสมุนไพร ผู้คนจะให้พืชผลหรือผักผลไม้เขาก็รับไว้ หากไม่ให้เขาก็ไม่เคยเอ่ยปากทวงถาม
ในสถานการณ์ที่ตนเองไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวยแต่ยังยินดีช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนเช่นนี้ นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก
ลุงหวงขาเป๋ให้ยืมรถลากด้วยความเอื้อเฟื้อแต่ปฏิเสธเื่การเหลาไม้เสียบ เพราะปกติเขามักจะขึ้นเขาไปเดินเล่น ดักจับสัตว์และขุดสมุนไพร ไม่ว่างพอจะทำเช่นนั้น
นางซูแสดงความเข้าใจจากนั้นกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะเข็นรถลากไปยังบ้านของพี่เจียง
เนื่องจากต้องใช้พริกและฮวาเจียวเป็จำนวนมากนางซูจึงสั่งซื้อกับพี่เจียงจำนวนหนึ่งกระสอบราคาไม่ได้แตกต่างจากในเมืองแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะซื้อที่ใดก็ต้องซื้อเหมือนกันการหาซื้อกับคนรู้จักยังช่วยประหยัดเวลาเดินทางไปได้ด้วย
พี่เจียงก็ดีใจเช่นกันแม้นางซูจะสั่งซื้อเพียงกระสอบเดียวแต่การนึกถึงตนยามที่มีความ้าเช่นนี้ก็ถือเป็เื่น่ายินดี
“ข้าหวังว่ากิจการของพวกเ้าจะรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไปนะต่อไปพริกทั้งหมดข้าจะขายให้เ้าเอง!”
นางซูได้ฟังก็รู้สึกเบิกบานใจจึงเอ่ยว่า“ข้าก็มาหาพี่เจียงแล้วนี่เ้าคะ~”
ที่บ้านของพี่เจียงมีป่าไผ่เล็กๆแห่งหนึ่ง ปกติก็ใช้ทำเครื่องมือทางการเกษตรบ้างหรือเอาหน่อไม้ไปกินบ้างไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าใดนัก เมื่อได้ยินว่านางซู้าไม้เสียบย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธสุดท้ายทั้งสองคนก็ตกลงราคาไม้เสียบกันที่ห้าอีแปะต่อหนึ่งมัด
นางซูแบกพริกหนึ่งกระสอบขึ้นรถลากพาเย่ชิงชิงกลับบ้าน ตลอดทางที่พบผู้คนในหมู่บ้านทุกคนต่างยิ้มแย้มและสอบถามเื่การขายล่าช่วนของพวกนาง
ผ่านมาหลายวันคนทั้งหมู่บ้านเถียนซินต่างรู้ว่าพวกนางขายล่าช่วนในเมืองเพื่อหาเงินทุกคนชื่นชมว่าซูเหนียงจื่อมีความสามารถแม้แต่เด็กหญิงน่าเกลียดอย่างเย่ชิงชิงก็ได้รับคำชื่นชมไม่น้อยเช่นกัน
ทว่านางซูกลับไม่กล้าผ่อนคลายพวกนางไม่มีบ้าน ไม่มีไร่นา ไม่มีเสบียงอาหาร หากไม่เก็บเงินใว้ให้มากพอจะมีสิ่งใดให้วางใจได้เล่า!
วันรุ่งขึ้นสามแม่ลูกกินมื้อเช้าแต่เช้าตรู่ และยกล่าช่วนสองหม้อดินขึ้นรถลากโดยมีเย่จื้อเฟิงและนางซูผลัดกันเข็นไป
เมื่อมาถึงในเมืองก็ตรงไปยังที่เก่าข้างแผงคนขายผักคนนั้น หลังจากผ่านไปสองสามวันทุกคนต่างก็เริ่มรู้จักกันดี ยิ่งไปกว่านั้น พอมีคนซื้อล่าช่วนมากเท่าไรผักของเขาก็ยิ่งขายดีขึ้นตามไปด้วย
“วันนี้มากันสามคนเลยหรือ?”
คนขายผักนามว่าเจิ้งลู่ตั้งแผงอยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว ใน่เวลาที่ผ่านมาเขาเคยขายของมาหลายอย่างสุดท้ายจึงมาลงตัวที่การขายผัก
นางซูยิ้มทักทายเขาในยามเช้าจากนั้นก็ไปซื้อขนมเปี๊ยะงาสามชิ้น ยื่นให้เขาหนึ่งชิ้นพลางกล่าวว่า“วันนี้ลูกทั้งสองของข้าจะดูแลแผงลอยแทนเ้าค่ะยังต้องรบกวนพี่เจิ้งช่วยดูแลด้วยนะเ้าคะ”
เจิ้งลู่พอจะเดาได้ว่านางเป็แม่ม่ายเขารับขนมเปี๊ยะงามากัดคำโตพลางกล่าวว่า “เื่เล็กน้อยแค่นี้เองเมืองสืออันของเราปกครองเป็อย่างดี อันธพาลเกเรไม่กล้าสร้างความวุ่นวายเหนียงจื่อก็ไปจัดการธุระของเ้าเถิด!”
นางซูจัดวางหม้อดินสองใบเรียงกันอย่างเป็ระเบียบจากนั้นหยิบถุงใส่เหรียญออกมาให้เย่ชิงชิง แล้วก็ไม่วางใจกำชับอีกหลายครั้งก่อนจะเข็นรถลากจากไปพร้อมกับความกังวล
เย่จื้อเฟิงที่ปกตินิ่งเงียบอยู่แล้วมาวันนี้ยิ่งเงียบกว่าเดิม แต่ก่อนแม้สกุลเย่จะอยู่ในเมืองแต่เขาจะถูกขังอยู่ในเรือนตลอดทั้งวัน ไม่เคยได้ออกไปเดินตามท้องถนนนี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมา
“เ้าต้องเชื่อฟังข้านะ รู้ไหม? นี่คือคำสั่ง”
เย่ชิงชิงกลัวว่าเมื่อนางยุ่งจนละเลยเขาไปชั่วพริบตาเดียวเขาอาจจะหายไปได้
ช่างแปลกจริงๆเหตุใดน้องสาวถึงได้ออกคำสั่งกับพี่ชายกันเล่า เจิ้งลู่กินขนมเปี๊ยะงาพลางหัวเราะ“แม่หนูน้อย พวกเ้าทำล่าช่วนอย่างไรหรือ เหตุใดจึงอร่อยถึงเพียงนี้?”