จ้าวเต๋อเฉวียนรีบกล่าวต่อทันที “เช่นนั้นหากมีของอีกเมื่อใด แม่นางหลิน พวกท่านต้องรีบนำมาส่งให้ข้าเป็อันดับแรกนะ ข้ารับประกันว่าจะให้ราคางามอย่างแน่นอน!”
ในยุทธจักรแห่งการค้านี้ การมีมิตรสหายมากย่อมหมายถึงมีลู่ทางมากขึ้นตามไปด้วย
จ้าวเต๋อเฉวียนยึดถือหลักการนี้มาตลอด ขอเพียงทำกำไรได้ เขาย่อมไม่เกี่ยงที่จะลงทุนลงแรง ขอเพียงสามารถรักษาสัมพันธ์อันดีกับสองสามีภรรยาคู่นี้ไว้ได้ การกระทำใด ๆ ย่อมได้ประโยชน์เสมอ
หลินซียิ้มรับแล้วบอกลาอีกครั้ง ก่อนจะพาจางเจ๋อและต้าเป่าจากไป
ครั้นเมื่อออกมาไกลจากภัตตาคารแล้ว จางเจ๋อก็รีบเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “น้าหลิน ท่านยอดเยี่ยมเกินไปแล้วขอรับ! เมื่อครู่ตอนอยู่ด้านใน ข้าประหม่าแทบแย่ แต่ท่านกลับไม่เพียงไม่ตื่นกลัว แต่ยังเจรจาโต้ตอบกับเถ้าแก่ได้อย่างฉะฉาน คล่องแคล่ว แถมยังขายสินค้าได้ราคาสูงอีก!”
ในความรู้สึกของเด็กหนุ่ม ท่วงทีอันสง่างามและน่าเกรงขามเช่นนี้ เขาเคยเห็นเพียงจากบิดาของตนเท่านั้น...
‘ท่านพ่อเคยกล่าวไว้ว่าอย่างไรนะ? เรียกว่า... เรียกว่า... อ้อ ใช่แล้ว! สุขุมเยือกเย็น!’
หลินซีตอบเสียงอ่อนโยน “รอให้เ้าโตกว่านี้ ได้เห็นโลกกว้างมากขึ้น เ้าก็จะทำได้เช่นกัน”
“จริงหรือขอรับ?” ดวงตาของจางเจ๋อทอประกาย
หลินซีเห็นท่าทางนั้นจึงถือโอกาสเอ่ยถาม “แล้วในอนาคต เ้ามีความตั้งใจอยากจะทำสิ่งใดหรือ?”
“ข้าอยากทำการค้าขอรับ!” จางเจ๋อตอบแทบไม่ต้องคิด ทว่าพูดจบเขาก็ชะงัก ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสลดลง “แต่ว่า... ท่านพ่อท่านแม่อยากให้ข้าตั้งใจร่ำเรียนหนังสือเพื่อสอบเข้ารับราชการ แต่ข้าไม่ชอบอ่านตำราเลยสักนิด พอจับหนังสือทีไรก็ง่วงทุกที”
จวบจนบัดนี้ เขาก็แค่รู้จักตัวอักษรมากกว่าชาวบ้านทั่วไปเล็กน้อยเท่านั้น จางเจ๋อไม่เห็นแววว่าตนเองจะสอบเข้ารับราชการได้เลยแม้แต่น้อย
หลินซีจึงพูดให้กำลังใจ “การมีสิ่งที่อยากทำนับเป็เื่ที่ดีมากแล้ว หากพ่อแม่ของเ้ายังไม่เห็นด้วยในตอนนี้ ก็ลองค่อย ๆ พูดคุยทำความเข้าใจกับพวกท่านดู อย่างไรเสียเ้าก็ยังอายุน้อย ยังมีเวลาและโอกาสอีกมาก ข้าคิดว่า ไม่ว่าจะเป็เส้นทางไหน หากลองพยายามดูสักตั้งก็ไม่เสียหาย”
“เป็เช่นนั้นหรือขอรับ?” ถ้อยวาจาที่ได้ฟังคล้ายจะทำให้เด็กหนุ่มคิดบางอย่างได้ ราวกับเขามองเห็นภาพเลือนรางของประตูสำคัญบานหนึ่งกำลังเปิดรออยู่ ณ ปลายอุโมงค์มืดมิด เขาบังคับเกวียนวัวให้เคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้าพลางขบคิดถึงคำพูดของหลินซีไปด้วย
หลินซีเพียงชี้แนะเล็กน้อยแล้วไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ นางก้มมองต้าเป่าที่อยู่ข้าง ๆ เด็กชายคงเหนื่อยล้าจากการขุดผักและเดินทาง ศีรษะเล็ก ๆ จึงผงกขึ้นลง ร่างกายโงนเงน เกือบจะเอนซบลงมาบนตัวนางอยู่รอมร่อ
หญิงสาวจึงถือโอกาสนั้นโอบร่างเล็กของต้าเป่าเข้ามาใกล้ เด็กชายที่ไม่ทันรู้ตัวเอนศีรษะซบลงบนไหล่บาง ท่าทางนั้นแสดงออกถึงความไว้วางใจซึ่งเห็นได้ยากเหลือเกิน
ทว่าแม้จะง่วงงุนจนสติเลือนหาย แต่ความมุ่งมั่นตั้งใจยังเต็มเปี่ยม ไม่รู้ว่ายังไม่ทันหลับสนิทดีนักหรือกำลังละเมอ ครั้นจิตใต้สำนึกรู้ว่าเกวียนวัวกำลังมุ่งหน้ากลับบ้าน มือป้อม ๆ ก็พลันดึงชายเสื้อหลินซีและส่งเสียงเบา ๆ
“ลูกเจี๊ยบ... ลูกเจี๊ยบ…”
“จ้ะ จ้ะ รู้แล้วน่า พวกเราจะไปซื้อกันเดี๋ยวนี้แหละ” หลินซีกล่าวพลางลูบแผ่นหลังเขาเพื่อกล่อมนอน
จางเจ๋อได้ยินดังนั้น จึงบังคับเกวียนวัวให้เลี้ยวเข้าไปในตลาด
เดิมทีหลินซีตั้งใจจะลงไปเลือกซื้อเพียงลำพัง แต่พอต้าเป่าได้ยินว่าจะไปซื้อลูกเจี๊ยบเท่านั้นก็ตื่นเต็มตา ความง่วงที่มีอยู่ก่อนหน้าพลันหายไปเป็ปลิดทิ้ง เด็กชายกลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นทันใด ยืนกรานว่าจะต้องตามลงไปด้วยให้ได้ หลินซียิ้มขำพลางส่ายหน้า แต่ก็จำต้องพาเขาลงไปด้วย
ทั้งสองเดินหาอยู่ครู่หนึ่งก็พบร้านขายลูกเจี๊ยบ เมื่อลองสอบถามก็ได้ความว่าลูกเจี๊ยบนั้นมีราคาตัวละสิบอีแปะ
พอได้ยินราคา ต้าเป่าก็แสดงท่าทีลังเล
‘แม้วันนี้จะหาเงินมาได้ แต่ลูกเจี๊ยบราคานี้ก็นับว่าแพงใช่ย่อย หากซื้อหลายตัวก็ต้องใช้เงินไม่น้อย สู้เก็บเงินไว้ซื้อของใช้จำเป็อย่างอื่นกลับบ้านไม่ดีกว่าหรือ? ที่สำคัญ หลินซีคงไม่ใจดีซื้อของสิ้นเปลืองเช่นนี้ให้เขาเป็แน่’
ต้าเป่ามองลูกเจี๊ยบขนปุยสีเหลืองอ่อนที่กำลังวิ่งเล่นส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่ในคอกด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นเองเสียงแ่ “ไม่เอาแล้วขอรับ พวกเรากลับกันเถอะ”
ทว่าหลินซีกลับรั้งแขนเขาไว้ “ทำไมเล่า? ข้าเห็นเ้าชอบพวกมันออกนี่นา”
ต้าเป่าตอบอ้อมแอ้ม “มันแพงไปขอรับ”
หลินซีฉุกคิดขึ้นได้
‘คงเป็เพราะต้าเป่ารับรู้เื่ที่แต่ก่อนเสิ่นเฉินขายของป่าได้ราคาต่ำก็เลยฝังใจว่าฐานะทางบ้านยากจนจนแทบไม่มีอะไรจะกิน…’
นางลอบถอนหายใจก่อนจะกล่าวปลอบ “ไม่เป็ไรหรอกน่า สองสามวันมานี้พวกเราพอหาเงินได้ เพียงพอจะซื้อได้อยู่ ต้าเป่า ถ้าเ้าคิดว่ามันแพงนัก พอกลับไปถึงบ้าน เ้ากับน้อง ๆ ก็ต้องช่วยกัน ตั้งใจเลี้ยงดูให้ดี ถ้าเลี้ยงจนพวกมันโตขึ้น ออกไข่ให้พวกเราได้กินได้ขาย ไม่นานก็ได้ทุนคืนแล้ว แบบนั้นดีหรือไม่?”
พูดจบนางก็ย่อตัวลง เริ่มคัดเลือกลูกเจี๊ยบในคอก
ต้าเป่ามองแม่เลี้ยงที่ดูแปลกไปก่อนจะหันไปมองเหล่าลูกเจี๊ยบขนปุยอีกครั้งสลับกันซ้ำ ๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ เด็กชายจึงค่อย ๆ ย่อตัวลงไปนั่งข้าง ๆ นาง แล้วช่วยเลือกอย่างเงียบ ๆ
ทันทีที่ปลายนิ้วได้ัักับขนนุ่ม ๆ ของเ้าตัวเหลือง ดวงตาของเด็กชายก็พลันฉายแววสุขสม
สุดท้ายพวกเขาก็ซื้อลูกเจี๊ยบที่แข็งแรงทั้งหมดสิบตัว นอกจากนั้นหลินซียังถือโอกาสซื้อหาข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ อีกเล็กน้อยติดมือกลับไปด้วย
++++++++++
กว่าจะกลับถึงหมู่บ้าน ดวงตะวันก็ลาลับฟ้าไปแล้ว ตอนนี้เป็เวลาพลบค่ำ ทั้งป้าจางและอวี้เอ๋อร์ต่างรอคอยอยู่ที่บ้านของตนด้วยใจร้อนรน
เมื่อได้ยินว่าผักป่าขายหมดเกลี้ยง สองแม่ลูกต่างก็ดีใจมาก
หลินซีนำเกวียนวัวไปส่งคืนก่อน จากนั้นจึงแยกย้ายกับจางเจ๋อ ต่างคนต่างกลับบ้าน โดยนัดหมายกันว่าจะมาพูดคุยเื่แบ่งเงินกันใน่ค่ำหลังมื้อเย็น
เสิ่นเฉินพาเด็ก ๆ อีกสามคนมาถึงบ้านก่อนจึงเข้าไปจัดการเื่อาหารในครัว ส่วนเอ้อร์เป่า ซานเป่า และซื่อเป่า เมื่อเห็นหลินซีและต้าเป่านำลูกเจี๊ยบตัวน้อยกลับมา ทั้งสามต่างก็แสดงอาการตื่นเต้นดีใจ พากันกรูเข้าไปรุมล้อมมองดูเ้าตัวเล็กขนปุยที่กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวจอแจดังไปทั่วทั้งลานบ้าน
และสิ่งที่หลินซีคาดไม่ถึงคือ ณ มุมหนึ่งของกำแพงรั้ว บัดนี้มีคอกไม้เล็ก ๆ ที่สร้างขึ้นอย่างง่าย ๆ ปรากฏอยู่ เสิ่นเฉินคงจะทำเตรียมไว้ ขนาดของมันดูเหมาะสมสำหรับใช้เลี้ยงดูลูกไก่ฝูงนี้พอดี
นางนำลูกเจี๊ยบทั้งหมดใส่เข้าไปในคอก แล้วปล่อยให้เด็ก ๆ ทั้งสี่ช่วยกันดูแล ส่วนตนเองเดินเข้าห้องครัวไปเพื่อเตรียมอาหารเย็น
ในขณะนั้น เสิ่นเฉินเพิ่งจะนำหมั่นโถวลงนึ่งเสร็จ เขาเงยหน้าขึ้นมองวูบหนึ่งแล้วเอ่ย “ที่นาสองแปลงนั้นข้าพรวนดินเสร็จแล้ว สามารถลงเมล็ดพันธุ์ได้เลย พรุ่งนี้ตอนเที่ยงข้าอยากให้เ้ากลับมาดูแลลูก ๆ ที่บ้าน ส่วนข้าจะไปเช่าเกวียนวัว แล้วเข้าป่าอีกสักรอบ”
เขาอธิบายต่อ “ตอนบ่าย ข้าเข้าไปวางกับดักไว้ในป่าสองสามจุด ผ่านไปหนึ่งคืน ก็น่าจะมีสัตว์ป่ามาติดกับบ้างแล้ว ่เช้าขนเนื้อขึ้นเกวียนวัวรอไว้ ่บ่าย เ้าจะได้นำไปขายที่ตัวอำเภอพร้อมกันเลยทีเดียว”
หลินซีฟังแล้วก็ใระคนทึ่ง ‘นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่วันเดียวเองนะ เสิ่นเฉินจัดการงานมากมายเสร็จได้เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’
…ยิ่งเมื่อนึกย้อนไปถึงเมื่อวานที่เสิ่นเฉินสามารถเข้าป่าไป-กลับได้ถึงสองรอบในเวลาเพียงชั่วยามเศษ ทั้งยังได้ของป่ากลับมามากมายขนาดนั้น ฝีมือการยิงธนูของเขาย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่!
ไหนจะปฏิกิริยาว่องไวผิดมนุษย์ตอนที่เขาะโลงไปช่วยนางเมื่อวันก่อนอีกเล่า ดูไม่เหมือนคนธรรมดาสามัญเลยสักนิด! หรือว่า... นี่จะเป็คุณสมบัติพิเศษติดตัวมาแต่กำเนิดของตัวร้ายในนิยาย?
เมื่อสงสัยจนอดใจไม่ไหว ก็เอ่ยถามออกมาตรง ๆ
“เสิ่นเฉิน เ้าเป็เพียงพรานป่าธรรมดาแน่หรือ? ทั้งความเร็วในการทำงานและพละกำลังของเ้า ดูจะเหนือกว่าพรานป่าทั่วไปมากนะ ไหนจะความสามารถในการวางกับดักอีก”
มือใหญ่ที่กำลังหยิบฟืนใส่เตาพลันหยุดชะงัก ภายใต้ไฟตะเกียงสลัวยามค่ำ เปลวไฟในเตาที่เต้นวูบวาบไม่แน่นอนสะท้อนจับใบหน้าของชายหนุ่ม—- เผยให้เห็นความมืดหม่นลึกล้ำในแววตา
ทว่าเพียงวูบเดียวราวลมพัด สีหน้าของเสิ่นเฉินก็กลับคืนสู่ความเรียบเฉยดังเดิม เขาโยนท่อนฟืนเข้าเตาไฟ เอ่ยตอบเสียงเรียบ “อาจเป็เพราะข้าฝึกฝนร่างกายอยู่เสมอ... ฟืนใกล้หมดแล้ว เ้าเตรียมอาหารไปก่อน ข้าจะออกไปที่ลานบ้าน ผ่าฟืนมาเพิ่ม”
หลินซีพยักหน้ารับ ไม่คิดมากมาย “ได้ เดี๋ยวพอกินมื้อเย็นเสร็จ พวกป้าจางก็จะแวะมาเื่แบ่งเงิน ถึงตอนนั้นเ้าจะได้รู้ว่าวันนี้พวกเราหาเงินมาได้เท่าไหร่”
“อืม” เสิ่นเฉินขานรับเสียงทุ้มต่ำในลำคอ แล้วหมุนตัวเดินออกไป
หลินซีล้างมือจนสะอาดแล้วลงมือปรุงอาหาร วันนี้นางจะทำกับข้าวจานใหม่ ตอนบ่ายเห็นไข่ไก่สด จึงซื้อติดมือกลับมาด้วย ตั้งใจว่าจะลองทำไข่ตุ๋นเนื้อเนียนนุ่มให้เด็ก ๆ ทั้งสี่ได้กินคนละถ้วย ไข่ตุ๋นนุ่มเด้งโรยหน้าด้วยต้นหอมซอย เหยาะน้ำมันงาเล็กน้อยเพิ่มกลิ่นหอม
เด็ก ๆ ไม่เคยลิ้มลองอาหารละมุนลิ้นเช่นนี้มาก่อน จึงพากันกินอย่างเอร็ดอร่อย
เนื่องจากคืนนี้ยังต้องพูดคุยธุระสำคัญกับครอบครัวป้าจาง หลินซีและเสิ่นเฉินจึงรีบช่วยกันล้างเนื้อล้างตัวให้ลูก ๆ แล้วส่งพวกเขาเข้านอนแต่หัวค่ำ ซึ่งเด็ก ๆ ทั้งสี่ก็เชื่อฟังเป็อย่างดี
สองหนุ่มสาวกล่อมเด็กสี่คนจนหลับสนิท ก็เป็เวลาเดียวกับคนจากบ้านป้าจางเดินทางมาถึง ครั้งนี้ผู้นำหมู่บ้านจางก็มาพร้อมกันด้วย
เนื่องจากจางเจ๋ออยู่ช่วยงานจนถึง่บ่าย จึงได้เล่าเื่จำนวนเงินที่ขายผักป่าได้ให้บิดามารดาฟังอย่างละเอียด ครั้นได้ยิน ทั้งสองคนก็แทบไม่อยากเชื่อหู ต้องมาดูให้เห็นกับตา
เมื่อหลินซีนำถุงเงินออกมาคลี่ แล้วเทเหรียญลงบนโต๊ะ เหรียญโลหะกองโตร่วงกระทบกันและกระทบเนื้อไม้เกิดเสียงดังกุกกักเกรียวกราว ผู้นำหมู่บ้านและภรรยาเห็นดังนั้นจึงค่อยเชื่อ แต่ก็ยังอดใไม่ได้ หัวหน้าครอบครัวแห่งบ้านสกุลจางถึงกับพึมพำออกมาอย่างตื่นตะลึง
“์! วันเดียวหาเงินได้มากถึงเพียงนี้ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย!”
“และอย่างน้อยภายในครึ่งเดือนนี้ ก็น่าจะยังคงมีรายได้เช่นนี้เข้ามาอีกเรื่อย ๆ เ้าค่ะ” หลินซีกล่าวเสริมเสียงใส ก่อนจะเริ่มแจกแจง
“ท่านลุงผู้นำหมู่บ้าน ป้าจาง เื่เป็เช่นนี้เ้าค่ะ… ผักป่าหนึ่งร้อยชั่งของพวกเราวันนี้ ขายได้เงินรวมทั้งสิ้นสี่ตำลึง เมื่อหักค่าเช่าเกวียนวัวสิบอีแปะแล้ว จะคงเหลือสามตำลึงกับเก้าร้อยเก้าสิบอีแปะ หากแบ่งตามจำนวนคนทำงานสี่คน คือตัวข้า ป้าจาง จางเจ๋อ และจางอวี้เอ๋อร์ แต่ละคนจะได้รับส่วนแบ่งประมาณเก้าร้อยเก้าสิบเจ็ดอีแปะ นี่คือส่วนแบ่งของพวกท่านรวมกัน เป็เงินสองตำลึงกับเก้าร้อยเก้าสิบสองอีแปะเ้าค่ะ”
ขณะที่ปากพูดไป มือบางก็นับเงินส่วนที่เอ่ยส่งให้ป้าจางอย่างคล่องแคล่ว
.
.
.