เสียงกลองดังรัวขึ้นอีกครา ผู้เข้าแข่งขันคนที่ห้าเดินออกมาจากประตูทันทีที่ทุกคนเห็นคันธนูสีดำในมือ ต่างส่งเสียงอุทานฮือฮาชี้ชวนกันดูด้วยความแปลกใจ
“ท่านสิงหล ทำไมคันธนูสีดำจึงถูกเลือกออกมาั้แ่รอบที่ห้าละ” พระเ้าฤทธิเทวารับสั่งถามขึ้นด้วยความฉงนพระทัยเช่นกัน
“ข้าพระองค์ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันพระเ้าค่ะในเมื่อผู้เข้าแข่งขันทุกคนต่างลงความเห็นว่าธนูคันสีดำมีตำหนิก็ไม่สมควรเลือกเข้าประลอง น่าจะถูกทิ้งไว้เป็ลำดับสุดท้ายพระเ้าค่ะ” ขุนพลใหญ่แห่งปตานีกราบทูลตอบ
“หรือยังจะมีใครที่พิเคราะห์ธนูคันนี้ไม่เหมือนคนอื่น”พระเ้าศรีมหาราชตรัสขึ้นบ้าง
พระดำรัสขององค์พระประมุขแห่งเมืองนักษัตรทำให้ผู้ฟังทั้งหลายอดคิดไปถึงเ้าทิพไม่ได้..แต่สิ่งที่เ้าทิพพิเคราะห์ก็เพียงแจกแจงว่าคันธนูสีดำซึ่งหนักแรงยังดีกว่าธนูที่เบาแต่ไม่สมดุล..ซึ่งก็ไม่น่าจะทัดเทียมกับอีก ๗ คันที่ถูกคัดเลือกไปก่อนหน้า
“นั่นสิพระองค์..ใครกันที่กล้ายอมใช้ธนูที่ทั้งหนักทั้งกินแรง ในเมื่อมีธนูเบาเหมาะมือเหลือให้เลือกอีกถึงสามคัน”พระเ้าปตานีรับสั่งขึ้นเมื่อเห็นขุนพลสิงหลได้แต่นั่งนิ่ง
เซียงจือกงสังเกตพระอาการของพระราชธิดาวิสาณีเห็นสีพระพักตร์เคร่งเครียดเป็กังวลอยู่ตลอดเวลาอดรู้สึกเวทนาในความผูกพันของสองชายหญิงต่างยศศักดิ์ไม่ได้จึงให้ล่ามทูลไปเฉพาะพระองค์ว่า
“คนที่ยืนอยู่กลางสนามบัดนี้..คือเ้าทิพ”
องค์หญิงวิสาณีถึงกับทรงสะดุ้งพระทัย..ทรงเพ่งสายพระเนตรสำรวจผู้เข้าแข่งขันเบื้องล่างทั้งชุดทั้งรูปลักษณะมิมีสิ่งใดเป็เครื่องสังเกตที่ต่างจากผู้เข้าประลองก่อนหน้านี้จากนั้นทรงเบือนพระพักตร์ไปทางผู้บัญชาการกองเรือจากแดนไกล รับสั่งด้วยพระทัยสั่นระรัวว่า
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
ทรงสบพระเนตรกับเซียงจือกงคล้ายดังจะทรงเพ่งลึกให้เห็นถึงความมั่นใจในดวงตาของผู้กราบทูล
“นอกจากเ้าทิพแล้วไม่มีผู้เข้าแข่งขันคนไหนจะยอมเลือกคันธนูสีดำ พระเ้าค่ะ”
น้ำเสียงมั่นคง ประกายตามั่นใจ...
พระนางทรงสดับแล้วพลันเสียวปลาบเข้าไปในทรวงพระอัสสาสะ (ลมหายใจเข้า) แรงลึกอย่างไม่ทรงรู้พระองค์.. ครั้นทรงเพ่งพินิจไปยังชายในชุดเกราะอ่อนสวมหน้ากากหวายเบื้องล่างอีกครั้ง พระทัยประหวัดถึงภาพเ้าทิพกลิ้งกระเสือกกระสนเืนองลำแขนสองข้างด้วยฝักดาบขององค์ชายอัศวเมฆ.. นั่นแค่หนึ่งฝักดาบ หากเป็ห่าธนูที่รุมยิงลงมาจากพลแม่นธนูทั้ง๑๒ คนจะต้องกายสักกี่แผล ถ้าเกิดเล็ดลอดเข้าช่องตาช่องหูไม่าเ็พิการหรือ ทรงระลึกแล้วให้สั่นไหวพระทัยไปพร้อมกับเสียงกลองที่ย่ำรัวขึ้น
ความเ็ป ความหวาดกลัวของคนบางครั้งก็เกิดจากภาพที่ถูกวาดขึ้นล่วงหน้าของจิตใต้สำนึก...
ชายในชุดเกราะยืนนิ่ง ณ จุดกึ่งกลางของเส้นวงกลมสีขาวหาได้เดินเข้าหาริมขอบเส้นเหมือนผู้เข้าแข่งขันรายอื่น
เสียงกลองตีย้ำถึงครั้งที่สิบ.. ร่างที่ยืนสงบพลันย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นชันเข่าอีกข้างขึ้น จรดปลายคันธนูด้านหนึ่งกับพื้นด้านหน้าปลายอีกด้านโผล่พ้นสูงเหนือศีรษะ
เสียงกลองตีย่ำครั้งที่สิบเอ็ด..เห็นศีรษะที่ครอบด้วยเกราะหวายตั้งตรง มิได้ส่ายหันไปมา ช่องตาที่เจาะไว้เพียงมองไปข้างหน้า
เสียงกลองครั้งที่สิบสอง.. พลแม่นธนูทั้ง๑๒ คนฉวยลูกธนูมาน้าวและปล่อยยิงไปยังร่างชายหนุ่มที่นั่งชันเข่าอยู่กลางเส้นวงกลมนอกจากศีรษะและสายตาที่สอดส่ายไปรอบบริเวณแล้วร่างยังคงปักนิ่งอยู่ตำแหน่งเดิมคล้ายกำลังรอลูกธนูเข้ามาปักตรึงร่างทั้ง ๑๒ ดอก
เพียงพริบตาลูกธนูก็พุ่งใกล้บรรลุถึงเป้าหมายผู้ชมรอบสนามเบิ่งตาด้วยความสะท้านใจ ดอกธนูทั้งหมดกำลังจะปักลงบนร่าง และต้องมีหลายดอกที่ชำแรกเข้าถึงเืเนื้อ..
ลูกธนูที่พุ่งมาทางด้านซ้ายเร็วมาก เร็วกว่าทุกดอก..ร่างชายหนุ่มพลันดีดตัวทะลึ่งขึ้นอย่างรวดเร็วราวสะเก็ดไฟที่ปะทุ แล่นพรวดไปทางด้านซ้ายเข้าหาธนูดอกแรกที่พุ่งสวนมา
คันธนูสีดำสะบัดออกปัดดอกธนูที่พุ่งเข้ามากระดอนไปจนดัง”เพลี้ยะ” ตามด้วยเสียงดัง ”ปึกปึก..” รัวติดกันเมื่อพื้นด้านหลังทิ้งไว้ด้วยดอกธนู ๑๑ ดอกปักเรียงรายเป็วง ปลายสอบเฉียงเข้าหากันดูไปคล้ายกระโจมหลังเล็กๆ ที่ปลายท้ายดอกธนูแทบรวมเป็จุดเดียว..จุดที่เคยเป็ตำแหน่งหัวใจของบุรุษผู้นั่งชันเข่าเมื่อครู่ก่อนหน้า
ชายในชุดเกราะยืนห่างไปจากจุดเดิมราวหนึ่งวาเสียงเฟี้ยวฟ้าวดังขึ้นอีกครั้งเมื่อดอกธนูชุดที่สองถูกระดมยิงลงมา ร่างชายหนุ่มหมุนตัวไปเป็วงรอบสายตาเพ่งจับวิถีและจังหวะของธนูแต่ละดอกก่อนกำหนดก้าวย่าง.. พลางสะบัดคันธนูสีดำฟาดใส่ลูกธนูที่พุ่งตรงมาแล้วก้าวหมุนตัวไปด้านข้างหลบเลี่ยงดอกธนูที่เหลือเสียงดอกธนูปักลงพื้นต่อเนื่องผสานกับเสียงเฟี้ยวฟ้าวของบรรดาดอกธนูชุดใหม่ที่ถูกโก่งน้าวปล่อยลงมาอย่างต่อเนื่อง
ชายหนุ่มกลางลานเพียงโผขยับตัวหลบเลี่ยงเป็จังหวะติดต่อกันบางครั้งก็สะบัดคันธนูสีดำเข้าสกัดวิถีของลูกธนูที่พุ่งลงมา บางจังหวะเพียงเบี่ยงตัวหลบวิถีห่าธนูก่อนหมุนวนโยกย้ายไปยืนตำแหน่งถัดไป
ห่าธนูโปรยพุ่งมาต่อเนื่อง พลแม่นธนูทั้ง๑๒ คนไม่ได้ยิงธนูพร้อมกันแล้ว บ้างเล็งไปยังตำแหน่งที่ชายหนุ่มยืนอยู่บ้างเล็งไปสู่ตำแหน่งซึ่งคาดหมายว่าชายหนุ่มจะเคลื่อนกายไปจึงเห็นดอกธนูพุ่งลงไปทุกทิศทาง ทั้งตรงกลาง หน้าหลังและซ้ายขวาแต่ชายหนุ่มคล้ายจับจังหวะก้าวเดินซ้ายขวาหน้าหลังได้ถูกต้อง ทิศที่พุ่งกายหลบไปมักไม่มีวิถีธนูมาดักรอบางครั้งเห็นพุ่งกายไปในระยะสั้นๆ แล้วสะบัดกายวกกลับไปมา
ยอดนักธนูบนเชิงเทินต่างระดมยิงธนูไปได้๘ ระลอกแล้ว แต่ชายด้านล่างยังคงไม่ได้ขึ้นธนูยิงออกไปสักดอกเดียวผู้ชมบางคนเริ่มส่งเสียงด้วยความกังวลว่าชายหนุ่มเอาแต่วิ่งวนหลบหลีกจนไม่มีจังหวะน้าวธนูขึ้นยิงอาจเป็ผู้เข้าแข่งขันคนแรกที่ถูกธนูยิงยุติการแข่งขันโดยไม่สามารถยิงป้ายนักษัตรได้เลย
แต่ก็มีหลายคนะโเอาใจช่วยผู้เข้าแข่งขันด้วยชื่นชมลีลาย่างเยื้องหลบหลีกวิถีธนู
“พญาราชสีห์ก้าวแปดทิศ”
เสียงขุนพลสิงหลร้องดังขึ้น จนได้ยินกันทั่วบริเวณปะรำที่ประทับทุกคนต่างอดหันมองมาตามต้นเสียงไม่ได้
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”พระเ้าฤทธิเทวารับสั่งถามขึ้นทันที
“จังหวะก้าวที่ชายหนุ่มด้านล่างใช้คือท่าพญาราชสีห์ก้าวแปดทิศ พระเ้าค่ะ”
สิ้นเสียงบอกกล่าวของยอดขุนพลเมืองปตานีเสียงครางดังระงมไปทั่วปะรำที่ประทับ ทั้งขุนทหารและเสนาอำมาตย์ล้วนเคยได้ยิน “ท่าพญาราชสีห์ก้าวแปดทิศ”กันมาเป็ท่าก้าวย่างในสมรภูมิรบอันลือเลื่องของยอดขุนศึกศรีวิชัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน เล่ากันว่าอาจารย์ของท่านเคยท่องเที่ยวไปในดินแดนชมพูทวีปและบังเอิญได้พบเห็นราชสีห์ตัวหนึ่งต่อสู้กับฝูงหมาป่ากว่าสิบตัวราชสีห์เพียงลำพังอาศัยจังหวะพุ่งซ้ายหลบขวาหมุนวนหน้าหลังเพื่อจัดการกับฝูงหมาป่าที่รุมล้อมเข้ามาทุกทิศทุกทางตัวราชสีห์จะไม่กระโจนไปทางใดทางหนึ่งเพราะจะถูกกลุ้มรุมจากด้านหลังจึงใช้ท่วงท่าหลอกล่อ สลับซ้ายขวาหน้าหลัง แทนที่จะพุ่งร่างเพื่อไปพิฆาตเหยื่อกลับเป็การจู่โจมเพื่อป้องกันหน้าแต่พิฆาตหลังสะบัดกายตะปบหมาป่าที่หลุดเข้ามาในระยะอุ้งเล็บด้านข้างและด้านหลัง
อาจารย์ของท่านใช้เวลา๒ ปีหมกหมุ่นกับการแปรจังหวะจัดวางก้าวย่างและร่างกายให้สัมพันธ์กับการรุกรับยามต่อสู้ประจัญบานเมื่อสำเร็จแล้วจึงถ่ายทอดออกมา ขนานนามว่า “ท่าพญาราชสีห์ก้าวแปดทิศ”