บทที่ 12 การใช้ชีวิตค่อย ๆ ยากขึ้น
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังเหยียนซีได้สัญญาค้าขายทาส ก็ผ่านมาแล้วสิบวันในชั่วพริบตา
นางหวังขยันหมั่นเพียรทำงานหนัก ขอเพียงหลิวเหิงกล่าวอันใดนางก็รับฟัง ขอเพียงดีกับหลิวเหิง นางก็ล้วนยอมทำ ดังนั้น เมื่อสุขภาพของหลิวเหิงดีขึ้นเรื่อย ๆ นางหวังก็จะดีกับเหยียนซีที่เป็ ‘ดาวนำโชค’ มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
ตระกูลหลิวมีที่นาสองหมู่ ปล่อยให้ชาวไร่ได้เช่าไปเพาะปลูก ค่าเช่าที่ได้รับก็เพียงพอให้สองแม่ลูกไว้ใช้กินได้ตลอดปี คนอื่น ๆ ล้วนไปเกลี่ยหน้าดินตามพื้นที่รกร้าง พวกเขาสองแม่ลูกนั้นมีกำลังไม่พอ อีกทั้งหลิวเหิงก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน นางหวังเองก็เพาะปลูกแปลงผักใกล้ ๆ บ้านสองแปลง รายได้หลักของตระกูลหลิวมีเพียงค่าทอผ้า ปักผ้าขายของนางหวังเท่านั้น
ฝีมือการทอและปักผ้าของนางหวังไม่เลวเลย ในตำบลแห่งนี้ผ้าฝ้ายหนึ่งม้วนสามารถขายได้ประมาณห้าร้อยอีแปะ นางหวังทำได้มากสุดก็เพียงหนึ่งม้วนครึ่งต่อเดือน
ครั้งนี้เพื่อรักษาโรคของหลิวเหิง นางหวังใช้เงินเก็บไปจนหมด ทั้งยังไปหยิบยืมชาวบ้านไปทั่ว ข้าวของในตระกูลก็ขายออกไปจนหมด เรียกได้อีกอย่างว่า ตระกูลหลิวนั้นอยู่ไม่ไกลกับคำว่าไม่มีอันจะกินแล้ว
สุขภาพของหลิวเหิงดีขึ้นทุกวัน แต่เขาไม่ได้รีบกลับไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา ทุกวันนี้นอกจากทบทวนบทเรียนอยู่ที่บ้านแล้ว ก็ลงมาทำไร่ทำสวน ทั้งยังขึ้นเขาไปตัดฟืนทุกวัน หอบใส่หลังกลับบ้านมากองไว้ที่มุมของลานบ้านเพื่อตากให้แห้ง
ครั้งแรกที่เห็นเขาม้วนขากางเกงและแบกจอบกลับมา เหยียนซีตะลึงไปครู่ใหญ่
เดิมทีบัณฑิตในยุคโบราณล้วนเป็พวก ‘ไม่เอาการเอางาน เกาะคนอื่นกิน’ ไม่ใช่หรือ!
ก่อนหน้านี้เข้าใจว่าหลิวเหิงทำงานหนักเพื่อช่วยครอบครัว วันหนึ่งได้ยินนางหวังกล่าวกับเขา จึงได้รู้ว่าเขาไม่รีบกลับไปเรียนหนังสือที่ตัวอำเภอก็เพราะที่บ้านไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้
เขาเรียนที่สำนักศึกษาในตำบล ผู้สอนเป็ซิ่วไฉาุโสกุลเผย ซึ่งให้ความสำคัญกับเขามาก
เมื่อเขาป่วยในครั้งนี้ เผยซิ่วไฉยังให้คนนำเงินสองตำลึงมาช่วยเหลือ
ว่ากันว่าเผยซิ่วไฉมีความรู้ความสามารถโดดเด่นมาก น่าเสียดายที่โชคในการสอบไม่ดี สอบอยู่หลายครั้งก็ไม่ผ่าน เขาจึงไม่คาดหวังต่อการสอบอีกต่อไป และกลับมาบ้านจดจ่ออยู่กับการสอนผู้คนแทน
เขาดีกับเหล่านักเรียนมาก เมื่อพบกับคนที่ยากจนก็มักจะไม่คิดค่าเล่าเรียน บางครั้งก็ยังออกเงินส่วนตัวชดเชยให้ ดังนั้นที่บ้านจึงไม่ได้ร่ำรวยนัก
อย่างไรหลิวเหิงก็พลาดการสอบข้าราชการระดับอำเภอ จึงคิดจะตัดฟืนให้ได้สองสามคันรถ ลากไปขายในตำบล เมื่อหาเงินได้สักสองสามร้อยอีแปะ อย่างไรก็จะได้ไม่ต้องไปหาท่านอาจารย์มือเปล่า
เหยียนซีแอบได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็ยิ่งคิดอยากจะรีบหาเงิน แต่เื่เช่นนี้จะรีบเร่งได้เสียที่ไหน ตอนนี้เธอทำได้เพียงอยู่ที่บ้านแล้วทำงานบ้านมากขึ้นสักหน่อย ตั้งใจกับมันให้มากที่สุดเสียก่อน
เดือนสี่กำลังจะจบลง อากาศก็ร้อนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งท้องฟ้าก็สว่างเร็วขึ้น
นางหวังนำผ้าที่เย็บไปขายในตำบลเพื่อหาเงินั้แ่เช้าตรู่
เมื่อเห็นว่าที่บ้านใกล้จะอดตาย สองสามวันมานี้นางหวังล้วนทอผ้าจนดึกดื่น ยากลำบากนักกว่าจะได้สักสองสามฉื่อ คิดว่าขายได้เท่าไรก็เท่านั้น วันนี้จึงตัดห่อไว้อย่างดีแต่เช้า ทั้งยังนำไข่สิบกว่าฟองใส่ตะกร้าไว้ แล้วนำไปขายในตำบลด้วย
ถนนหนทางนอกหมู่บ้านหยางซาน บางครั้งก็จะมีเกวียนวัวที่ผ่านมาสามารถพาไปถึงตำบลได้ ผู้ใหญ่จะคิดเงินหนึ่งอีแปะ ถ้าหากมีสัมภาระมากหน่อยก็จะถูกเก็บเพิ่มอีกหนึ่งอีแปะ ถึงจะพาไปส่งที่ตำบลได้
นางหวังทำใจไม่เคยได้สักครั้งที่จะต้องจ่ายเงิน นางจึงเดินไปกลับเสมอ เหยียนซีทำได้เพียงดีใจที่ในยุคสมัยนี้ผู้หญิงไม่ต้องรัดเท้า ไม่อย่างนั้นหากใช้เท้าเล็ก ๆ คู่นั้นเดินทาง เพียงคิดเธอก็ตัวสั่นแล้ว
นางหวังออกจากบ้านไปแล้ว หลิวเหิงเองก็ออกไปทำไร่ เหยียนซีให้อาหารไก่ ตั้งเตาต้มโจ๊ก ลงกลอนประตูลานบ้าน หยิบเอาจอบเล็ก แบกตะกร้าไม้ไผ่ขึ้นหลังแล้วก็วิ่งขึ้นเขาไป
หลังจากที่เธอทำแกงปลาใส่ผักดองในน้ำต้มข้าว แม่ลูกตระกูลหลิวก็รู้สึกว่าเธอทำได้อร่อย ด้วยวิธีเดียวกัน เหยียนซีทำออกมากลับมีสีเขียวและสีแดงสดใส ดูแล้วชวนให้อยากอาหาร หลิวเหิงยังเคยกล่าวว่ามีฝีมือเหมือนพ่อครัวในภัตตาคาร
หลังจากเหยียนซีได้ยินก็ครุ่นคิดอย่างจริงจัง ว่าตนสามารถไปเป็แม่ครัวในภัตตาคารได้หรือไม่
หลิวเหิงได้ยินแผนการของเธอ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็แปลกประหลาด
นางหวังส่ายหัวทันที “เด็กโง่ เ้าอายุเพียงเท่านี้ ภัตตาคารที่ใดจะกล้าจ้างเ้า อย่าคิดว่าการทำอาหารเป็เื่ธรรมดาเหล่าอาจารย์ที่ภัตตาคารเชิญมาเป็พ่อครัวนั้นก็ล้วนต้องศึกษาอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นเพียงแคร์รอตชิ้นหนึ่งจะหั่นออกมาเป็ดอกไม้ได้อย่างไร อีกอย่าง เ้าเป็เพียงเด็กผู้หญิง จะให้ไปเป็เด็กฝึกงานยังไม่งามเลย”
เหยียนซีเข้าใจแล้ว เป็ความแตกต่างระหว่างชายหญิงโง่ ๆ นั่น ไม่ว่าเธอจะมีฝีมืออย่างไร ก็ไม่มีภัตตาคารหรือร้านอาหารใดจะมาเชิญเธอไปเป็แม่ครัว เว้นแต่ว่าเธอจะเปิดร้านเสียเอง
พวกข้ามมิติก็ล้วนพึ่งพาการทำอาหารอร่อย ๆ หาเงินจนร่ำรวย ส่วนเธอตรงนี้นั้น เส้นทางนี้กลับถูกตัดขาดเสียแล้วหรือ
เหยียนซีรู้สึกเหมือนกับว่ามีเมฆดำปกคลุมเหนือหัว แต่เื่การทำอาหารของตระกูลหลิวกลับยังคงเป็หน้าที่เด็กหญิง
เหยียนซีเองก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อพัฒนาอาหารที่บ้าน เพียงแต่ว่าต่อให้ทำอาหารเก่งเพียงใด ก็ไม่สามารถไปได้ไกลหากขาดวัตถุดิบ ั้แ่เช้าตรู่ หญิงสาวก็พบว่าข้าวในโถข้าวนั้นหมดแล้ว ตระกูลหลิวไม่ได้มีแปลงผักมากนัก ดังนั้นประเภทของอาหารจึงมีจำกัด เธอเป็กังวลเล็กน้อย เมื่อเจอความอดอยากเช่นนี้ ขอเพียงต้องอดอยากหนึ่งครั้ง ก็จะไม่อยากพบความอดอยากอีกเป็ครั้งที่สอง
มีสิ่งใดก็ให้ใช้สิ่งนั้น ลำห้วยิที่อยู่หน้าประตูบ้าน หญิงสาวก็มักจะใช้บุ้งกี๋จับปลาทุกวัน แต่จะพึ่งเพียงปลาหรือกุ้งก็ไม่เหมาะนัก หากต้องกินทุกวันเข้า จะอร่อยเพียงใดก็เอียนเอาได้ หญิงสาวจึงวางแผนจะไปดูบนเขาเสียหน่อย
เดินผ่านถนนของตระกูลหลิวไป ก็เป็หลังเขาที่คนหมู่บ้านหยางซานพูดถึง คนในหมู่บ้านไม่ค่อยมากันนัก แปลงผักของตระกูลหลิวก็อยู่ที่หลังเขานี้
หลิวเหิงกำลังก้มถอนวัชพืชในแปลง หลังเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างก็จะกลับไปเรียนที่สำนักศึกษา เขาอยากจะใช้โอกาสที่อยู่บ้านเกลี่ยดินให้เสร็จ แล้วปลูกถั่วและหัวไชเท้าเสียหน่อย
เหยียนซีร้องเรียกออกมา “พี่เอ้อร์หลาง”
หลิวเหิงมองท่าทางของนางก็รู้ได้ว่านางจะทำอะไร “เ้าจะขึ้นเขาหรือ”
“ใช่แล้ว ข้าจะขึ้นไปเดินเล่นบนเขาเสียหน่อย”
“บนเขานั้นไม่มีใครไปหรอกนะ เ้าอย่าวิ่งไปข้างในลึกล่ะ”
“เ้าค่ะ ข้าจะไปเดินในป่าไผ่ที่ตีนเขาเท่านั้น”
ที่ด้านล่างของหลังเขานั้นเป็ป่าไผ่ เหยียนซีวางแผนจะขุดหน่อไม้ที่นี่ ใกล้จะเดือนห้าแล้ว หน่อไม้อ่อนยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ ทว่าหน่อไม้สดยังพอมีอยู่บ้าง ถ้าหากโชคดีก็จะมีพวกเห็ดด้วย
เหยียนซีหาอยู่นาน เห็นว่าในป่าไผ่มีเนินเล็ก ๆ อยู่ ก็จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เห็นคุณปู่ขุดหน่อไม้ ก็มักจะหาที่แบบนี้ลงจอบ เด็กหญิงวางตะกร้าไม้ไผ่ที่หลังลง และเริ่มขุดอย่างแน่วแน่
จอบเล็ก ๆ ของนางขุดลงไปได้สิบกว่าครั้งก็มองเห็นหัวหน่อไม้จริง ๆ ทว่าจอบของเธอเล็กเกินไป เมื่อขุดลงไปก็ขุดได้เพียงดินโคลนเล็กน้อยเท่านั้น
“ข้าขุดเองเถิด เ้าถอยไปหน่อย” หลิวเหิงไม่รู้ว่าตามเข้ามาในป่าไผ่ั้แ่ตอนไหน เมื่อเห็นนางขุดดินอย่างระมัดระวังอยู่ตรงนั้น ก็นำจอบใหญ่ของตนมา ไม่กี่ครั้งก็ขุดหน่อไม้ออกมากว่าครึ่งหัว
เหยียนซีเศร้าใจเล็กน้อย ต่อให้มีจิตใจของผู้ใหญ่เพียงใด เธอก็มีร่างกายวัยเก้าขวบเท่านั้น จอบในมือหลิวเอ้อร์หลางนั้นสูงเสียยิ่งกว่าตัวของเธอด้วยซ้ำ แทบจะแตะปลายของมันไม่ถึงและไม่สามารถเหวี่ยงมันได้เลย
หลังหลิวเอ้อร์หลางขุดหน่อไม้ออกมา ก็หาพื้นที่ถัดไปแล้วก้มลงขุดอีกครั้ง เหยียนซีนำหน่อไม้วางไว้ในตะกร้าด้านหลัง พลางเดินไปข้างหน้าตามหลิวเหิง ทันใดนั้นก็เห็นว่าบนเนินที่ขุดหน่อไม้เมื่อครู่ มีกอสีขาวเล็ก ๆ อยู่สองสามกอ
เธอโน้มตัวไปดู หัวสีดำ ชายสีขาว ไอ้หยา นี่มันเห็ดเยื่อไผ่ไม่ใช่หรือ
เห็ดเยื่อไผ่เป็หนึ่งในสมุนไพรแปดอย่าง เธอจำได้ว่าตอนเด็ก ๆ ในภพก่อน ในหมู่บ้านมีคนทำมาหากินจากการเห็นเยื่อไผ่ พวกเธอที่เป็เด็ก ๆ ล้วนเคยเห็นเห็ดเยื่อไผ่ที่ถูกเก็บมาใหม่ ๆ
รูปร่างหน้าตาของเห็ดเยื่อไผ่นั้นโดดเด่นมาก ขอเพียงเคยเห็นก็จะลืมไม่ลงเป็แน่
“พี่เอ้อร์หลาง พี่เอ้อร์หลาง ท่านรีบมาดูเร็วเข้า” เหยียนซีไม่แน่ใจว่าคนในยุคสมัยนี้รู้จักเห็ดเยื่อไผ่หรือไม่ จึงตัดสินใจเรียกหลิวเหิงมาดูเสียก่อน
หลิวเหิงได้ยินเสียงเรียกอย่างกระวนกระวายก็รีบวิ่งเข้ามา มองตามทางที่นิ้วของนางชี้ “นั่นโสมไผ่ไม่ใช่หรือ”
เดิมทีที่นี่เรียกเห็ดเยื่อไผ่ว่าโสมไผ่หรือ เมื่อเติมคำว่าโสมเข้าไป ก็คงจะแพงมากกระมัง