ฉลามคลั่งรัก 26 : ความลับปิดตาย
#ฉลามคลั่งรัก
ดวงตาของโนเอลฉายแววจริงจังพาให้ผมนิ่งงันก่อนจะถอนหายใจ จู่ ๆ ก็เกิดลังเลระคนรู้สึกแย่ที่ต้องมาพูดเรื่องความตายของใครทว่าพอเห็นแววตาแบบนั้นเข้าไปผมก็แอบเห็นใจรวมถึงเข้าใจว่าเขาจะรู้สึกยังไงถ้าเกิดได้ฟังความจริง
แต่เขาคงเตรียมใจไว้บ้างแล้ว
“โจเอลถูกฉลามฆ่าตาย”
“หา ?”
“ฉลามเมกาโลดอน”ผมเลียปากตวัดสายตาไปสบกับโนเอลที่อ้าปากค้างเมื่อสิ่งที่ได้ฟังบิดเบือนจากความจริงที่ริชาร์ดเล่า “คุณคงเห็นแล้วว่าฉลามพวกนั้นเป็นยังไงการที่คุณรอดตายมาได้คงเพราะยังมีโชคอยู่บ้าง”
“…”
“แต่ฉลามพวกนั้นมันไม่ได้ปรานีใครบ่อย ๆน้องชายคุณคือหนึ่งในนั้นที่โดนพวกมันใจร้ายใส่” โนเอลเขยิบเข้ามาใกล้ผมเขาดูแน่วแน่ทำเอาผมอึดอัด “ผมมีศูนย์วิจัยกลางทะเลพ่อผมสร้างไว้หลังจากค้นพบพวกมัน ผมสืบทอดศูนย์วิจัยต่อจากเขาเลี้ยงฉลามที่ขี้หึงและอารมณ์รุนแรงไม่ต่างจากคนบ้า”
“…”
“วันที่น้องชายคุณมา เขาตีสนิทนั่นคือข้อห้ามสำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ผมฉลามพวกนั้นหวงผมมาก ตอนที่เราลงไปในกรงฉลามผมรู้ว่าโจเอลกลัวแค่ไหน เขาจับมือกอดผมไว้ และมันทำให้สองพี่น้องโกรธ” ผมกัดปากไปชั่วครู่นึกถึงมือของโจเอลที่บอกลาผม จนถึงตอนนี้ผมก็ยังจำทุกหยาดหยดของเลือดที่ย้อมทะเลให้กลายเป็นสีแดงฉาน
ผมฝืนเล่าให้โนเอลฟังจนหมดสังเกตสีหน้ารวมถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไป นาทีแรกเขาดูตกใจสักพักก็เริ่มแสดงความเสียใจ พลันก็นิ่งงันเหมือนทำใจได้
หลากอารมณ์เกิดขึ้นทุกคำที่ผมพูดออกไปโนเอลประสานมือที่หน้าตักแน่น เขากำลังคิดขณะที่ผมต้องทนรื้อฟื้นว่าหลังจากโจเอลตายเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้างลากยาวมาถึงเรื่องล่าสุดที่ผมพบเจอมา แม้กระทั่งในความฝันพวกเขายังตามมาฆ่า
เป็นการทรยศที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น
“และผมก็รู้อีกว่าเซ็บสั่งให้ริชาร์ดหาโอกาสฆ่าโจเอลผมได้ยินเขาคุยโทรศัพท์”
“พ่อเหรอ...”
“ผมไม่รู้ว่าเขาคิดฆ่าลูกชายตัวเองทำไม บางทีคุณน่าจะตอบโจทย์นี้ได้ดีกว่าผมนะโนเอล” เจ้าของชื่อกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากเขาหลุบตาต่ำดูก็รู้ว่ามีบางอย่างปิดบังผมไว้ แน่นอนว่าผมไม่ได้คาดคั้นเขาเรื่องของครอบครัวไม่ได้เกี่ยวกับผมเท่าไหร่
การที่เขาเล่าให้ฟังมันก็เหมือนเพิ่มจิ๊กซอว์ส่วนที่ไม่สำคัญเข้าไป
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนที่ไม่สำคัญ
“โจเอลเป็นลูกของแมรี่แอนน์ เธอเป็นเมียน้อยพ่อผม”
กึก !
“แมรี่แอนน์เป็นผู้หญิงร้ายกาจ เธอใจร้ายมากทั้งกับพ่อ กับแม่ผมทำตัวเหมือนเจ้าคนนายคนไม่มีความเกรงใจและให้ท้ายลูกชายทุกอย่าง” โนเอลเริ่มเล่าความร้าวฉานในครอบครัวเขาให้ฟังไม่ต่างจากกาวที่สมานเรื่องราวให้เข้าที่ “พ่อผมเกลียดแมรี่แอนน์มากเธอเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่ผมตรอมใจตาย”
“ว่าไงนะ...”
“เธอดันให้โจเอลเด่นกว่าผมทุกอย่าง กดผมให้ต่ำจนผมเลือกที่จะย้ายออกมานอกบ้านถึงอย่างนั้นผมก็มองว่าโจเอลเป็นน้องชายคนหนึ่ง เขาไม่ผิดที่แม่จะส่งเสริมเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องของพ่อที่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาก่อไว้”
“...”
“ไม่นานนักแมรี่แอนน์ก็จากเราไป หมอบอกว่าเธอกินยาฆ่าตัวตาย”
“ทำไมล่ะ ?”
“แทนที่จะถามว่าทำไม ควรถามว่าเธอทำจริงหรือเปล่าดีกว่า” คิ้วสวยขมวดเข้าหากันตอนนี้ผมกลายเป็นโนเอลตอนนั่งฟังตัวเองเล่าเรื่องน้องชายเขาสีหน้าผมเปลี่ยนไปตามทุกคำที่เขาพูดออกมา “แมรี่แอนน์ไม่ได้กินยาฆ่าตัวตายเธอโดนวางยา”
“หา ?”
“พ่อผมกำจัดเธอ” ผมอ้าปากค้างดวงตาเบิกกว้างต่างจากโนเอลที่ถอนหายใจใส่“ตอนที่รู้ผมไม่คิดว่าพ่อจะทำแบบนั้นกับคนที่เขาพาเข้าบ้านได้แต่ทันทีที่แมรี่แอนน์ตาย ทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดก็ตกไปที่โจเอล”
“แล้วมันเกี่ยวกับพ่อคุณยังไง พ่อคุณมีเงินเยอะที่สุดไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่ถ้าเกิดเขาไม่ได้ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้ผมก่อน”
“…”
“ตอนนี้เขาไม่เหลืออะไรนอกจากเงินที่ซ่อนไว้และเงินที่โจเอลควรจะได้ถ้าเขาไม่ตาย”ผมอยากได้บุหรี่สักมวนถ้าหมออนุญาตให้สูบ ในหัวปวดตุบ ๆ เมื่อต้องเชื่อมโยงอะไรหลายอย่างเข้าด้วยกันงั้นแสดงว่าที่เซ็บอยากฆ่าโจเอลก็เพื่อเงินของแมรี่แอนน์เนี่ยนะ ?
ไม่เห็นจะเข้าใจตรงไหน
“มีวิธีอื่นเยอะแยะที่ไม่ต้องฆ่าลูกชาย”
“เว้นแต่ว่าเขาเองก็เกลียดโจเอลเหมือนกัน” ผมเผลอทิ้งตัวพิงกับหมอนอย่างหมดแรงพลันก็ต้องนิ่วหน้าเจ็บเพราะลืมไปว่ามีแผล “พ่อเกลียดโจเอลตั้งแต่เขายังเด็กอารมณ์เหมือนเกลียดแม่เลยพาลไปลูกด้วย”
“แต่โจเอลเป็นแค่เด็กนะเกลียดแม่มาลงที่ลูกได้ไง”
“ถ้าเขาฆ่าพ่อแม่คุณได้คุณคิดว่าครอบครัวตัวเองเขาจะปล่อยไว้ไหม”
“…”
“ผมยอมรับว่าผมตกใจแต่พอคิดเรื่องที่ผ่านมา...ผมก็ไม่ตกใจเลยโซล” โนเอลไหวไหล่สีหน้าเขาปกติแม้ก่อนหน้านี้จะแฝงไปด้วยความเศร้าถึงอย่างนั้นดวงตาของเขาก็ยังมีความเสียใจปะปนอยู่ไม่มีใครรับได้ที่พ่อของตัวเองเป็นแบบนี้ต่อให้จะรักมากแค่ไหนการที่ต้องติดอยู่ในเงาของคนที่เป็นฆาตกรก็ไม่ใช่เรื่องดี
โนเอลคงต้องทนทุกข์มาหลายปีด้วยความเป็นพ่อและมีอิทธิพลมากก็เลยต่อกรอะไรไม่ได้
“ผมกลับผิดหวังที่เขาไม่หยุดสักทียิ่งมีเรื่องของคุณเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาก็ยิ่ง...น่ากลัว”
“ผมไม่ได้ว่านะแต่พ่อของคุณน่ะอันตราย”
“…”
“อย่างที่คุณพูดไปพ่อของคุณเป็นฆาตกร เขาฆ่าครอบครัวผม”เราสบตากันมองเขาที่พยักหน้ารับอย่างช่วยไม่ได้ “และไม่ว่าคุณจะชอบไหมผมก็ต้องเอาคืนสิ่งที่เขาทำ”
“ผมรู้ผมถึงช่วยคุณเพื่อแลกกับความลับ”
“ผมเสียใจที่ฉลามผมเป็นต้นเหตุทำให้น้องชายคุณต้องตาย”
“มันไม่ใช่ความผิดของคุณหนิจริงไหม ?”
“โนเอล”
“อีกอย่างต่อให้ฉลามคุณไม่ฆ่าริชาร์ดก็ต้องหาทางจัดการเขาอยู่ดี นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้องชายผมเจออะไรแบบนี้เพียงแค่ครั้งนี้โชคดีไม่ได้เกิดกับเขา”ผมแปลกใจที่โนเอลมองโลกในแง่บวกขนาดนั้น ถ้าเป็นคนอื่นคงลุกขึ้นไปหาฉลามมาฆ่าไม่ก็อาละวาดแทนที่จะเข้าใจว่าต้นเหตุที่แท้จริงมันคืออะไร “นอกจากนี้ผมเองก็เคยได้ยินมาแล้วว่าน้องชายผมถูกฉลามฆ่าตาย”
“บ้าน่าคุณไปรู้มาจากไหน”
“มีคนมาสารภาพกับผมน่ะ” ผมเลิกคิ้วใส่ไม่เข้าใจเขาที่พึมพำ “ผมแค่อยากฟังคุณย้ำให้แน่ใจว่าเรามีเป้าหมายเดียวกัน”
“เดี๋ยวก่อนนะผมไม่เข้าใจ”
“อะไรเหรอ?”
“ที่ว่ามีคนมาสารภาพนี่...คุณหมายถึงใครกัน?” ผมยกมือห้ามปรามเขา มองหน้าโนเอลที่เบือนหน้าหนีไปเขายกยิ้มกลบเกลื่อนทั้งที่เมื่อกี้บอกใบ้ความลับมาคำใหญ่ “อย่ามาโกหกผมนะโนเอล”
“ผมไม่ได้โกหกอะไรนี่นาแต่นั่น...ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะพูดได้”
“คุณหมายความว่าไง?”
“เอาเป็นว่าคุณไปถามพี่น้องคู่นั้นดีกว่าพวกเขาจะตอบปัญหาที่คาใจได้ดีกว่าผม” สีหน้าของผมเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจทันทีไหนเขาบอกว่าเราจะแลกเปลี่ยนความลับกัน “โทษทีนะแต่ผมก็ต้องห่วงความปลอดภัยของผมเหมือนกัน”
“มันไม่ยุติธรรมผมไม่เห็นได้ในสิ่งที่ต้องการ”
“ได้สิเพราะผมจะใบ้เรื่องหลังดีวาน”
“หา?”
“ถ้าเกิดคุณสังเกตให้มากคุณอาจจะตาสว่างขึ้นนะโซล” เครื่องหมายคำถามเต็มหน้าผมไปหมดทว่าโนเอลก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรเพิ่ม เขาแค่ยิ้มลุกขึ้นยืนบีบไหล่ผมเบา ๆเป็นเชิงให้ผมค้นหาความจริงด้วยตัวเอง ประจวบเหมาะกับที่ดีแลนและดีวานคุยกับหมอเสร็จพวกเขากลับเข้ามาในห้องส่งผลให้โนเอลละถอยพร้อมกับมองหน้าพวกเขาไปมา
“คุยอะไรกันเหรอ ท่าทางซีเรียสเชียว”ดีแลนเลิกคิ้วถาม ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกฝั่งพลางยกยิ้มให้ “เล่าให้ผมฟังบ้างสิ”
“ไม่มีอะไรหรอก ผมก็แค่ถามว่าโซลเป็นไง”
“แน่ใจ?”
“ยิ่งกว่าแน่ใจ” โนเอลกลอกตาไหวไหล่เหมือนเล่นตลก “แล้วหมอว่าไงบ้างเรื่องอาการโซล”
“คงต้องให้พักอยู่ที่นี่สักอาทิตย์” ดีวานตอบแทนดวงตาของเขานิ่งมากทำเอาบรรยากาศในห้องอึดอัดไปหมด “แผลโดนยิงต้องใช้เวลาสมานยิ่งหัวใจโซลเคยหยุดเต้นมารอบ พวกเขาก็ยิ่งอยากให้อยู่ดูอาการนาน ๆพวกเขากลัวว่าโซลจะติดเชื้อได้”
“ผมไม่มีเวลาขนาดนั้น”
“คราวนี้คุณเลือกไม่ได้”
“แต่ผม...!”
“เลิกดื้อและช่วยฟังที่ผมพูดสักครั้งได้ไหม จะได้ไม่พาตัวเองไปเสี่ยงอีก” ร่างสูงดุผมไม่ได้ถามไถ่ว่าผมมีเหตุจำเป็นอะไรให้ต้องเถียงเขาขยับตัวมายืนบังโนเอลสบตากับผมนิ่งไม่ให้ผมได้เห็นว่าตอนนี้คนด้านหลังทำหน้ายังไงดีวานเกลี่ยแก้มผมราวกับว่ากำลังปลอบใจ
นาทีนั้นผมเหลือบตาไปมองโนเอลที่ชะโงกหน้ามาขยิบตาให้ผมเลยหลุบไปมองบ่าดีวาน
“เป็นเด็กดีนอนพักอยู่ที่นี่จนกว่าจะหายถ้าอาการคุณดีขึ้นเมื่อไหร่ ดีแลนจะพาคุณกลับไปที่บ้าน”
“บ้านของพวกคุณน่ะเหรอ ?”
“บ้านของพวกเรา”เขาเปลี่ยนคำนั่นทำให้ผมพ่นลมหายใจช้า ๆ คล้ายกับไล่อากาศออกจากร่างให้หมดดีแลนจับมือผม กดจูบลงมาแสดงถึงการห่วงใยและขอร้องให้รับฟังผมเหล่ตาไปมองเขาขณะเดียวกันก็สนใจสิ่งที่อยู่ใต้เสื้อผ้าของดีวานเหมือนกัน
อะไรคือสิ่งที่อยู่ด้านหลัง?
อะไรที่ทำให้โนเอลกล้าบอกว่าผมจะตาสว่าง?
แน่นอนว่าพอทุกอย่างเรียบร้อยโนเอลก็ถูกไล่กลับ ผมไม่แน่ใจว่าดีแลนไปคุยอะไรกับเขาไหมตอนที่เดินไปส่งเขาไม่ได้บอกผมแถมยังดูขี้เล่นไม่ต่างจากตอนแรกเท่าไหร่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรปล่อยให้ดีวานเช็ดตัวให้พลางคิดว่าผมจะใช้วิธีไหน...
วิธีไหนที่จะทำให้เหยื่อติดกับดี
“คุยอะไรกับเขา”
“ใคร ?”
“โนเอล” ดีวานถามใช้ผ้าลูบแขนผมช้า ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเนื้อตัวจะสะอาด“ผมเห็นพวกคุณคุยกันอยู่นาน หัวข้อไหนที่ทำให้ดูสนใจกันขนาดนั้น”
“ไม่มีไรหนิ เขาก็แค่ถามอาการทั่วไป”
“ผมไม่ชอบคนโกหก” เสียงทุ้มต่ำของดีวานมีอิทธิพลกับผมเขาพ่นลมหายใจทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงก่อนจะปลดเชือกเสื้อคนไข้ ผมหลุบตามองผ้าพันแผลที่พันกลางลำตัวเอาไว้ดีวานเอาผ้าชุบน้ำบิดจนหมาดแล้วเช็ดตามคอผมไล่ยาวลงมาจนอยู่ในจุดที่เขาพอใจ
ผมไม่ได้มองว่านั่นคือการกระทำที่หวังดีเท่าไหร่กลับกันมันน่าจะเป็นการเค้นคำตอบมากกว่า
“ทำไมชอบปิดบัง”
“...”
“หัวรั้นก็ที่หนึ่ง”
“คงเพราะผมต้องอยู่กับคนที่ไม่รู้ว่าพูดความจริงอะไรกับผมบ้าง”
“โซล”
“คุณเองก็มีเรื่องปิดบัง ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันจนถึงตอนนี้เราแทบไม่รู้จักกันเลย” ผมตอบกลับสังเกตปฏิกิริยาของร่างสูงที่ไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่เขายังคงนิ่งและคนที่นิ่งแบบนี้มักเดาใจได้ยากกว่ามนุษย์ทั่วไป “ผมไม่รู้เลยว่าคุณมาดูแลผมทำไม อะไรที่ทำให้คุณมาอยู่ตรงนี้”
“คุณไง”
“อะ...”
“เหตุผลเดียวที่ผมยังอยู่และดีแลนยังอยู่คือคุณ” จู่ ๆนัยน์ตาของดีวานก็วาวโรจน์ขึ้นมาเขาดูมีอะไรในใจทว่าก็เลือกที่จะสะกดมันไว้ให้เป็นปริศนา “แค่พูดชื่อคุณออกมาเราก็พร้อมจะทำตามต่อให้จะถูกมองเป็นหมาคนอื่นไม่มีค่าพอที่พวกเราจะยอมทุกอย่าง”
“พูดเหมือนว่าคุณรักผมยังไงยังงั้น”
“มันก็เป็นแบบนั้นตลอดมาหนิ” หัวใจผมเต้นถี่ อยู่ดีๆ ก็รู้สึกเหมือนโดนสารภาพรักเรามองตากันอยู่พักใหญ่ขณะที่หัวสมองผมกำลังประมวลผลกับสิ่งที่เขาพูดให้ฟังดีวานเอาผ้าเช็ดหน้าผม ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่เปลี่ยนเป็นฝ่ามือหนา
ผมถูกสะกดด้วยดวงตาเจ้าตัวเกลี่ยแก้มผมเบา ๆ ยื่นหน้ามาแลกเปลี่ยนลมหายใจ
พลันริมฝีปากของคนใจร้ายก็ทาบทับลงมา
“อื้อ” ผมหลุดครางในลำคอ ตกใจนิดหน่อยที่ถูกจูบกะทันหันดีวานกดย้ำ ๆ ลงมาสองสามครั้ง ไม่มีการบังคับหรือรุกล้ำอะไรเขาแค่แช่ค้างไว้ให้ผมแน่ใจว่าสิ่งที่เขาพูดไม่ใช่เรื่องโกหกผมเห็นภาพตัวเองสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาเขาเป็นกระจกให้เห็นว่าตอนนี้ผมแสดงสีหน้ายังไงออกไป
ดีวานผละออกเล็กน้อยก่อนจะกดย้ำอีกครั้งเป็นการขอร้องให้ตามใจวินาทีนั้นผมเลยหลับตาลง น้อมรับรสสัมผัสที่เขามอบให้ เรียวลิ้นชื้นสอดเข้ามาในปากกวาดต้อนความหวานจนอิ่มหนำ บดเคล้าเรียวปากผมแผ่วเบาเป็นการจูบที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่จูบมา เขาประคองหน้าผมไม่ได้ดันตัวให้นอนราบกลับกันเขาโอบแผ่นหลัง ใช้แขนตัวเองเป็นปราการให้ผมได้พักพิง
ผมตอบรับเขาแปลกใจที่เวลานี้ยังปล่อยให้เขามากอบโกยเอาเปรียบได้ ทว่าไม่รู้ทำไม...
ผมกลับอยากให้เขาทำ
“อยากทำมากกว่านี้ แต่กลัวคนแถวนี้จะร้องไห้” เขาพูดตอนถอนจูบออกไป เกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าไปทัดหูให้แล้วกลับมามองตากันผมอยากหัวเราะให้กับคำพูดเขา ตั้งแต่เจอก็เห็นใจดีอยู่กี่ครั้งกันเชียว “เอาไว้คุณหายดีแล้วเราค่อยทำกัน”
“ถ้ากลัวผมจะเจ็บก็ช่างมันผมเจ็บมาเยอะกว่าที่คุณรู้ซะอีก”
“ผมรู้ว่าคุณเจ็บแค่ไหน”
“ไม่...”
“และผมก็รู้ว่าคุณไม่มีใคร”
“...”
“แต่คุณยังมีเรา โซล” ผมชะงักชั่วขณะ เสียงของเขายิ่งกว่าเพลงขับกล่อมยิ่งพูดด้วยความโอนอ่อนลดเสียงลงก็ถลำลึกเข้าไปในหัวใจผมคิดว่าเขาไม่น่าจะมีมุมแบบนี้ได้คงเพราะเรารู้จักกันน้อยเกินไปและผมก็ไม่ได้อยากสานความสัมพันธ์
ผมรู้ว่าตัวเองอยู่กับสิ่งที่อันตรายแค่ไหนนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมไม่อยากผูกพันกับใครนอกจากนั้นคุณก็เห็นแล้วใช่ไหมว่าพอผมไว้ใจใคร...
สิ่งที่ได้กลับมาไม่เคยดี
และเหมือนดีวานจะอ่านใจผมออกไม่ก็ดูจากแววตาหม่นหมองของผม เขากดจูบลงมาอีกครั้ง หอมแก้มแล้วกระซิบถาม ประโยคที่พูดออกมาทำเอาใจผมสั่น
“ตอนนี้คุณเหนื่อยใช่ไหม”
“…”
“พักสักหน่อยนะคนดี” ราวกับเตะก้อนหินไปชนเสาแล้วมันกระแทกเข้าที่หัวใจ นานแค่ไหนแล้วที่ไม่มีคนถามผมว่าเหนื่อยไหมหรือว่ารู้สึกยังไงนานวันไปก็รู้สึกว่าคำพูดพวกนั้นมันเป็นคำต้องห้ามเพราะชั่วชีวิตที่ผ่านมาผมเหนื่อยหรือท้อไม่ได้ ผมมีปากท้องที่ต้องเลี้ยงมีศูนย์วิจัยที่ต้องดูแลต่อไป ถ้าเกิดผมพูดว่าเหนื่อยคนข้างหลังจะรู้สึกยังไง
ไม่มีใครโอเคที่เสาหลักของบ้านอ่อนแอหรอกใช่ไหม
ผมถึงได้ทำตัวเข้มแข็งตลอดมา
ซึ่งพอได้ยินในช่วงเวลาที่เหนื่อยล้ามากๆ มันยิ่งซ้ำเติมว่าผมอ่อนแอแค่ไหน ผมอยากจะร้องไห้แต่สิ่งที่ทำคือกะพริบไล่น้ำตาไป
เสียดายที่ดีวานไม่สนใจ
เขากดจูบลงบนหน้าผาก
“ถ้าไม่ไหวก็ร้องออกมา”
“ผมไม่...”
“เราอยู่ตรงนี้” คำพูดนั้นมาพร้อมกับดีแลนที่กลับเข้ามาในห้องเขาเลิกคิ้วมองผมที่ถูกดันให้ฝังหน้าลงกับบ่าแกร่ง ดีวานกอดผมไว้ เขาทำเหมือนว่าผมไม่มีเรี่ยวแรงมันช่างเป็นอะไรที่น่าสมเพชถ้าผมจะมาตกหลุมพรางเขาง่าย ๆ
ดีแลนเดินอ้อมมาเขาไม่ได้ถามว่าเกิดอะไร แค่ลูบหัวผมลากไปที่หลังช้า ๆ ปลอบประโลมเท่าที่จะทำได้ผมอยากหัวเราะ คนอย่างผมควรจะตลกกับการกระทำเรียบง่ายที่ไม่ได้ดีต่อใจแต่เหมือนว่าตอนนี้ผมกำลังจะตาย
ผมเงยหน้ามองเพดานไม่ให้น้ำตาไหลส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ทว่าหัวใจมันกลับพูดในสิ่งที่ไม่ใช่ผมออกไป
“ถ้านี่คือคำโกหก มันคงตลกถ้าผมอยากให้พวกคุณหลอกผมสักครั้ง”
“ที่รัก”
“ช่วยหลอกผมว่ารักผมมากได้ไหม”
“…”
“แค่นาทีเดียวก็ได้ และกอดผมไว้จนกว่าผมจะทำใจได้ที่โลกนี้...มีแค่ตัวเอง”
เนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ที่ปล่อยใจไปกับพวกเขาดีวานกับดีแลนไม่ได้กดดัน เขากอดผมให้แน่ใจว่าผมจะเชื่อในสิ่งที่ขอให้เขาโกหกพวกเขาไม่ได้พูดอะไรกับผม ปลอบโยนมากกว่านี้ก็แลดูจะไม่ใช่ตัวตนเท่าไหร่ถึงอย่างนั้นการที่ได้กอดใครสักคนในช่วงเวลานี้ก็เป็นอะไรที่ดีมาก ๆจนผมเกือบจะเผลอใจ
ดีนะที่รูโหว่ในหัวใจผมค่อนข้างใหญ่การจะซ่อมแซมกลับมารักใครได้ภายในไม่กี่นาที...
มันทำไม่ได้
“อยากออกไปไหนไหม ?”
กึก !
“หรืออยากให้ผมทำอะไรให้ไหมครับ ราชินี ?” ผมลากสายตาไปสบกับคนที่ทำลายความคิดผมหลังจากตอนนั้นเราก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก ผมต้องพักรักษาตัวสามสี่วันข่าวคราวของเซ็บก็ไม่มี โนเอลหายตัวไปราวกับว่าโดนสั่งห้ามไม่ให้เข้าใกล้ผมอีกซ้ำร้ายกว่านั้นสองพี่น้องยังขอหมอให้ผมกลับมารักษาตัวต่อที่บ้านหลังจากหมอแน่ใจแล้วว่าผมจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ
แน่นอนว่ามันทำให้โอกาสเจอโนเอลน้อยลงไปและผมก็ปฏิเสธไม่ได้…
ตัวเลือกผมไม่ได้มีเยอะ
“ไม่”ผมส่ายหน้ากลับสู่ปัจจุบันที่เอาแต่นอนอุดอู้อยู่ในห้องนอนมากสุดก็แค่เดินไปที่ระเบียงมองดูบรรยากาศของทะเลที่เปลี่ยนวันเปลี่ยนคืนไปมาขณะที่ผมยังย่ำอยู่กับที่ผมอยากกลับไปศูนย์วิจัย คนที่นั่นจะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้ทว่าพอคิดอีกทีมันมีเปอร์เซ็นต์สูงที่โอเว่นจะกลับไปก่อน เขาอาจจะหลอกทุกคนว่าผมตายก็ได้
ยิ่งมือถือของโจเอลหายไปจอร์แดนติดต่อผมไม่ได้ ผมยิ่งเหมือนคนตาย ผมรู้ตัวก็ตอนที่ดีวานเก็บของให้ผมไม่รู้ว่าไปทำมือถือโจเอลหายที่ไหน ล่าสุดที่จำได้มันก็อยู่ในกระเป๋ากางเกงตลอด บางทีมันอาจจะหล่นตอนผมเข้าปากดาย
น่าแปลกใจที่ผมรอดออกมา...
“เอาแต่อยู่ในห้องมันจะทำให้คุณห่อเหี่ยวนะ”
“อยู่ที่ไหนผมก็เป็นแบบนั้นดีแลนต่อให้อยู่ท่ามกลางแสงจ้าผมก็ห่อเหี่ยวเหมือนเดิม” ผมขัดสบตากับคนที่ทิ้งตัวลงนอนตักร่างสูงดึงมือผมไปจับ กดจูบเบา ๆ สบตาผมด้วยแววตาห่วงใย อีกนัยหนึ่งคือเขากำลังออดอ้อนให้ผมตามใจ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าผมชอบดวงตาของเขาชะมัด
“งั้นผมจะห่อเหี่ยวเป็นเพื่อนคุณ ตกลงไหม ?”
“เหงาหรือไง ทำไมไม่ไปเล่นกับพี่คุณล่ะ”
“พูดเหมือนดีวานเป็นหมาไปได้ คุณก็เห็นว่าเขาตามใจผมที่ไหน”
“…”
“เขาก็ตามใจแค่คุณเหมือนที่ผมทำนั่นแหละ”เจ้าตัวพองลมในแก้มนิดหน่อยก่อนจะเปลี่ยนมายิ้มให้ ปลายนิ้วร้อนเกลี่ยแก้มผมลากไล้พร้อมกับใช้ดวงตาสะกด หลุบตามองริมฝีปากเล็กน้อยคล้ายกับจงใจยั่วยวนผมส่ายหน้าไปมาให้เขารู้ว่าผมจะไม่ทำในสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งดีแลนอาจจะมองข้ามเขาหัวเราะยื่นหน้ามาจูบปากผมเบา ๆมันเหมือนกับการหยอกเย้ามากกว่าจูบเพื่อเร้าอารมณ์
มันก็คงน่ารักสำหรับใครบางคนเสียดายที่ผมกลับมองว่ามันเป็นของหลอกเด็ก
“คุณจูบเก่งกว่านี้นะเท่าที่ผมจำได้”
“ผมกลัวจะอดใจไม่ไหวต่างหาก”เขายิ้มหวานมีเสน่ห์จนผมอยากจะบีบจมูกโด่งรั้นนั้น “ถ้าคุณไม่อยากออกไปข้างนอกงั้นลงไปดูผมว่ายน้ำไหม จริง ๆ ดีวานให้ผมมาชวนคุณไปว่ายน้ำด้วยกันแต่เขาอยากให้ผมถามกว้าง ๆ เผื่อคุณอยากไปที่อื่นมากกว่า”
“ที่ที่ผมไปคงมีแต่คนถือมีดเตรียมแทงผมแล้วแหละดีแลน”
“อะ...”
“ส่วนเรื่องไปดูพวกคุณว่ายน้ำเนี่ยผมต้องหลงร่างกายพวกคุณแค่ไหนกันถึงต้องไปดู ?” ผมเลิกคิ้วใส่พยายามขับไล่ความหม่นหมอง มองดีแลนที่ขยับตัวขึ้นมานั่ง จูบแผ่วเบาที่หน้าผาก “เลิกทำเหมือนผมเป็นเด็กได้แล้วน่า คุณกำลังทำให้ผมหงุดหงิด”
“ไม่หงุดหงิดนะราชินีของผม เดี๋ยวผมพาไปนั่งชิว ๆ”
“นี่”
“เอาเป็นว่าผมขออนุญาตขโมยตัวคุณนะ” ไม่รอให้ผมตอบรับเจ้าตัวก็สอดแขนเข้ามาใต้ขาพับอุ้มผมด้วยท่าเจ้าสาวแล้วพาลงไปข้างล่างด้วยกันตั้งแต่มาถึงผมลงมาเหยียบข้างล่างอยู่แค่ครั้งสองครั้งดีวานอยากให้แผลผมหายดีเลยให้ผมอยู่แต่ในห้อง อีกส่วนก็เป็นความอยากของผมด้วยแหละผมไม่รู้จะลงมาใช้ชีวิตตัวเองในบ้านของคนอื่นทำไมต่อให้พวกเขาจะบอกว่าผมมีสิทธิ์จะทำได้ก็ตาม
มันก็เหมือนไม่ใช่ที่ของผมอยู่ดี
“เอาล่ะราชินี นั่งตรงนี้นะครับ” ร่างสูงมาปล่อยผมไว้ข้างสระยกยิ้มกว้างตอนเห็นใบหน้าเหนื่อยหน่ายของผม เวลานี้แดดกำลังลง มันสะท้อนกับผิวน้ำระยิบระยับไปหมดมันคงดูน่าเล่นสำหรับคนที่ชอบกีฬากลางแจ้งผิดกับผมที่ขอเฟดตัวอยู่ในเงาเพื่อหลบแดด
มันร้อนพอสมควรเลยถึงแม้ว่าระเบียงชั้นสองจะยื่นออกมาเป็นร่มให้ก็ตาม
“วันนี้ร้อนชะมัด”
“คุณไม่ได้ออกจากห้องมานานต่างหากเลยรู้สึกร้อน” ดีแลนบอกก่อนจะถอดเสื้อตัวเองโยนไปวางบนโซฟา“ผมจะว่ายน้ำสักหน่อย คุณอยากเปลี่ยนใจลงไปว่ายกับผมไหม ?”
“ไม่”
“งั้นนั่งเป็นกำลังใจให้ผมนะที่รัก” ว่าพร้อมขโมยจูบผมอีกรอบแล้วหนีโดยการกระโดดลงน้ำหยาดใสกระเซ็นเปียกร่างผมนิดหน่อย ทว่าดีแลนก็ไม่ได้หันกลับมามองเลยสักนิด เขาว่ายจากริมสระฝั่งนี้ไปอีกฝั่งดูสนุกสนานกับการดำว่าย ผมพ่นลมหายใจคิดอยู่ว่าควรจะหนีขึ้นไปชั้นสองดีไหม
หรือเปลี่ยนมาทิ้งตัวลงนั่งแช่ขามองดูเขากับคนพี่ที่เดินถอดเสื้อออกมาหากัน
“ยอมออกมาแล้วเหรอ ?” นั่นคือคำที่เขาทักอ้อมแขนอุ่นร้อนกอดผมจากด้านหลัง “นึกว่าจะอยู่ในห้องชั่วชีวิตซะอีก”
“น้องชายคุณอุ้มผมมาที่นี่”
“ดีแล้วที่เขาทำ” ผมกลอกตาเอียงคอเล็กน้อยตอนดีวานกดจูบที่ท้ายทอยการกระทำอ่อนโยนมีอิทธิพลกับคนอ่อนแอเสมอ ผมถึงพยายามไม่สนใจแม้ว่าความอบอุ่นจะไม่หยุดแค่จุดเดียวก็ตามดีวานหอมแก้มผม แลดูจะเป็นกิจวัตรประจำวันที่พวกเขาจะฝังริมฝีปากลงมาตามส่วนต่าง ๆของผม
ราวกับว่าต้องการตอกย้ำถึงการมีตัวตนโดยเฉพาะการใช้ลมหายใจลากไปตามเนื้อผิว
มันคือสัญลักษณ์ของการมีชีวิต
“เด็กดี”
“…”
“ผมรักคุณ” หัวใจของผมเต้นแรงไม่เป็นส่ำน้ำเสียงทุ้มต่ำกระซิบแผ่วอยู่ข้างหูถ้อยคำบอกรักกลายเป็นคำทักทายที่เจอกันเมื่อไหร่เขาจะพูดคำนั้นให้ฟังผมคิดว่าเขาติดมันมาจากวันนั้นที่ผมขอร้องให้เขาโกหกเอื้อนเอ่ยเพื่อให้ผมติดอยู่กับเขาบอกตามตรงว่ามันมีผลกระทบกับใจของผมไม่น้อยเหมือนกัน
อย่างน้อยมันก็ทำให้เราจูบกันคล้ายกับคนรักกันจริงๆ
“ลงไปว่ายน้ำกับน้องชายคุณได้แล้ว” ผมตอบกลับรับรู้ถึงรังสีน้อยใจของคนที่ลงน้ำไปก่อนแอบเหล่มองก็เห็นดีแลนพองลมในแก้มเขาเป่าน้ำจนขึ้นฟองเป็นการบอกว่าถ้าพี่ชายยังไม่ปล่อยผมเขาจะลากผมลงไปว่ายน้ำด้วยกัน
ดีวานส่ายหน้าใส่เขาถอนหายใจถึงอย่างนั้นก็ยอมถอยกลับ เจ้าตัวถอดเสื้อออกเหลือเพียงกางเกงว่ายน้ำผมไล่สายตามองมัดกล้ามที่ดูดีไม่แพ้ดีแลน พวกเขาเป็นคู่พี่น้องที่มีร่างกายเพอร์เฟกต์ที่สุดเท่าที่ผมรู้จักผมกัดปากเล็กน้อยตอนดีวานกดจูบลงบนหน้าผาก
ทว่าในตอนที่เขาหันหลังเตรียมกระโดดลงน้ำผมก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
“หลังคุณไปโดนอะไรมา”
“หืม ?”
“ทำไมมีแผลเป็น ?”