ตอนที่7 หลานเ้าเมือง
ณ กลางป่าภายนอกเมืองทราซินเวียอันเงียบสงัดกลับเกิดเสียงอึกทึกดังสนั่นไปทั่วแดนพร้อมการสั่นไหวราวะเิลูกโตที่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"บัดซบ เป็เพียงแค่ขั้นกลางกลับไล่ต้อนข้าผู้เป็ขั้นสูงเชียวรึ นี่มันเื่บ้าชัดๆ " อัปบรานิคตกตะลึงในดวงตาสีแดงและเรี่ยวแรงผิดมนุษย์ของชายร่างั์ที่สามารถทัดเทียมตนได้อย่างไม่ควรเกิดขึ้น
"เอาเวลาพูดมาหายใจดีกว่าไหม" เฟดดี้เผยกายพร้อมขวานขนาดใหญ่และฟาดฟันอัปบรานิคจากด้านหลังจนมันกระเด็นไปไกลอย่างที่ใครหรือปีศาจตนไหนจะลุกขึ้นยืนได้อีก
"นี่แกเป็ตัวอะไร ความแข็งแกร่งทางร่างกายนี่มัน ไม่ใช่มนุษย์แล้ว "
"ก็เออสิวะข้าเป็มนุษย์ แต่ก็แค่ครึ่งเดียวเท่านั้นล่ะนะ" เฟดดี้เดินตรงเข้าหาศัตรูหมายจะตัดหัวด้วยขวานคู่ใจ แต่ทันใดที่เขาเข้าใกล้ก็ถูกพื้นดินในบริเวณนั้นดึงลงคล้ายกับทรายดูด
"หึ หึ ยิ่งดิ้นมันก็ยิ่งดูดลงไปเร็วขึ้น ประมาทแล้วเ้าครึ่งมนุษย์หน้าโง่ " รอยยิ้มเปื้อนบนใบหน้าของอัปนิคเมื่อกับดักง่ายๆ ที่เขาสร้างไว้มันได้ผลจนน่าขำ ที่เหลือก็แค่ปล่อยให้ชายร่างั์จมดิ่งและดับดิ้นจากการขาดอากาศหายใจเพียงเท่านั้น
แต่ในชั่วพริบตาลูกธนูซึ่งถูกหุ้มด้วยพลังิญญาธาตุไฟ ได้พุ่งโจมตีใส่อัปบรานิคเป็ห่าฝน แต่มันก็ไม่เป็ผลเมื่อิัสีดำได้ถูกเปลี่ยนเป็เกร็ดแข็งจนมิอาจทะลวงเข้า
แล้วความสนใจของอัปบรานิคก็เพ่งเล็งไปยังกลุ่มทหารผู้รอดชีวิต เขาจึงสร้างะุขึ้นมาจากดินก่อนจะปล่อยมันพุ่งใส่เป้าหมายราวกับมีเครื่องติดตามเพื่อสังหารเสียให้สิ้น
แล้วทุกชีวิตก็ต้องดับดิ้น หากไม่มีกำแพงดินแทรกขึ้นมาป้องกันทหารทั้งหมดได้อย่างน่าอัศจรรย์ และอัปบรานิคก็ถูกล้อมรอบด้วยกำแพงดินจนไม่มีทางหนีก่อนเขาจะรู้ว่านี่คือฝีมือของชายร่างั์
"พวกเ้าปลดปล่อยพลังทั้งหมด เผามันให้ไหม้เป็ตอตะโกเลย!!! .." เฟดดี้ร้องะโให้เหล่าทหารที่ซุ่มยิงอยู่กลางป่ารีบวิ่งเข้ามาโจมตีผ่านช่องว่างด้วยพลังธาตุของตนจนกำแพงที่เฟดดี้สร้างขึ้นนั้นกลายสภาพเป็เตาผิง
แล้วพื้นดินซึ่งกำลังดูดร่างของเฟดดี้ก็หยุดลงจนเขาสามารถผลักตัวเองขึ้นเพื่อไปสังเกตการณ์ในกำแพงที่ตนสร้าง
"ไฟแค่นี้มันเผาข้าไม่ได้หรอก"
ในกองเพลิงซึ่งไม่ควรจะหลงเหลือสิ่งใด กลับปรากฏร่างสีดำของอัปบรานิคที่ไม่มีแม้แต่รอยไหม้ และมันยังทำลายกำแพงโดยรอบด้วยแขนอันทรงพลัง พร้อมกระโจนตัวเข้าหาเหล่าทหารผู้รอดชีวิตหมายจะฆ่าฟันให้ตายอย่างไร้ปรานี
เฟดดี้จึงต้องรีบขว้างขวานคู่กายใส่อัปบรานิคเพื่อหยุดยั้งกรงเล็บจากมือสีดำ ก่อนหมัดขวาตรงของเฟดดี้จะปะทะเข้าผิวหน้าจนอัปบรานิคผงะในชั่วขณะ
แต่ตัวเปล่าเล่าเปลือยโดยไร้อาวุธกับปีศาจขั้นสูงมันช่างดูสิ้นคิดเกินไปนัก เพราะทันทีที่อัปบรานิคตั้งหลักมันก็โต้กลับโดยการฟันผ่านกลางอกจนเืสีแดงอุ่นพุ่งกระฉูดด้วยมือที่เปลี่ยนเป็คมมีดอันคมกริบ
แต่ก็ไม่ทำให้เฟดดี้สิ้นใจลงในทันทีเมื่อชายผู้นี้ยังสามารถชกกลับเข้าที่ชายโครงจนอัปบรานิคทรุดตัวลงด้วยอาการาเ็จากกระดูกที่หัก
แล้วรอยยิ้มของครึ่งมนุษย์ก็เผยขึ้นเหนื่อยศีรษะปีศาจขั้นสูงอย่างน่าพอใจ ก่อนหัวไหล่ซ้ายจะถูกทะลวงด้วยแรงดันน้ำจนเฟดดี้กระเด็นไปไกลโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
"ข้าไม่้าความช่วยเหลือนะ ดีคอนต์"
"เลิกอวดดีแล้วรีบจัดการให้เสร็จเสียที อัปบรานิค" เ้าของแรงดันน้ำเดินออกมาจากป่าทึบพร้อมพลังิญญาขั้นสูงระดับต้นจนสถานการณ์นั้นย่ำแย่กว่าเก่า เพราะความสามารถของทหารที่รอดชีวิตและเฟดดี้ซึ่งได้รับาเ็ คงไม่เพียงพอให้คว้าชัยในศึกนี้เป็แน่
"พวกเ้ารีบกระจายข่าวเื่อาคมมิติให้หมู่อื่นรับทราบโดยเร็วที่สุด เราต้องหาทางหยุดศึกนี้" เฟดดี้เอ่ยกระซิบเหล่าทหารที่กำลังประคองร่างของตนไว้
"จะหนีอย่างไรหรือขอรับ พวกมันแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น คงได้ตายกันก่อนเป็แน่" เฟดดี้รับฟังพร้อมคิดหาหนทางหลบหนี ซึ่งป่าแห่งนี้เป็ที่เปิดโล่ง ง่ายต่อการมองเห็นและยังห่างจากตัวเมืองประมาณสองหรือสามกิโลเมตร หากให้เหล่าทหารวิ่งกระจายเป็วงกลมอาจจะมีใครสักคนไม่โดนไล่ล่า
แต่แผนนี้คงไม่เข้าท่าเมื่อปีศาจมีพลังิญญาขั้นสูงถึงสองตนจึงสามารถตามล่าทุกคนได้อย่างแน่นอน
"ข้าจะยื้อเ้าตัวนั้นไว้เอง ที่เหลือรีบหนีออกจากป่านี้เมื่อข้าให้สัญญาณ " แล้วเฟดดี้ก็คิดแผนการดีๆ ซึ่งต้องแลกด้วยชีวิตของตนเพื่อดึงเวลาให้ทหารที่เหลือได้กระจายข่าวอันสำคัญจนมันอาจหยุดยั้งการรุกรานครั้งนี้
"ยื้อเวลา? เ้าจะทำอย่างไร ให้ข้าร่วมประชุมด้วยดีไหม" อัปบรานิคเอ่ยขึ้นด้วยความเย้ยหยันเมืุ่์ทั้งหลายกำลังมั่นใจว่าตนจะรอดพ้นจากป่าแห่งนี้ ทำให้ความโกรธเคืองเริ่มปะทุขึ้นในใจของเหล่าทหารก่อนพวกเขาจะให้คำมั่นแก่เฟดดี้ว่าจะมีชีวิตจนกว่าจะแจ้งข้อมูลสำเร็จ
"ช่างมีน้ำใจ เอาแบบนี้ดีไหมพวกเ้ามาสู้กับข้าแล้วปล่อยทหารคนอื่นๆ ไป "
"แผนดี พวกนั้นจะได้นำสิ่งที่เห็นไปตีโพยตีพาย อืมม…" เฟดดี้ยกมือทั้งสองขึ้นพร้อมเดินหน้าเข้าหาอัปบรานิคที่กำลังครุ่นคิดในข้อเสนออย่างจริงจัง
"จังหวะนี้เอาเลย!! " แล้วเฟดดี้ก็ส่งสัญญาณให้เหล่าทหารวิ่งกระจายเป็วงกว้าง ก่อนเขาจะพุ่งตัวเข้าหาสองปีศาจที่กำลังทำท่าทางครุ่นคิดโดยไม่ระวัง พร้อมปลดปล่อยพลังิญญาทั้งหมดเพื่อสร้างกำแพงดินขึ้นมาล้อมรอบตนเองและพวกมันทั้งสองเอาไว้
"ไร้ประโยชน์สิ้นดี" ดีคอนต์เอ่ยขึ้นขณะพินิจกำแพงที่ถูกสร้างด้วยพลังิญญาขั้นกลางอย่างน่าขัน ก่อนจะหันมาทำลายมันด้วยแรงดันน้ำมหาศาลจนทุกสิ่งพินาศลง
แต่กลับไม่เป็ผลอย่างน่าใจหาย เพราะตนเป็ปีศาจขั้นสูงที่ควรทำลายได้ทุกสิ่ง แล้วเหตุใดกำแพงดินถึงยังตั้งตระหง่านประหนึ่งหินผา
"ไร้ประโยชน์รึ คำนั้นมันของข้าต่างหากเล่ากำแพงนี้ถูกสร้างโดยเสริมอาคมกำกับเอาไว้ พวกเ้าไม่มีทางออกจากที่นี่อีกต่อไป"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า งั้นเ้าก็คงโง่น่าดูสินะถึงเอาตัวเข้ามาตาย อาคมที่ไร้อักขระเช่นนี้เมื่อผู้ใช้ตายมันก็พังทลายไปพร้อมชีวิตเ้า"
"รู้เื่อาคมเกินคาดนะ ทั้งที่พวกเ้าก็ใช้มันไม่ได้"
"ก็..การศึกษาเป็เื่สำคัญ เ้าน่าจะเข้าใจนะ"
เฟดดี้จ้องมองปีศาจทั้งสองที่กำลังสำแดงเดชด้วยรอยยิ้มอันสิ้นหวัง แต่อย่างน้อยเขาก็ใช้กำลังทั้งหมดเพื่อห่ำหันจนกว่าทหารทั้งหลายจะปลอดภัย
เฟดดี้ได้ยกขวานคู่ใจพร้อมกับลำลึกถึงผู้เป็นายว่านี่คือวาระสุดท้ายของการทำหน้าที่ในฐานะทหารแห่งหน่วยอัศวินดำ
………………….......................
ณ คุกใต้ดินกลางตัวปราสาททราซินเวีย
"แม่ ท่านพ่อกับคนอื่นๆ จะเป็อะไรรึเปล่า" เสียงกระซิบจากเด็กสาวช่วยปลุกมารดาที่นั่งจับเจ่าโดยไม่พูดจามาเป็เวลาพักใหญ่
"ไม่ต้องห่วงหรอก เทียกำลังไปช่วยพวกเขาแล้ว"
"พวกเราจะหวังพึ่งแต่เทียเท่านั้นเองรึ ท่านแม่" เอนี่กล่าวอย่างไม่สบายใจเพราะเทียนั้นก็เป็เพียงแค่ชาวไร่ จะให้เขาต่อสู้กับปีศาจเพื่อพวกเราเลยรึอย่างไร
"เทียน่ะ แข็งแกร่งมากๆ เลยนะ " เอ็มม่าตอบกลับด้วยรอยยิ้มพร้อมกับลูบหัวเอนี่อย่างอ่อนโยน แต่มันก็ไม่ทำให้ความกังวลของเด็กสาวเลือนหายไป นางจึงพยายามกล่าวถามอีกหลายครั้งเพื่อหาสิ่งที่ตนเองพอจะทำได้
"เด็กสาวชาวบ้านอยู่ที่นี่รึไม่"
"อยู่ขอรับท่านเ้าเมือง"
แต่แล้วเสียงพูดคุยนอกห้องแคบแห่งนี้ได้ทำให้เอ็มม่าแสดงท่าทางหวาดวิตกจนเอนี่ที่กำลังเร่งเร้าเอาคำตอบต้องเงียบลง
"สวัสดีเอ็มม่า"
"ท่านมาที่นี่ทำไม ท่านการสิ่งใด!! "
การทักทายของทั้งคู่ทำให้เอนี่รู้สึกประหลาดใจเพราะชายวัยกลางคนมีใบหน้าคล้ายคลึงพ่อของตนและเส้นผมสีน้ำตาลเช่นเดียวกับดวงตาที่โดดเด่นจนเอนี่อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวเราหรือไม่
"สวัสดีแม่หนูเอนี่ " อีชิลเดอร์หันไปทักทายเอนี่ด้วยรอยยิ้มแต่นางกลับหลบหน้าหนีอยู่ข้างหลังเอ็มม่าเพราะไม่เข้าใจในสถานการณ์และเริ่มรู้สึกหวาดกลัวทันทีที่ถูกจ้องมองจากชายผู้นั้น
"เขาเป็ใครหรือท่านแม่"
"เขาคือเ้าเมืองที่นิสัยไม่ค่อยดี อยู่ข้างหลังแม่ไว้นะ" เอ็มม่ากล่าวขึ้นพร้อมกับกางแขนเพื่อบดบังเอนี่ให้รอดพ้นจากสายตาของอีชิลเดอร์ ถึงกระนั้นเขาก็มิได้สนใจแถมยังเดินเข้าไปใกล้และเอื้อนเอ่ยคำที่สามารถหยุดความสงสัยทุกอย่างลง
"ข้าคือลุงของเ้า แม่หนูเอนี่" คำตอบพร้อมรอยยิ้มของเ้าเมืองได้ทำให้ดวงตาของเอนี่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง เพราะใครกันจะคาดคิดว่าเด็กสาวชาวบ้านจากนอกเมืองกลับได้กลายเป็หลานของชายผู้มีอำนาจสูงสุด ณ ที่แห่งนี้
"ลุงงั้นรึ ช่างกล้าพูดนัก ทั้งที่ท่านลั่นวาจาแล้วว่าเราจะไม่มาข้องเกี่ยวกันอีกแม้เป็หรือตาย" เอ็มม่าพรั่งพรูคำต่างๆ ออกมาด้วยความโกรธเคืองเพราะชายผู้นี้กำลังทำท่าว่าตนเป็ครอบครัวทั้งที่ไม่เคยช่วยเหลือใดๆ ในยามยาก และบางโอกาสเขายังเคยส่งสารเพื่อขอรับเลี้ยงเอนี่โดยให้เหตุว่าผู้ปกครองของนางนั้นไร้ความสามารถในการเลี้ยงดูจึงเป็เื่สมควรหากตนได้ดูแล แต่นั่นกลับยิ่งสร้างความขัดแย้งแก่กันจนมิอาจต่อติดอีกตลอดกาล
"อย่าได้กังวลไป ข้าแค่แวะมาดูพวกเ้าเท่านั้นเอง แล้วแซมละอยู่นี่ด้วยไหม "
"แซมยังอยู่ด้านนอกซุ้มคนจรพวกเราไม่รู้ว่าเป็อย่างไรบ้าง"
"ตอนนี้เทียได้มุ่งหน้าไปที่นั่นแล้วเ้าวางใจเถอะ ยังไงเสียข้าคงต้องให้พวกเ้าอยู่ที่แห่งนี้ไปก่อน อีกประเดี๋ยวปัญหาต่างๆ ก็จบลง" อีชิลเดอร์กล่าวพร้อมกับรอยยิ้มที่ส่งตรงไปให้เอนี่ ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่มีคำล่ำลา
"นี่มันอะไรกัน ท่านแม่ ข้าเป็หลานท่านเ้าเมืองั้แ่เมื่อไหร่กัน"
"ก็ั้แ่เ้าเกิดน่ะสิ? "
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะท่านแม่ ข้าหมายถึงทำไมไม่มีใครบอกข้าบ้างเลย"
"ยังมีอีกหลายเื่ที่แม่อยากจะบอกเ้าอยู่เหมือนกัน เพียงแค่รอเวลาที่เ้าพร้อม อย่ากังวลไปเลยวันหน้าลูกจะเข้าใจทุกอย่างเอง"
เอ็มม่าจ้องมองเข้าไปในดวงตาที่ฉายความสับสนของเอนี่อย่างอ่อนโยนก่อนจะกุมมือนางไว้เพื่อปลอบขวัญ แต่การกระทำเช่นนั้นมันช่างดูผิดแปลกราวกับเอ็มม่ากำลังโศกเศร้าอย่างที่เด็กมิอาจเข้าใจ
………….....................
ณ ้าห้องใต้ดินในตัวปราสาททราซินเวีย ชายวัยกลางคนผู้มีอำนาจมากล้นเหนือดินแดนแห่งนี้ ได้เดินผ่านสิ่งก่อสร้างหรือศิลปกรรมจากคนมากฝีมือตามหัวเมืองต่างๆ พร้อมเส้นผมสีน้ำตาลอันปลิวไสวเพราะสายลมที่พัดผ่านจากหน้าประตู
และความกังวลก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งเมื่อเขายื่นอยู่ต่อหน้าเหล่าอัศวินนับร้อยชีวิตที่พร้อมพลีชีพเพื่อบ้านเมืองและลูกหลานของตนอย่างไม่มีความกังวลใดๆ อีก
แต่สายตาอันเด็ดเดี่ยวของเหล่าทหารแห่งทราซินเวียได้ช่วยปลุกหัวใจอันกล้าแกร่งขจัดความกลัวที่ไร้สาระออกไปได้โดยอัศจรรย์ บัดนี้เขาพร้อมแล้วกับการปราศรัยต่อผู้น้อยเพื่อรวมใจทุกคนให้เป็หนึ่งเดียวในการต่อกรกับปีศาจ
"พวกเ้ารู้ดีว่าศัตรูนั้นแข็งแกร่งเพียงใด และข้าไม่สงสัยในความกล้าหาญของอัศวินทุกคนในที่นี้" เ้าเมืองกล่าวด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นและดังกึกก้องจนทุกคนในระยะร้อยเมตรต่างได้ยินอย่างแจ่มชัด
"หากพวกเ้าต้องตายในศึกนี้ ก็จงจำไว้ว่าตัวเ้านั้นไม่ได้ตายเพื่อข้า แต่หากเป็บ้านที่เ้าอยู่ ข้าวที่เ้าทาน เมียที่เ้ารัก ลูกที่เ้าคอยดูแล เพื่อสิ่งนี้แล้วข้าก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับความตายกับทุกคน!! " คำง่ายๆ แต่ตราตรึงใจของใครอีกหลายคนเพราะความกล้าของผู้นำอันพึงมีหาใช่เพื่อประโยชน์ตนแต่เพื่อผู้คนที่ควรปกป้องไว้ด้วยชีวิต
"เพื่อบ้านเมืองของพวกเราทุกคน เพื่อลูกหลานของพวกเรา!!! " อีชิลเดอร์กู่ร้องะโด้วยความฮึกเหิมพร้อมเหล่าอัศวินนับร้อยชีวิตดังลั่นอย่างไม่หวาดกลัวต่อศัตรูหน้าไหน
และผู้นำของฝูงชนอันแกร่งกล้าก็ได้ชักดาบขึ้นสู่ฟ้าแล้วเดินนำหน้าไปยังหนทางแห่งการต่อสู้หรืออีกนิยามหนึ่งคือเส้นทางแห่งความตาย
………...................
"นี่นะรึ บุตรแห่งผู้กล้า เ้าหญิงคิง ลีเดีย เป็เพียงแค่ขั้นกลางระดับสูงไม่เอาไหนซะจริง" คำกล่าวอันหนักแน่นพร้อมแรงกดดันของพลังิญญาขั้นสูงระดับสูงจนพื้นดินและผืนหญ้าต่างล้มตายต่อหน้าปีศาจสีดำผู้มีเขาบนหัวคล้ายกับมงกุฎของาา
"ไอ้พวกตัวบัดซบทรยศเผ่าพันธุ์ เ้ากล้าร่วมมือกับปีศาจได้เยี่ยงไรกัน!! " ลีเดียเอ่ยขึ้นด้วยความโกรธแค้นที่อัศวินทั้งหลายในเมืองแห่งนี้คือพวกขายชาติอย่างหน้าไม่อาย ทำให้ปีศาจทั้งหลายต่างเย้นหยันในสภาพาเ็สาหัสจนมิอาจต่อกรกับจอมปีศาจที่กำลังเดินตรงเข้ามาใกล้
"อย่าได้ว่าร้ายคนของข้าเลย แม่โฉมงาม"
"มัวรัส..เ้าชายแห่งปีศาจ..ถึงกับต้องมาด้วยตัวเองเลยรึ..ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
"นั่นก็เพราะเ้า ข้าจึงต้องมอบความตายด้วยตนเอง...เ้าหญิงคิงลีเดีย" มัวรัสกล่าวกระซิบพร้อมกับยกมือสีดำขึ้นสู่ฟ้า ก่อนแสงสว่างจากเปลวเพลิงขนาดใหญ่จะปรากฏขึ้นคล้ายกับดวงอาทิตย์ดวงเล็กๆ
และบัดนี้ความตายได้เผยกายต่อหน้าลีเดียจนมิอาจหลบหนีได้อีกต่อไป!!!
"ภารกิจลุล่วงแล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า " แต่ทันใดนั้นมัวรัสต้องหยุดมือลงเพราะบุคคลปริศนาโผล่พรวดออกมาจากมุมป่าพร้อมกับท้องนภาในยามรุ่งสางได้มืดดับลงก่อนการสั่นไหวอันหนักหน่วงจะเริ่มต้นขึ้นประหนึ่งแผ่นดินกำลังแยกตัว
แล้วทันใดนั้นท้องฟ้าก็ปรากฏลูกไฟขนาดใหญ่ที่พวยพุ่งลงมาจากเบื้องบนราวกับอุกกาบาตทำลายโลก กระแทกยังพื้นดินจนทุกสิ่งร้อนระอุดั่งทะเลทรายซาฮารา
และทุกสายตาต่างจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดกลัวแม้กระทั่งมัวรัสผู้เป็ที่สุดแล้วแห่งพลังิญญายังต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
"เป็ไปไม่ได้ เ้าสูญเสียพลังมิใช่รึ"
"เ้ารู้อย่างงั้นรึ ว่าข้าอยู่ที่นี่ แล้วยังกล้าเหยียบย่างเข้ามาอีกนะไอ้เด็กเมื่อวานซืน" คำกล่าวอันเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยพลังจนผู้ฟังต่างรับรู้ได้ถึงความโกรธเกรี้ยวจากบุคคลปริศนา