ลำนำชะตาหวนคืน (อ่านฟรีจนจบ)

    บทที่ 19 ปฏิเสธคำเชิญ(2/2)

    การกระทำของบุตรชายตน ทำให้เย่ฮูหยินต้องส่งยิ้มแห้งกลับไปหาตัวผู้ส่งข่าวอย่างช่วยมิได้ นางไม่รู้จะตอบโต้ท่าทีงุนงงของผู้ที่อยู่ตรงหน้าอย่างไรดี ถึงแม้ไม่รู้ว่าตอบสิ่งใดกลับไปจะช่วยให้สถานการณ์ในยามนี้ดีขึ้น แต่ในฐานะที่นางเป็นมารดาของบุรุษผู้อยู่ในบทสนทนา นางก็จำเป็นที่จะต้องเอื้อนเอ่ยออกมา

    “ก็ตามที่เจ้าได้ยิน คุณชายใหญ่แห่งสกุลหยูของเรามีงานมากมายที่ต้องสะสาง ต้องขออภัยด้วยอีกครั้งที่บุตรชายของข้ายังไม่สะดวกเดินทางไปเข้าพบ แต่หากเมื่อไรที่บุตรชายของข้าจัดการงานเสร็จ ข้าจะรีบแจ้งแก่เขาให้เข้าพบท่านหญิงโดยเร็วที่สุด”

    เย่ฮุ่ยอิ่งเอ่ยออกมาพร้อมกับลุกยืนขึ้นเพื่อส่งแขก เมื่อเห็นว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าแจ้งว่าจะรีบไปแล้ว ริมฝีปากของสตรีวัยกลางคนแย้มยิ้มออกมา แต่ฉับพลันที่ลับหลังผู้นับเป็นบุคคลภายนอกออกไป รอยยิ้มนั้นก็หุบลงทันที สายตาแปรเปลี่ยนเป็นหันกลับมามองเหล่าข้ารับใช้ด้วยความคมกริบราวกับใบมีดที่ถูกลับ

    “ฟู่เถียน เจ้าจะบอกแก่ข้าว่า งานของคุณชายใหญ่มากมายเหลือล้นจนไม่มีเวลามาแจ้งข่าวเองเลยหรือ” ร่างของเย่ฮุ่ยอิ่งนั่งลงกับตั่งโต๊ะที่มีพนักพิงสูง พร้อมกับเอ่ยถามออกมาอย่างรู้สึกขัดอกขัดใจ หากเป็นปกตินางก็คงจะเร่งร้อนเข้าไปหาบุตรชายถึงห้อง เพื่อที่จะสอบถามให้รู้แน่ แต่ยามนี้นางได้รู้แล้วว่าถึงแม้นางจะพูดไปก็ไม่มีสิ่งใดแปรเปลี่ยน เนื่องจากคุณชายใหญ่แห่งสกุลหยู หันกลับไปหลงนางซูฮวาตัวปลอมนั่นเสียแล้ว และดูท่าว่าจะไม่เบื่อง่ายเสียด้วย

    “บ่าว บ่าวเพียงมาแจ้งตามคำของคุณชายใหญ่เจ้าค่ะ” ฟู่เถียนเอ่ย

    “ฟู่เถียน เจ้าเป็นข้ารับใช้ข้างกายบุตรชายข้า เหตุใดมีปากจึงไม่รู้จักเตือนเขาบ้าง” เย่ฮูหยินเอ่ยอย่างอารมณ์เสีย ทันใดนั้นเอง ฟู่เถียนก็รีบโค้งตัวคำนับลงกับพื้น แสดงท่าทีให้ร่างกายของตนสั่นเทาออกมา

    “ขออภัยเจ้าค่ะฮูหยิน ข้าเป็นเพียงข้ารับใช้ มิอาจห้ามปรามคุณชายใหญ่ได้เจ้าค่ะ อีกอย่างตอนนี้...”

    “ตอนนี้อะไร มัวพิรี้พิไรอยู่นั่น” เย่ฮุ่ยอิ่งขว้างพัดในมือลงไปบนพื้นเบื้องหน้าของฟู่เถียน จนนางกลายเป็นตัวสั่นขึ้นมาจริงๆ แต่ถึงอย่างไรนางก็อยากตั้งใจที่จะใส่สีตีไข่ต่อ

    “คือ...ตอนนี้คุณชายใหญ่มัวแต่ให้ความสนใจซูฮวาเจ้าค่ะ คาดว่าที่ปฏิเสธการนัดหมายจากท่านหญิงเป็นเพราะกำลังจะไปหานางถึงเรือนรับรองแน่เจ้าค่ะ” ฟู่เถียนเอ่ยในขณะที่ก้มหน้าศีรษะจรดพื้น แม้จะหวาดหวั่นต่อท่าทีของเย่ฮูหยิน แต่นางก็อดที่จะแย้มยิ้มออกมามิได้เมื่อได้ใส่ความให้ซูฮวา

    “ยามนี้บุตรชายข้ากำลังวางแผนทำสิ่งใดกัน” ยิ่งได้ยินสิ่งที่ฟู่เถียนละล่ำละลักเอ่ยบอกออกมา ภายในใจของเย่ฮุ่ยอิ่งยิ่งร้อนรุ่มราวกับมีกองเพลิงลุกโชนขึ้นมาแผดเผา สายตาโกรธเกรี้ยวจนแสดงออกมาให้ข้ารับใช้ทุกคนได้เห็น

    ซ่งเสี่ยวม่านเห็นดังนั้นก็โบกมือไล่ทุกคนออกไป ก่อนจะเข้ามาบีบนวดที่ลาดไหล่ของผู้เป็นนายเบาๆ เพื่อให้นางคลายโทสะลง “ฮูหยิน บัดนี้หลานสาวของบ่าวอาการเริ่มดีขึ้นมากแล้ว บ่าวเลยคิดว่า...จะให้นางออกไปเดินเล่นเสียหน่อย ดีไหมเจ้าคะ”

    น้ำเสียงของซ่งเสี่ยวม่านเอ่ยอย่างราบเรียบ ทว่าเย่ฮุ่ยอิ่งที่อยู่ด้วยกันมานานกลับเข้าใจอย่างถ่องแท้โดยไม่ต้องให้อีกฝ่ายขยายคำพูดให้มากความ

    “ริมสระน้ำในสวนแถวเรือนรับรองเป็นอย่างไร ที่นั่นมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นดีนัก ซ่งหยวน...ก็ต้องได้รับอากาศที่ปลอดโปร่งเสียบ้าง จะอุดอู้อยู่แต่ในห้องหับคับแคบก็คงมิได้” จากสีหน้าที่มีโทสะในคราแรก แปรเปลี่ยนมายกยิ้มอารมณ์ดีเพียงชั่วพริบตา

    “ขอบคุณฮูหยินที่เมตตา” ว่าจบซ่งเสี่ยวม่านก็ออกจากห้องโถงไปจัดการบางอย่างในทันที


    จวนหลี่อ๋อง

    “เจ้าว่าอย่างไรนะ จินหมิงกล้าปฏิเสธข้าอย่างนั้นหรือ” หลี่ฟางฟางตวาดเสียงดังออกมาอย่างไม่เหลือภาพลักษณ์สุขุมเช่นเดิมอย่างที่เคยเป็น นางก้าวเท้าเข้าไปหาผู้ส่งข่าวก่อนใช้มือฟาดเข้าไปที่ข้างแก้มของเขาอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นรอยแดง

    ชายคนนั้นก้มหน้างุดอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะคุกเข่าลงต่อหน้า ยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใดท่านหญิงก็รัวคำถามใส่ไม่ยั้ง

    “เป็นเจ้าใช่หรือไม่ เป็นเจ้าที่สื่อสารไม่ดี เจ้าไม่บอกเขาใช่หรือไม่ว่าข้าเรียกเป็นการด่วน หาไม่แล้วสุนัขเชื่องๆ เช่นจินหมิงจะกล้าขัดใจข้าขนาดนี้ได้อย่างไร”

    “มิใช่ขอรับ ข้าแจ้งทุกสิ่งตามคำของท่านหญิงแล้ว ข้า...” เขายังกล่าวไม่ทันจบคำ เสียงเดิมของท่านหญิงก็ดังขัดขึ้นอีกครั้ง

    “เอาตัวมันออกไปโบยยี่สิบไม้!” หลี่ฟางฟางเอ่ยสั่งโดยไม่ฟังคำคัดค้านใดๆ อีก

    “ท่านหญิง ได้โปรดฟังข้าก่อน ท่านหญิง!” ชายคนเดิมโขกศีรษะลงกับพื้นไปเพียงไม่กี่ครั้ง หน่วยทหารยามก็เข้ามาหิ้วปีกเขาออกไปในทันที

    ในตอนนี้ความโกรธและความร้อนใจของหลี่ฟางฟางได้ทำลายซึ่งสติสัมปชัญญะของนางไปหมดแล้ว และเมื่อเฉียวเยว่เห็นว่าทุกอย่างเป็นเช่นนี้ก็ลอบยิ้มอยู่ภายในใจ

    “ท่านหญิง อย่าโกรธไปเลยเจ้าค่ะ” เฉียวเยว่เอ่ยออกมาเมื่อไล่ทุกคนออกไปแล้ว

    “เจ้าจะไม่ให้ข้าโมโหได้อย่างไร เจ้าก็เห็นว่านางตัวปลอมมันลอยหน้าลอยตาอยู่ในจวนสกุลหยูแบบนั้น ข้าส่งมือสังหารไปก็ไม่มีกลับมาสักคน มันมีฝีมือกระทั่งว่าจะฆ่าข้าเมื่อไรก็ได้แบบนี้แต่กลับยังไม่ทำ มิใช่ว่าต้องการให้ข้าอกแตกตายไปก่อนหรือ” หลี่ฟางฟางทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้อย่างหมดแรงเพราะโมโหมากเกินไป “เฉียวเยว่ ข้าบุกเข้าไปเลยดีหรือไม่ ข้าไม่อยากทนรออีกแล้ว เจ้าอยากให้ข้ารอสิ่งใดนักหนา”

    “อย่างที่บอกเจ้าค่ะ นางเป็นยอดฝีมือ บ่าวไม่อาจให้ท่านหญิงไปเสี่ยงอันตราย อีกอย่างในตอนนี้เราก็ยังไม่มีแต้มต่อใดๆ เลย รอคนสืบข่าวก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ” เฉียวเยว่เอ่ยแย้ง

    “แล้วเหตุใดเรื่องที่ข้าให้ไปสืบถึงยังไม่ได้ความอีก” หลี่ฟางฟางเอ่ยถึงเรื่องที่ให้คนสืบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับซูฮวา ตั้งแต่เรื่องชาติกำเนิด ผู้คนที่เป็นดั่งญาติสนิทมิตรสหาย เพื่อดูว่าตัวปลอมที่ตั้งใจมาแก้แค้นให้ซูฮวาตัวจริงนั้นสามารถเป็นใครได้บ้าง แล้วมีสิ่งใดที่นางใช้เป็นตัวประกันไปต่อกรได้บ้าง

    “กำลังเร่งมือเจ้าค่ะ” เฉียวเยว่ตอบผู้เป็นนายเสียงเรียบนิ่ง แววตาไม่ได้ส่อแววใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย “ส่วนเรื่องคุณชายหยู...”

    “ข้าย่อมไม่ปล่อยเขาไปแน่” แววตามาดร้ายฉายชัด นางคิดเพียงว่าต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบ จะได้ไม่มีแรงขัดขืนนางได้อีก เพียงแต่ยังไม่ใช่เวลานี้ก็เท่านั้น เพราะคนแรกที่นางต้องการจัดการคือซูฮวาตัวปลอมนั่นต่างหาก

    คล้ายกับเรื่องลำนำชะตาหวนคืน (อ่านฟรีจนจบ) ที่คุณอ่าน