หลังจากที่ใต้เท้าหลี่อนุญาตให้บัณฑิตเหวินเซียนมาเป็อาจารย์สอนพิเศษให้แก่คุณหนูหลี่เหมย ความรู้สึกตื่นเต้นและยินดีก็พุ่งพล่านอยู่ในใจของหลี่เหมยราวกับดอกไม้แรกแย้มที่กำลังผลิบาน นางเฝ้ารอคอยวันที่จะได้ใกล้ชิดกับบัณฑิตหนุ่มผู้เป็ที่หมายปองอย่างใจจดใจจ่อ
ในคืนแรกหลังจากที่ได้รับการอนุญาตจากบิดา หลี่เหมยแทบจะหลับไม่ลง นางนอนพลิกตัวไปมาบนเตียงไผ่ที่ปูด้วยผ้าไหมนุ่มนวล ใจคิดถึงแต่ใบหน้าหล่อเหลาของเหวินเซียน รอยยิ้มอ่อนโยนของเขา และน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของนางเต้นระรัว นางจินตนาการถึงวันที่จะได้นั่งใกล้ๆ กับเขา ได้ฟังเขาอธิบายบทเรียน ได้ัักลิ่นอายของเขาที่อบอุ่นและสะอาดสะอ้าน
เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณส่องผ่านหน้าต่างไผ่ หลี่เหมยก็ลุกขึ้นจากเตียงด้วยความกระตือรือร้น นางเรียกสาวใช้มาช่วยเตรียมตัว และใช้เวลาในการแต่งตัวนานกว่าปกติเป็สองเท่า นาง้าให้ตัวเองดูสวยที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
ทุกเช้าก่อนที่เหวินเซียนจะมาถึง นางจะใช้เวลาอยู่หน้ากระจกนานกว่าปกติ เลือกชุดที่ขับเน้นความอ่อนเยาว์และเสน่ห์ของสตรีที่เริ่มผลิบานอย่างพิถีพิถัน นางมีชุดหลายสีหลายแบบให้เลือก แต่นางจะเลือกเฉพาะสีที่ทำให้ผิวพรรณของนางดูขาวใสและเปล่งปลั่ง บางวันนางจะเลือกชุดสีชมพูอ่อนที่ทำให้นางดูอ่อนหวานและน่ารัก บางวันก็เป็สีฟ้าอ่อนที่ทำให้ดวงตาของนางดูใสวาวยิ่งขึ้น
ผมยาวสลวยถูกหวีจัดแต่งอย่างบรรจง ประดับด้วยปิ่นปักผมที่ทำจากหยกเนื้อดี นางมีปิ่นปักผมหลายแบบ บางอันเป็รูปดอกบัว บางอันเป็รูปผีเสื้อ และบางอันก็เป็รูปนกเล็กๆ ที่ละเอียดอ่อนสวยงาม นางจะเลือกปิ่นปักผมให้เข้ากับชุดที่สวมใส่ในแต่ละวัน เพื่อให้ดูกลมกลืนและสวยงาม
ใบหน้าถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางเบา เพียงเพื่อขับเน้นความงามตามธรรมชาติให้โดดเด่นยิ่งขึ้น นางจะทาแป้งบางๆ เพื่อให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน ทาแก้มเล็กน้อยเพื่อให้ดูมีสีสัน และทาริมฝีปากด้วยสีแดงอ่อนๆ เพื่อให้ปากดูชุ่มชื่นและน่าจูบ นางระมัดระวังไม่ให้เครื่องสำอางดูเข้มเกินไป เพราะนาง้าให้ดูเป็ธรรมชาติและไร้เดียงสา
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของบุปผาชาติที่อบอวลจากตัวนางนั้น ช่างเย้ายวนใจจนยากจะต้านทาน นางจะพ่นน้ำหอมที่ทำจากดอกมะลิและดอกกุหลาบเล็กน้อยที่ข้อมือและลำคอ กลิ่นหอมนี้ไม่เข้มเกินไป แต่จะคงอยู่ได้นานและทำให้คนที่อยู่ใกล้รู้สึกสบายใจ
นางยังเลือกเครื่องประดับอย่างรอบคอบ สร้อยคอเงินเล็กๆ ที่มีจี้เป็รูปหัวใจ กำไลข้อมือที่ทำจากหยกสีเขียวอ่อน และต่างหูเล็กๆ ที่ทำจากไข่มุกน้ำจืด ทุกอย่างดูเรียบง่ายแต่สวยงาม ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป
ห้องเรียนส่วนตัวถูกจัดเตรียมไว้ที่ศาลากลางสวน ซึ่งเป็สถานที่ที่เงียบสงบและร่มรื่น รายล้อมไปด้วยหมู่มวลดอกไม้นานาพรรณและต้นไม้น้อยใหญ่ที่ให้ร่มเงา สายลมพัดโชยมาเอื่อยๆ พัดพาเอากลิ่นหอมของดอกไม้มาปะทะจมูก สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็ส่วนตัว
ศาลาแห่งนี้สร้างด้วยไม้สักเนื้อดี หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีแดงสวยงาม เสาทั้งสี่ต้นแกะสลักลวดลายอย่างประณีต รอบๆ ศาลามีม่านไผ่ที่สามารถปล่อยลงมาเพื่อปิดบังสายตาจากภายนอกได้ ภายในศาลามีโต๊ะไม้สักขนาดกลางตัวหนึ่ง เก้าอี้ไม้สองตัว และชั้นหนังสือเล็กๆ ที่วางตำราต่างๆ ไว้
หลี่เหมยสั่งให้คนรับใช้จัดแต่งศาลาให้สวยงามยิ่งขึ้น นางให้นำแจกันดอกไม้สดมาวางไว้บนโต๊ะ เปลี่ยนดอกไม้ใหม่ทุกวัน บางวันเป็ดอกบัวขาว บางวันเป็ดอกกุหลาบชมพู และบางวันก็เป็ดอกมะลิที่หอมหวาน นางยังให้จัดเตรียมชาดีๆ และขนมหวานไว้เสิร์ฟเหวินเซียน
นางให้ปูเสื่อไผ่ลวดลายสวยงามไว้บนพื้น และวางหมอนนุ่มๆ ไว้สำหรับนั่ง เพื่อให้บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็กันเอง นางยังให้แขวนโคมไฟกระดาษสีขาวไว้รอบๆ ศาลา เพื่อให้แสงสว่างนุ่มนวลในยามเย็น
หลี่เหมยจะมานั่งรอเหวินเซียนที่ศาลาแห่งนี้ก่อนเวลาเสมอ นางจะจัดเตรียมตำราและอุปกรณ์การเรียนไว้อย่างเรียบร้อย ราวกับเป็ศิษย์ที่ตั้งใจเรียนอย่างแท้จริง นางจะวางตำราเปิดไว้ที่หน้าที่เหมาะสม เตรียมพู่กันและหมึกไว้ และจัดเรียงทุกอย่างให้ดูเป็ระเบียบ
ในขณะรอคอย นางจะนั่งอ่านหนังสือเล่มเล็กๆ หรือปักผ้าเพื่อให้ดูเป็สุภาพสตรีที่มีความรู้และมีฝีมือ แต่ในใจนางกลับคิดถึงแต่เหวินเซียน นางจะมองไปที่ทางเข้าสวนบ่อยๆ เพื่อดูว่าเขามาถึงแล้วหรือยัง
เมื่อเหวินเซียนเดินเข้ามาในศาลา หลี่เหมยจะลุกขึ้นยืนถวายความเคารพด้วยท่าทีที่อ่อนน้อมและสุภาพ "ท่านอาจารย์เหวินเซียนเ้าคะ" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานใส "ศิษย์รอท่านอาจารย์มานานแล้วเ้าค่ะ"
เหวินเซียนยิ้มตอบอย่างสุภาพ "คุณหนูหลี่เหมยไม่ต้องเกรงใจข้าน้อยถึงเพียงนั้นก็ได้ขอรับ" เขากล่าว "เรามาเริ่มเรียนกันเถิดขอรับ"
เหวินเซียนเป็คนที่ตั้งใจทำงานอย่างจริงจัง เขาเตรียมบทเรียนมาอย่างดี และพยายามสอนหลี่เหมยด้วยความอดทนและเอาใจใส่ เขาไม่เคยคิดว่าการสอนคุณหนูหลี่เหมยจะมีอะไรแปลกไปจากการสอนคนอื่นๆ เขามองนางเป็เพียงลูกศิษย์คนหนึ่งที่เขาต้องทำหน้าที่สอนให้ดีที่สุด
หลี่เหมยใช้จังหวะที่เหวินเซียนกำลังอธิบายตำรา แกล้งทำเป็ไม่เข้าใจในบางจุด เพื่อที่จะได้ขยับเข้าไปใกล้ชิดกับเขามากขึ้น นางจะเอียงตัวเข้าไปใกล้ๆ จนััได้ถึงกลิ่นอายของบุรุษเพศที่อบอุ่นและสะอาดสะอ้านจากตัวเขา กลิ่นนั้นเป็ส่วนผสมของสบู่ที่เขาใช้อาบน้ำ กลิ่นหมึกจากการเขียนหนังสือ และกลิ่นธรรมชาติของผู้ชายที่ทำให้หัวใจของนางเต้นแรง
บางครั้งนางก็แกล้งทำเป็ทำปากกาตก เพื่อให้เหวินเซียนต้องก้มลงไปเก็บ และในจังหวะนั้นเองที่สายตาของนางจะแอบมองใบหน้าของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ นางสังเกตเห็นขนตาที่ยาวและหนา คิ้วที่เข้มและเป็รูปร่าง จมูกที่โด่งสวยงาม และริมฝีปากที่ดูอ่อนนุ่มและน่าัั
นางยังสังเกตเห็นมือของเขาที่ขาวและเรียวยาว นิ้วที่เรียวสวยและเล็บที่ตัดเรียบร้อย มือที่ถือพู่กันด้วยความชำนาญ และเขียนตัวอักษรที่สวยงามเป็ระเบียบ บางครั้งเมื่อเขาส่งตำราให้นาง นางจะแตะมือเขาเล็กน้อยโดยไม่ได้ตั้งใจ และรู้สึกถึงความอบอุ่นของิัเขา
"ท่านอาจารย์เ้าคะ ศิษย์ไม่เข้าใจตรงนี้เลยเ้าค่ะ" หลี่เหมยกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่ตัวอักษรในตำรา "ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายให้ศิษย์ฟังอีกครั้งได้หรือไม่เ้าคะ"
เหวินเซียนขยับเข้าไปใกล้นางเล็กน้อย เพื่อชี้ไปที่ตัวอักษรในตำรา "ตรงนี้หมายความว่า..." เขากล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
ในจังหวะนั้นเอง หลี่เหมยก็แกล้งทำเป็สะดุดเล็กน้อย ร่างกายของนางเซถลาเข้าหาเหวินเซียนอย่างจงใจ มือของนางจับไปที่แขนของเขาเพื่อพยุงตัว ััที่อ่อนนุ่มของผิวพรรณสตรีทำให้เหวินเซียนสะดุ้งเล็กน้อย เขารู้สึกถึงความนุ่มนวลของมือเล็กๆ ของนาง และกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่อบอวลจากตัวนาง
เขารีบผละตัวออกห่างอย่างสุภาพ "คุณหนูหลี่เหมยระวังด้วยขอรับ"
หลี่เหมยยิ้มอย่างน่ารัก "ศิษย์ขออภัยเ้าค่ะท่านอาจารย์ ศิษย์ซุ่มซ่ามไปหน่อย" นางกล่าวพร้อมกับส่งสายตาที่ทอประกายความชื่นชมให้กับเขา "ท่านอาจารย์ช่างมีความรู้มากจริงๆ เ้าค่ะ ศิษย์ไม่เคยเห็นใครที่มีความรู้มากเท่าท่านอาจารย์เลย"
คำชมของหลี่เหมยทำให้เหวินเซียนรู้สึกประหม่าเล็กน้อย ใบหน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ เขารีบก้มหน้าลงมองตำราเพื่อซ่อนความรู้สึกที่เริ่มหวั่นไหว เขารู้สึกถึงความงามและความเย้ายวนของคุณหนูหลี่เหมยที่ยากจะเพิกเฉย แต่เขาก็พยายามรักษาระยะห่างและทำหน้าที่อาจารย์อย่างดีที่สุด
เขาย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าเขาเป็สามีของซูซิน และหลี่เหมยเป็เพียงลูกศิษย์ของเขาเท่านั้น เขาพยายามมองนางเป็เด็กสาวที่ยังเยาว์วัยและไร้เดียงสา แต่ความจริงก็คือหลี่เหมยไม่ใช่เด็กแล้ว นางเป็หญิงสาวที่เริ่มผลิบานและมีเสน่ห์ที่ยากจะต้านทาน
เหวินเซียนเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในตัวหลี่เหมย นางดูใส่ใจในการแต่งตัวมากขึ้น เลือกชุดที่สวยงามและเข้ารูป ใส่เครื่องประดับที่ทำให้นางดูโดดเด่น และใช้น้ำหอมที่หอมหวานอ่อนๆ นางยังเปลี่ยนวิธีการพูดจา ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวลและเย้ายวนมากขึ้น
บางครั้งเขาจับได้ว่านางกำลังมองเขาด้วยสายตาที่ไม่ใช่สายตาของลูกศิษย์ที่มองอาจารย์ แต่เป็สายตาของหญิงสาวที่มองชายหนุ่มด้วยความชื่นชม เมื่อสายตาของทั้งคู่สบกัน นางจะหลบตาลงอย่างขายอาย แต่ก็จะแอบมองขึ้นมาอีกครั้งด้วยรอยยิ้มเล็กๆ
แต่หลี่เหมยก็ไม่ยอมแพ้ นางยังคงใช้มารยาหญิงที่ไร้เดียงสาเข้าหาเหวินเซียนอย่างต่อเนื่อง นางจะหาเื่ชวนเขาคุยเื่ต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน บางครั้งนางจะถามเขาเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว เกี่ยวกับความฝัน เกี่ยวกับสิ่งที่เขาชอบ
"ท่านอาจารย์เ้าคะ ท่านอาจารย์ชอบดอกไม้ชนิดใดเ้าคะ" นางถามในวันหนึ่ง
"ข้าชอบดอกบัวขอรับ" เหวินเซียนตอบ "เพราะดอกบัวเกิดจากโคลนแต่กลับบริสุทธิ์และสวยงาม"
"งั้นพรุ่งนี้ศิษย์จะเอาดอกบัวมาให้ท่านอาจารย์ดูเ้าค่ะ" หลี่เหมยกล่าวด้วยความดีใจ
และในวันรุ่งขึ้น นางก็นำดอกบัวขาวสดใหม่มาวางไว้บนโต๊ะจริงๆ เหวินเซียนรู้สึกประทับใจในความใส่ใจของนาง แต่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยกับความเอาใจใส่ที่มากเกินไป
บางครั้งนางก็แกล้งทำเป็ป่วยเล็กน้อย เพื่อให้เหวินเซียนต้องเป็ห่วงและดูแล นางจะบอกว่าปวดหัว หรือรู้สึกไม่สบาย และเหวินเซียนก็จะแนะนำให้นางพักผ่อน หรือให้ยาสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาอาการ
"ท่านอาจารย์เ้าคะ วันนี้ศิษย์รู้สึกปวดหัวเล็กน้อยเ้าค่ะ" นางกล่าวพร้อมกับใช้มือนวดขมับ
"คุณหนูหลี่เหมยควรพักผ่อนขอรับ วันนี้เราหยุดเรียนก่อนดีกว่า" เหวินเซียนกล่าวด้วยความเป็ห่วง
"ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ศิษย์อยากเรียนต่อ เพราะได้อยู่กับท่านอาจารย์แล้วศิษย์รู้สึกดีขึ้น" นางตอบด้วยรอยยิ้มหวาน
คำพูดเช่นนี้ทำให้เหวินเซียนรู้สึกอึดอัดใจ เขาเริ่มสงสัยว่าหลี่เหมยมีความรู้สึกพิเศษต่อเขาหรือไม่ แต่เขาก็บอกตัวเองว่าอาจจะคิดมากไป นางอาจจะเป็เพียงเด็กสาวที่ชื่นชมอาจารย์เท่านั้น
นางจะชงชามาให้เขาดื่มด้วยตัวเอง บางครั้งก็แอบใส่ขนมหวานที่นางทำเองมาให้เขาชิม นางจะใช้เวลาหลายชั่วโมงในการทำขนมหวานเหล่านี้ เลือกส่วนผสมที่ดีที่สุด และใส่ใจในทุกรายละเอียด
"ท่านอาจารย์เ้าคะ ขนมนี้ศิษย์ทำเองเ้าค่ะ ท่านอาจารย์ลองชิมดูสิเ้าค่ะ" หลี่เหมยกล่าวพร้อมกับยื่นขนมให้เหวินเซียน
ขนมที่นางทำเป็ขนมหวานรูปดอกไม้เล็กๆ ทำจากแป้งข้าวเหนียว ไส้ถั่วแดง และน้ำตาลปี๊บ รสชาติหวานอร่อยและละมุนลิ้น เห็นได้ชัดว่านางใส่ใจและตั้งใจทำมาก
เหวินเซียนรับขนมมาอย่างเกรงใจ "ขอบใจคุณหนูหลี่เหมยมากขอรับ" เขากล่าวพร้อมกับกัดขนมคำเล็กๆ
หลี่เหมยจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง "อร่อยหรือไม่เ้าคะท่านอาจารย์"
"อร่อยมากขอรับ" เหวินเซียนกล่าว "คุณหนูหลี่เหมยช่างเก่งกาจจริงๆ ขอรับ"
คำชมของเหวินเซียนทำให้หลี่เหมยยิ้มอย่างมีความสุข นางรู้สึกเหมือนหัวใจของนางกำลังพองโต นางรู้ดีว่าแผนการของนางกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี
นางยังคิดหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับเหวินเซียนมากขึ้น บางครั้งนางจะขอให้เขาช่วยหยิบหนังสือจากชั้นสูง เพื่อจะได้ยืนใกล้ๆ กับเขา บางครั้งก็แกล้งทำเป็ไม่เข้าใจการเขียนตัวอักษรบางตัว เพื่อให้เขาต้องจับมือนางสอนเขียน
"ท่านอาจารย์เ้าคะ ศิษย์เขียนตัวนี้ไม่สวยเลยเ้าค่ะ ท่านอาจารย์ช่วยสอนศิษย์หน่อยได้หรือไม่เ้าคะ" นางกล่าวพร้อมกับยื่นพู่กันให้เขา
เหวินเซียนจับมือนางเพื่อสอนการเขียน มือของเขาอบอุ่นและใหญ่กว่ามือของนางมาก นางรู้สึกตื่นเต้นจนใจเต้นแรง เมื่อเขาจับมือนางเพื่อเขียนตัวอักษร นางจะแกล้งทำเป็ไม่เข้าใจเพื่อให้เขาต้องสอนนานๆ
เหวินเซียนเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้และรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น เขาเริ่มตระหนักว่าหลี่เหมยอาจจะมีความรู้สึกพิเศษต่อเขาจริงๆ แต่เขาไม่รู้ว่าควรจะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร
เขาไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของเด็กสาวไร้เดียงสา แต่เขาก็ไม่อยากให้เื่นี้ดำเนินต่อไปจนเกินขอบเขต เขาพยายามรักษาระยะห่างมากขึ้น และพูดจากับนางในฐานะอาจารย์อย่างเคร่งครัด
แต่หลี่เหมยก็ไม่ได้สังเกตเห็นความพยายามของเขา หรืออาจจะสังเกตเห็นแต่เลือกที่จะเพิกเฉย นางยังคงใช้เสน่ห์และความน่ารักของตัวเองเข้าหาเขาอย่างต่อเนื่อง
ซูซินที่แอบดูและเห็นทุกอย่างนั้นรู้สึกเ็ปและสับสน นางไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี นางควรจะบอกเหวินเซียนเื่ความสัมพันธ์ลับของนางกับใต้เท้าหลี่หรือไม่ หรือนางควรจะปล่อยให้เื่ราวเหล่านี้ดำเนินต่อไปตามยถากรรม
ในใจลึกๆ ของนาง มีความรู้สึกผิดที่กัดกินอยู่ นางรู้ว่าสิ่งที่นางทำนั้นผิด แต่นางก็ไม่อาจหยุดได้ ความปรารถนาที่ใต้เท้าหลี่ปลุกขึ้นในตัวนางนั้นแรงกล้าเกินกว่าที่เหตุผลจะควบคุมได้ และตอนนี้ผลกรรมของการกระทำของนางกำลังจะตามมาทวงถาม