“พร้อมไหม” เขาหันไปถามคนข้างกาย
เซียวซีพยักหน้า
“เจ้ายังไม่พร้อม เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“ข้าพร้อม” คราวนี้น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้น เซียวซีชักดาบออกจากฝักจนมันสะท้อนแสงวาววามของเปลวไฟ
“เราจะคอยระวังหลังให้กันเสมอ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ท่านตกอยู่ในอันตราย”
“ข้าก็เช่นกัน”
เซียวซีฉวยโอกาสชุลมุนเอื้อมมือมาบีบมือของเฉิงอี้ ส่งผ่านความห่วงหาอาทรและได้มองตากันชั่วขณะ ก่อนจะโจนทะยานเข้าไปในสนามรบพร้อม ๆ กัน
พลทหารม้าช่วยเปิดทางให้กับทหารราบ ม้าศึกที่เคยชินกับเสียงอึกทึกบุกตะลุยไม่หยุดหย่อน เฉิงอี้ยกดาบประหัตประหารผู้คนจนแขนล้า เลือดกระเซ็นโดนตัวเขาเปรอะเปื้อน แต่เมื่อเขาหันไปหาเซียวซี เห็นการเคลื่อนไหวเชื่องช้ากว่าปกติ หมวกเหล็กบนศีรษะถูกเกี่ยวหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาก็ห่วงถึงขนาดต้องบังคับม้าไปขนาบข้าง ไม่กล้าออกห่างอีก
เขามั่นใจแล้วว่าในคืนนั้นตรงริมค่าย เซียวซีได้สัมผัสกับอะไรบางอย่างที่รบกวนจิตใจอย่างถึงที่สุด และถ้าไม่ขจัดมันไป การรบครั้งหน้าที่โหดหินกว่าอาจกลายเป็นสนามสุดท้ายของเจ้าตัวก็เป็นได้
ครั้งหนึ่งระหว่างบิดเอี้ยวตัวอยู่บนหลังม้า เฉิงอี้ได้ยินเสียงธนูแหวกอากาศพุ่งเข้ามาหา แต่เซียวซีกลับไม่ได้ยิน ทั้งที่นั่งบนหลังม้านิ่ง ๆ ไม่มีศัตรูคนใดให้ฟาดฟัน โชคดีที่เขาหันไปตวัดดาบกันลูกธนูเอาไว้ได้ทัน
“หากเจ้ายังเป็นเช่นนี้ ข้าจะให้เจ้าหยุดสู้แล้วไปช่วยผู้บาดเจ็บแทน”
“ข้าขอโทษ”
“ไม่ต้องขอโทษ อย่าทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายอีกก็พอ”
เซียวซีมีสติมากขึ้นหลังได้รับคำเตือน เขาพากองทัพยึดเมืองตามแถบหุบเขาได้สำเร็จ เฉิงอี้ใช้จวนของเจ้าเมืองเป็นที่ตั้งมั่นชั่วคราว ทหารยศสูงทั้งหลายหาที่หลับนอนกันในอาคารกว้างขวางอุ่นสบาย แต่เฉิงอี้ไม่นำพากับความสุขสบายรอบข้างนัก เขากังวลอยู่แต่กับเซียวซี หลังตรวจเยี่ยมคนป่วยเป็นขวัญกำลังใจแล้วเรียบร้อย ถึงจะมีงานที่ต้องทำอีกมาก แต่เขาก็เลือกไปคุยกับเซียวซีเป็นการส่วนตัว
“ถึงเวลาบอกข้าได้แล้วว่ามีเรื่องอะไรรบกวนจิตใจเจ้าอยู่กันแน่” เขาถามเชิงบังคับ
เซียวซีผละจากหน้าต่าง รูดม่านปิดเพราะไม่อยากเห็นภาพอันน่าอดสู คิดหนักว่าเขาควรบอกเฉิงอี้ถึงก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในจิตใจดีหรือไม่
“หากเจ้าไม่ยอมบอก ข้าจะไม่พูดกับเจ้าอีก”
“งั้นรึ”
เฉิงอี้ไม่แม้แต่จะตอบ เขาจ้องใบหน้าของคู่สนทนาตาไม่กะพริบ ความอึดอัดแผ่ขยายขึ้นระหว่างคนทั้งคู่ แต่คนเป็นอ๋องตัดสินใจแล้วว่าครั้งนี้เขาจะไม่ยอมแพ้ หลังจากยอมแพ้ให้กับคนเป็นองค์ชายมาทั้งชีวิต เขาหยัดยืนอยู่เช่นนั้น เรียกร้องผ่านทางสายตาให้เซียวซียอมคายความลับใดก็ตามออกมา
“ข้าไม่แน่ใจว่าข้าพร้อมจะเล่า มันเหมือนพิษที่แผดเผาภายในร่างจนปวดแสบไปหมด”
“ข้าจะแบ่งปันพิษนั้น เพื่อให้พิษที่อยู่ในตัวเจ้าเบาบางลง”
เมื่อเฉิงอี้เอ่ยขนาดนี้ มีหรือเซียวซีจะไม่ใจอ่อน หลังจากรวบรวมคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าตัวก็พรั่งพรูทุกสิ่งทุกอย่างออกมา และมันก็ทำให้เฉิงอี้เข้าใจกระจ่างชัด กระนั้น เขาก็ไม่อยากให้สหายปักใจเชื่อนักว่าสนมกุ้ยเฟยจะเคยเป็นถึงฮองเฮา หรือแม้แต่การทรยศแผ่นดินเกิดของตัวเอง ถึงอย่างไรมันก็เป็นเรื่องที่ออกจากปากของศัตรู
“ข้าไม่อยากให้เจ้าบุ่มบ่ามทำอะไรลงไป อยู่เฉย ๆ จนกว่าเจ้าจะหาหลักฐานทำให้กระจ่างมากกว่านี้เสียก่อน รับปากกับข้าได้หรือไม่”
“ข้าเองก็อยากรู้ความจริง และข้าจะสืบหาจนสุดความสามารถ ข้าไม่อยากตัดสินท่านแม่และเสด็จพ่อ แล้วข้ายังหวังอีกว่าสิ่งที่ข้าเพิ่งได้รู้มันจะไม่ใช่ความจริง”
“สิ่งหนึ่งที่เจ้าเพียรระลึกไว้ก็คือไม่ว่าฮ่องเต้จะเคยมีอดีตเช่นไร แต่เขาก็รักเจ้าตั้งแต่เจ้ายังไม่ออกมาจากครรภ์มารดา”
เซียวซีมีสีหน้าสับสนและไม่ยอมรับปาก แต่เขาก็ไม่อยากคาดคั้นเพราะตกตะลึงอยู่เช่นกัน หากเรื่องนี้เป็นความจริง มันย่อมกระทบถึงตัวตนของเซียวซีที่สร้างขึ้นมาจากความรัก แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงภาพลวงตา