พลเอกณรงค์ฤทธิ์พาพิมพิราไปทานอาหารกลางวันที่ร้านฟูจิ
เมื่อไปถึง เขาก็สั่งอาหารมาหลายอย่างซึ่งล้วนแต่เป็อาหารที่พิมพิราชอบทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็เทมปุระกุ้ง เกี๊ยวซ่า โอนิกิริ ปลาแซลมอนย่างราดซอสเทริยากิ ซุปมิโซทาโกยากิ ซาซิมิรวม และอูด้ง ฯลฯ
ส่วนเครื่องดื่มเขาก็สั่งชาเขียวร้อนให้ตัวเองและสั่งชาเขียวเย็นให้เลขา
“ท่านคะสั่งมาตั้งเยอะจะทานกันหมดเหรอคะ?”พิมพิราถาม เพราะถึงแม้ว่าอาหารที่สั่งไปจะเป็ของชอบเธอทั้งนั้น แต่มันเยอะมากจนเธอรู้ดีว่าตัวเองทานไม่หมดแน่ๆพลเอกณรงค์ฤทธิ์มองหน้าเลขาสาวแล้วก็หัวเราะ “หมดซิครับ แค่แปดอย่างแค่นี้ จิ๊บๆ ครับคุณพะพิมไม่ต้องกลัวหรอกครับว่าจะไม่หมดของชอบของผมทั้งนั้นจะกินไม่หมดได้ไงล่ะครับ”
‘อุ้ย! ไอ้ที่สั่งๆ ไปนี่ ท่านก็ชอบกินเหรอ? ไม่ยักรู้แฮะว่าท่านก็ชอบเหมือนกัน’ พิมพิรามองหน้าเ้านายอย่างประหลาดใจ เพราะดูเหมือนว่าตัวเองกับท่านประธานจะมีอะไรหลายๆอย่างที่ชอบคล้ายกัน
ไม่ว่าจะเป็อาหารที่ทานเพลงที่ชอบฟัง หนังสือที่ชอบอ่าน รวมทั้งชอบดูนาฏศิลป์เหมือนกันอีกต่างหาก
เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็สั่งกับเด็กเสิร์ฟว่า“น้องขอวาซาบิเยอะๆ เลยนะ”
“ค่ะ” เด็กเสิร์ฟยกอาหารเสิร์ฟวางบนโต๊ะแล้วก็รีบไปเอาวาซาบิมาเพิ่มให้ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็คว้าถ้วยวาซาบิไปตักวาซาบิใส่ถ้วยน้ำจิ้มแล้วก็เทซอสถั่วเหลืองใส่ลงไปแล้วก็คนๆๆ จนเข้ากัน พิมพิราก็ไม่น้อยหน้า เธอตักวาซาบิใส่ถ้วยตัวเองบ้าง จนพลเอกณรงค์ฤทธิ์มองอย่างตะลึง‘โห...ชอบวาซาบิเยอะๆ เหมือนเราเลยแฮะ’
แล้วเขาก็ถามว่า “คุณพะพิมก็ชอบทานวาซาบิเหรอครับ?”
“ค่ะท่าน ยิ่งเยอะยิ่งอร่อยค่ะมันจี๊ดสะใจดีค่ะ” พิมพิราเงยหน้าตอบพร้อมทั้งคนน้ำจิ้มไปด้วย แล้วทั้งคู่ก็ยิ้มให้กันจากนั้นก็ลงมือจัดการอาหารบนโต๊ะจนเรียบราบคาบ เมื่อทานอิ่มแล้ว พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็จัดการเช็กบิล“น้องเช็กบิลด้วย”
“ค่ะ” เด็กเสิร์ฟรีบเดินไปจัดการตามคำสั่งครู่ต่อมาเด็กเสิร์ฟก็กลับมาพร้อมบิลค่าอาหาร พลเอกณรงค์ฤทธิ์ดูบิลแล้วก็ควักกระเป๋าจ่าย“ไม่ต้องทอนนะน้อง”
“ขอบคุณค่ะโอกาสหน้าเชิญอีกนะคะ” เด็กเสิร์ฟไหว้พร้อมกับยิ้มหน้าบานก็ทิปตั้งห้าร้อยนานๆ ทีถึงจะเจอลูกค้าทิปหนักแบบนี้ เย้!
พลเอกณรงค์ฤทธิ์หันไปพยักหน้ากับพิมพิรา“ไปกันเถอะครับคุณพะพิม”
“ค่ะท่าน” พิมพิรารีบลุกจากที่นั่งเดินตามเ้านายไปโดยเร็วโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัวเลยว่า ถูกปาปารัสซี่ซึ่งบังเอิญมาเห็นเข้าแอบถ่ายรูปเอาไว้ั้แ่นั่งกินข้าวแล้ว พลเอกณรงค์ฤทธิ์เดินนำหน้าพิมพิราขึ้นบันไดเลื่อนตรงไปยังแผนกเสื้อผ้าบุรุษเมื่อไปถึงเขาก็เดินดูเสื้อผ้าที่โชว์อยู่ แล้วก็หันไปพูดกับเลขาหน้าหวานว่า “คุณพะพิมครับช่วยเลือกให้ผมหน่อยครับ”
“ค่ะท่าน” พิมพิราเดินเข้าไปช่วยเลือกเสื้อยืดโปโลแขนยาวที่แขวนอยู่บนราวมาสามสี่ตัว“ท่านคะ ตัวนี้พะพิมว่าก็สวยนะคะ ตัวนี้ก็ดูดีนะคะ ส่วนตัวนี้ก็เข้าท่านะคะอ่ะ...ตัวนี้ก็ใช้ได้ค่ะท่าน”
ไม่ว่าพิมพิราจะเลือกแบบไหนมา พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็ซื้อหมดหลังจากรูดบัตรเสร็จ พิมพิราก็ยื่นมือจะไปรับถุงกระดาษจากพนักงานขายพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็รีบแย่งถุงไปถือเอง “ผมถือเองครับคุณพะพิม”
“พะพิมถือให้ดีกว่าค่ะท่าน” พิมพิราบอกพร้อมกับยื่นมือไปพลเอกณรงค์ฤทธิ์แกล้งทำหน้าดุๆ “จะให้คุณถือได้ยังไงล่ะครับ ให้ผมถือแหละดีแล้วขืนให้คุณถือนะครับใครๆ เขาจะได้หาว่าผมไม่เป็สุภาพบุรุษน่ะซิครับให้ผู้หญิงถือของให้”
พิมพิราหดมือกลับ “ค่ะท่าน”
แล้วทั้งคู่ก็เดินเลือกเสื้อผ้าแบรนด์นั้นแบรนด์นี้จนถุงเสื้อผ้าแทบจะล้นมือจนพนักงานขายต้องเอารถเข็นมาให้ใส่ จนกระทั่งเดินเลือกจนพอใจ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็บอกว่า“คุณพะพิมครับ ผมขอตัวซักครู่นะครับ”
“ค่ะท่าน”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์เดินไปเข้าห้องน้ำ เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จเขาก็แอบแว๊บลงไปแถวๆ เคาน์เตอร์เครื่องสำอางตรงดิ่งไปยังเคาน์เตอร์ชาแนลทันที
“ชาแนลนัมเบอร์ไฟว์ขวดนึงครับ”
“จะรับขนาดไหนดีคะ? มีขนาด 50 มิลกับ100 มิลค่ะ” พนักงานขายสาวยิ้มต้อนรับพร้อมกับหยิบขวดน้ำหอมทั้งสองขนาดมาให้ดูเป็ตัวอย่างพลเอกณรงค์ฤทธิ์ชี้ไปที่ขวดใหญ่ “เอาขวดใหญ่นี่แหละครับ ห่อของขวัญให้ด้วยนะครับ”
“ค่ะ จะรับอะไรเพิ่มอีกไหมคะ?ตอนนี้เรามีน้ำหอมกลิ่นใหม่เพิ่งออกมานะคะ ลองดมดูก่อนซิคะ” พนักงานขายถามพร้อมกับเสนอขายสินค้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลเอกณรงค์ฤทธิ์รีบปฏิเสธ “ขอบคุณครับ เอาไว้โอกาสหน้านะครับ ตอนนี้ผมรีบครับ”
“อ๋อค่ะงั้นเชิญชำระเงินด้านนี้เลยค่ะ” พนักงานขายบอกพร้อมกับหันไปหยิบขวดน้ำหอมในสต๊อกแล้วเดินนำหน้าลูกค้าไปยังเคาน์เตอร์ชำระเงินพลเอกณรงค์ฤทธิ์เดินตามไปรูดการ์ด พอจ่ายเงินเสร็จพนักงานขายก็รีบเอาสินค้าไปห่อของขวัญให้ตามที่ลูกค้า้าระหว่างรอ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็เขียนการ์ดแล้วส่งให้ให้พนักงานขายติดกล่องของขวัญไม่นานนักเขาก็ได้รับสินค้า
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ”
“ขอบคุณครับ” พลเอกณรงค์ฤทธิ์มองดูภายในถุงกระดาษแล้วยิ้มให้พนักงานขายแล้วก็รีบเผ่นทันที ‘โอย...เกือบจะเป็ลมตายนี่ถ้าไม่คิดจะซื้อให้คุณพะพิมล่ะก็...จ้างให้ก็ไม่เดินเฉียดมาแถวนี้หร๊อก’
แล้วเขารีบขึ้นบันไดเลื่อนไปหาพิมพิราเมื่อไปถึงเขาก็เห็นเธอกำลังเลือกเสื้ออยู่กับพนักงานขาย เขาจึงแอบเอาถุงกระดาษใส่ไว้ในรถเข็นพยายามไม่ให้เธอเห็นครั้นหย่อนถุงกระดาษเรียบร้อยแล้วเขาก็เดินไปหาเธอ “คุณพะพิมครับขอโทษครับที่ช้าไปหน่อย”
“ไม่เป็ไรค่ะท่านพอดีพะพิมก็กำลังเลือกเสื้อไปฝากพ่อซักตัวน่ะคะ” พิมพิราหันไปบอก พลเอกณรงค์ฤทธิ์เดินไปยืนข้างๆ“งั้นก็เลือกไปหลายๆ ตัวเลยนะครับ ผมจ่ายให้เองครับ”
พิมพิรารีบปฏิเสธ “อุ้ย! ไม่เอาหรอกค่ะพะพิมจ่ายเองดีกว่าค่ะ คือว่าพะพิมเกรงใจน่ะค่ะ”
เธอมองเขาแล้วก็คิดในใจว่า ‘เอ่อ...ไหงท่านคิดจะทำตัวเป็ป๋าใจป้ำแบบนี้ล่ะหว่า?’
พลเอกณรงค์ฤทธิ์พูดแกมขอร้องว่า “ให้ผมจ่ายเถอะครับถือว่าตอบแทนที่ใช้งานคุณวันหยุดก็แล้วกันครับ”
“ไม่...” พิมพิราจะปฏิเสธ แต่พอเจอสายตาขอร้องแกมบังคับเธอก็ไม่กล้าปฏิเสธ“เอ่อ...ก็ได้ค่ะท่าน”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์ยิ้มหน้าบานเขาเข้าไปช่วยเลือกด้วยอีกคน จากเสื้อตัวเดียวจึงกลายเป็เสื้อครึ่งโหล เมื่อจ่ายเงินเสร็จเขาก็คะยั้นคะยอให้เธอไปเลือกเสื้อให้คุณแม่ด้วย “งั้นเราไปดูเสื้อให้คุณแม่คุณด้วยนะครับ”
“ไม่ดีกว่าค่ะท่าน” พิมพิรารีบปฏิเสธเพราะรู้ดีว่าถ้าไปดูไปเลือกตอนนี้เธอก็ไม่ได้จ่ายเงินเองแหงๆ แต่พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็หาข้ออ้างมาจนได้“จะไม่ซื้อได้ไงล่ะครับ ซื้อให้แต่คุณพ่อไม่ยอมซื้อให้คุณแม่ด้วย เดี๋ยวคุณแม่ของคุณก็น้อยใจแย่หรอกครับไปเถอะครับ”
“เฮ้อ...ก็ได้ค่ะ” พิมพิราถอนหายใจอยากจะปฏิเสธแต่ก็ทำไม่ได้ จึงได้แต่เดินตามเ้านายลงไปที่แผนกเสื้อผ้าสตรี
ขณะที่พิมพิรากำลังเลือกเสื้อให้คุณแม่อยู่นั้นจู่ๆ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็ยื่นชุดเดรสกระโปรงยาวดีไซน์หรูสีส้มพาสเทลมาให้“คุณพะพิมครับ ผมว่าชุดนี้เหมาะกับคุณมากเลยนะครับ”
พิมพิราหันไปมองอย่างงงๆ “คะท่าน?”
เขาเอาชุดหรูใส่มือเธอพร้อมกับออกคำสั่งว่า“เอาไปลองครับ”
แล้วเขาก็หันไปสั่งพนักงานขายว่า “น้องพาคุณไปลองชุดหน่อยครับ”
พนักงานขายรีบเดินเข้ามายิ้มแฉ่ง “คุณคะเชิญทางนี้ค่ะ”
พิมพิราเดินตามพนักงานขายไปอย่างงงๆ‘เอ...อะไรของท่านอีกล่ะหว่า? อยู่ๆ ก็เอาเสื้อมาให้ลอง ดูๆ แล้วคงแพงซะด้วย”
เธอพลิกราคาป้ายดูแล้วก็ทำตาโต ‘จ๊าก!... ตั้งห้าหมื่นเก้า!’
เธอหันไปมองเ้านายทันทีปากบางเคลือบลิปสติกสีหวานขยับจะพูด แต่พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็ชิงพูดซะก่อนว่า “วันพฤหัสนี้ผมต้องไปงานแต่งของลูกชายเพื่อนผมแล้วคุณก็ต้องไปกับผมด้วยครับงานนี้นักข่าวเพียบ ผมก็เลยจะซื้อชุดนี้ให้คุณใส่ไปงานน่ะครับ”
“ค่ะท่าน” พิมพิราหมดโอกาสคัดค้าน ‘เฮ้อ...ออกงานอีกแล้วหนอเรา เซ็งจริงๆ เล้ย ไอ้งานที่มีแต่พวกไฮโซไฮซ้อเนี่ยแต่งตัวแข่งกันเข้าไป อวดร่ำอวดรวยกันเข้าไป ทั้งๆ ที่บางคน เราเห็นมีแต่หนี้บานตะไท’
เธอเดินตามพนักงานเข้าไปลองเสื้อในห้องลองเมื่อสวมชุดเรียบร้อยเธอก็ส่องกระจก ‘โห...พอดีเป๊ะ!สงสัยยัยคนขายคงช่วยท่านเลือกแหงๆ เมื่อกี้เห็นมาเมียงๆ มองเราอยู่นึกว่ามองอะไรที่แท้ก็กะไซส์นี่เอง’
แล้วพิมพิราก็ออกมาโชว์ให้เ้านายดู
“เป็ยังไงบ้างคะท่านแพงหูฉี่ขนาดนี้คงออกงานได้ไม่ทำให้ท่านขายหน้าแน่ๆ ค่ะ” เธอประชดนิดๆ พลเอกณรงค์ฤทธิ์อมยิ้มมองชื่นชม“ครับคุณพะพิม สวยมากเลยครับ นี่ขนาดยังไม่แต่งหน้าทำผมนะเนี่ยถ้าแต่งตัวครบเครื่องรับรองว่าสวยกว่าเ้าสาวแน่ๆ เลยครับ”
พิมพิราถูกชมซึ่งหน้าจึงเขินจนหน้าแดง‘ท่านล่ะก็...เล่นชมกันต่อหน้าแบบนี้ก็เขินเป็นะคะ แถมมองซะตาหวานเชียวอุ้ย! ดูเด่ จ้องเอาจ้องเอาอยู่ได้’
เธอรีบกลับเข้าไปในห้องลองเสื้อทันทีพลเอกณรงค์ฤทธิ์หันไปบอกพนักงานขายว่า “ผมซื้อชุดนี้แหละ”
เมื่อพิมพิราเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมา พนักงานขายก็รีบรับชุดเดรสสุดหรูตามท่านลูกค้าซึ่งเดินนำหน้าไปที่เคาน์เตอร์ชำระเงินแล้วเมื่อจ่ายเงินเสร็จ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็เดินกลับมาช่วยพิมพิราเลือกเสื้อให้คุณแม่ของเธอ
“จะซื้อแค่ตัวสองตัวได้ไงล่ะครับคุณพะพิมซื้อให้คุณพ่อ 6ตัว ขืนซื้อให้คุณแม่น้อยกว่าเดี๋ยวท่านก็น้อยใจแย่หรอกครับ”
“แต่ว่า...” พิมพิราจะบอกว่าเกรงใจพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็แย่งพูดซะก่อนว่า “ไม่ต้องเกรงใจผมหรอกครับ ผมเต็มใจจะจ่ายให้ ตอบแทนที่คุณช่วยงานผมไงครับอย่าคิดที่จะปฏิเสธเลยครับ ให้ผมได้ตอบแทนคุณบ้างเถอะครับ นะครับคุณพะพิม”
เจอสายตาขอร้องแกมบังคับเข้าไป พิมพิราจะพูดอะไรได้นอกจากคำว่า“ค่ะท่าน”
‘เฮ้อ...จะตอบแทนอะไรกันนักฟะโอทีเราก็ได้ ไอ้ที่รูดปรี๊ดๆ ตอนซื้อเสื้อให้พ่อก็ตั้งเกือบหมื่น แล้วเมื่อกี้นี้ก็อีกห้าหมื่นเก้าแล้วนี่ท่านจะรูดอีกซักเท่าไหร่เนี่ย เฮ้อ...ไม่เข้าใจคนรวยเลยเฟ้ย’
พลเอกณรงค์ฤทธิ์ช่วยพิมพิราเลือกเสื้อจนครบ6 ตัว แล้วเขาก็เดินตามพนักงานขายไปรูดการ์ดจ่ายเงิน พิมพิราหันไปมองรถเข็นที่มีแต่ถุงใส่ของเต็มไปหมดอย่างนึกเสียดายเงินตังค์แทน‘เฮ้อ...ช้อปวันเดียวตั้งแสนกว่า เท่ากับเงินเดือนเราเกือบทั้งปีเลยนะเนี่ยเห็นแล้วเสียดายตังแทนจังเลยง่ะ’
“คุณพะพิมครับเดี๋ยวเราไปหาอะไรดื่มก่อนนะครับ”พลเอกณรงค์ฤทธิ์ชวนหลังจากจ่ายเงินเสร็จแล้ว พิมพิราพยักหน้าเห็นด้วย “ค่ะท่าน”
เพราะเธอก็กำลังรู้สึกหิวน้ำอยู่พอดีพลเอกณรงค์ฤทธิ์เข็นรถขึ้นลิฟท์ไปยังร้านสตาร์บัคซึ่งอยู่ชั้นสี่ของห้างร้านนี้คนไม่พลุ่กพล่านเท่ากับร้านที่อยู่ชั้นล่าง
“คุณพะพิมอยากดื่มอะไรครับ?”เขาถามเธอหลังจากเลือกโต๊ะด้านหน้าแล้วจอดรถเข็นไว้ข้างๆ พิมพิราหันไปตอบแบบไม่ต้องคิดนาน“นมเย็นค่ะ”
“ครับ ถ้างั้นคุณนั่งรอผมนะครับ เดี๋ยวผมไปสั่งให้”แล้วพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็เดินเข้าไปในร้าน พิมพิรานั่งลงพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนล้าก็เดินช้อปปิ้งั้แ่บ่ายยันสี่โมงเย็นไม่เมื่อยไม่เหนื่อยก็ให้มันรู้ไปซิ!
ไม่นานนักพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็ถือแก้วมา2 ใบ ใบนึงเป็ลาเต้ร้อนของเขาเอง ส่วนอีกใบเป็นมเย็นของพิมพิราเขาวางแก้วลงบนโต๊ะ พิมพิรารีบขอบคุณทันที “ขอบคุณค่ะท่าน”
พลเอกณรงค์ฤทธิ์ยิ้มรับแล้วก็หย่อนก้นนั่งลงตรงข้ามเลขาคนสวยเขายกแก้วลาเต้ขึ้นจิบ จิบไปก็มองดูผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาอย่างอารมณ์ดี เมื่อดื่มหมดเขาก็ชวนเธอกลับบ้าน “คุณพะพิมครับผมว่าเรากลับกันเถอะครับ”
แม้ว่าใจของเขาจะต่อต้านอยากจะอยู่กับเลขาหน้าหวานอีกซักนิด ขอให้เห็นหน้าหวานๆ รอยยิ้มสวยๆ อีกซักหน่อยแต่ท่าทางเหนื่อยล้าของเธอทำให้เขาไม่อยากให้เธอต้องฝืนตัวเองมากเกินไป
“ค่ะท่าน” พิมพิราพยักหน้ารับ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็ลุกขึ้นเข็นรถใส่ของเดินลิ่วๆ ไปที่รถทันที เมื่อไปถึงที่รถ พิมพิราก็ช่วยขนของใส่ท้ายรถพอเสร็จสรรพเรียบร้อย เขาก็ขับรถออกจากสยามพารากอนไปส่งพิมพิราที่อพาร์ทเม้นต์
ครั้นไปถึงอพาร์ทเม้นที่พักของเลขาสาวพลเอกณรงค์ฤทธิ์ก็ลงไปช่วยแยกถุงเสื้อผ้าท้ายรถส่งให้เธอ พร้อมกับแอบเอาถุงที่ใส่กล่องน้ำหอมปนไปให้ด้วย
“ขอบคุณค่ะท่าน ขับรถดีๆ นะคะ”พิมพิรายิ้มร่ำลายกมือไหว้ พลเอกณรงค์ฤทธิ์ยิ้มรับมองเลขาสาวหอบถุงพะรุงพะรังอยากจะช่วยหิ้วไปส่งให้ถึงห้อง แต่พิมพิราก็ปฏิเสธเพราะเกรงใจเขา และเขาก็ไม่อยากขัดใจเธออีกทั้งก็ไม่อยากให้ใครๆ เอาเธอไปนินทาได้ว่าพาผู้ชายขึ้นห้อง
เมื่อเ้านายไปแล้ว พิมพิราก็หอบหิ้วของเดินไปกดลิฟท์ใช้บริการมันซะบ้างเดี๋ยวมันจะเสียใจ! หึๆๆๆ...
ครั้นพอเข้าห้องแล้ว เธอก็วางถุงทั้งหมดลงหันไปถอดรองเท้าวางไว้บนชั้นแล้วก็หันมารื้อของที่ซื้อมาออกจากถุง เธอแยกเสื้อผ้าของพ่อกับแม่เรียงซ้อนกันเอาไว้คนละกองแต่พอถึงถุงกระดาษใบเล็กซึ่งข้างในมีกล่องของขวัญห่อกระดาษผูกโบว์เอาไว้“เอ๊ะ! ถุงนี้ไม่ใช่ของเรานี่น่า สงสัยท่านคงหยิบผิดติดมาแหงๆ”
เธอหยิบกล่องของขวัญออกมาพลิกดูพอเห็นการ์ดที่เสียบอยู่หน้ากล่อง เธอก็รู้ว่าเ้านายไม่ได้หยิบผิดมาให้อย่างที่เข้าใจบนการ์ดใบเล็กๆ เขียนไว้ว่า ‘สุขสันต์วันเกิดล่วงหน้าครับคุณพะพิม ขอโทษครับที่อาทิตย์หน้าผมต้องไปต่างประเทศไม่ได้อยู่ฉลองวันเกิดด้วยหวังว่าคุณคงจะใช้บ้างนะครับไม่อยากให้ของชิ้นนี้เป็หมันเพราะคุณไม่ยอมใช้เหมือนนาฬิกาเลย’
พิมพิราค่อยๆ แกะกล่องของขวัญออกดู“เอ...ท่านให้อะไรหว่า? แล้วแอบไปซื้อตอนไหนล่ะเนี่ย?”
พอแกะออกดูเธอก็อุทานลั่น “ต๊าย! ชาแนลนัมเบอร์ 5 ขวดเบ้อเริ่มเลยอ่ะ”
เธอหยิบขวดน้ำหอมมาฉีดใส่ข้อมือตัวเองแล้วยกขึ้นดม“โห...ห๊อม...หอม”
เธอมองขวดน้ำหอมแล้วก็ยิ้มขำเมื่ออ่านการ์ดอีกหน“ขอบคุณค่ะท่าน รับรองว่าไม่เป็หมันเหมือนนาฬิกาแน่ๆ ค่ะก็แหมใครจะกล้าใส่ล่ะคะนาฬิกาเรือนเป็ล้านขืนใส่ไปอวดชาวบ้านเขาล่ะก็...คงไม่พ้นปากซอยหรอกค่ะได้ถูกโจรตีหัวชิงนาฬิกาแหงๆ ค่ะท่าน”
แล้วพิมพิราก็เอาขวดน้ำหอมไปวางไว้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งแล้วเธอก็เอาเสื้อผ้าของพ่อกับแม่ใส่ถุงเตรียมไว้คราวหน้ากลับไปเยี่ยมบ้านจะเอาไปฝากพ่อกับแม่“นี่ถ้ารู้ราคาจะกล้าใส่ไหมนะ...?”
“กรี๊ด! อีนังพิมพิรากับคุณพี่อีกแล้ว” จิตตรีกรี๊ดลั่นบ้านเมื่อเห็นข่าวก๊อซซิบในหน้าหนังสือพิมพ์เธอฉีกขย้ำหนังสือพิมพ์ในมือจนเป็เศษเล็กเศษน้อย
“หนอย!เมื่อวานอุตส่าห์ไปหาคุณพี่ที่บ้านั้แ่เช้าก็ไม่เจอ ที่แท้ก็ไปเดินห้างกับอีนังพิมพิรานี่เองคุณพี่นะคุณพี่!แล้วนี่กูจะทำยังไงดีถึงจะเขี่ยอีนังนี่ไปให้พ้นๆ ซักทีนะ?”
เธอนั่งหน้าหงิกอารมณ์เสียอยู่นาน “จะทำยังไงดีนะ!?”
เธอครุ่นคิดหาวิธีที่จะจัดการกับพิมพิราให้ได้แต่ก็ยังไม่เห็นหนทางเลยเธอจึงใช้วิธีการเดิมๆ นั่นก็คือโทรไปหาหลานชาย เพื่อให้ปฐวีทนฟังไม่ไหวต้องรีบแจ้นกลับมาจัดการกับพิมพิรา
“หวัดดีจ้ะตาวี”
“สวัสดีครับคุณน้า” ปฐวีรับสายขณะกำลังจะอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน
“ตาวี เรารู้รึยังว่าหนังสือพิมพ์เขาลงข่าวว่าเมื่อวานนี้คุณพ่อเราพาแม่พิมพิราไปกินข้าวไปเดินช้อปปิ้งกันจี๋จ๋าเชียวล่ะ”
“ยังไม่รู้ครับคุณน้า”ปฐวีปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเฉยชา ‘เฮ้อ...พ่อจะไปไหนกับใครแล้วเกี่ยวกับเราตรงไหนน้อ’
จิตตรีรีบใส่ไฟทันที “ยังไม่รู้ งั้นก็รู้ไว้นะจ๊ะวีจ๊ะน้าล่ะไม่อยากจะพูดเลย วันก่อนนะ น้าเห็นแม่พิมพิราส่งเงินส่งทองให้ผู้ชายเป็ฟ่อนเลยล่ะจ้ะน้าไม่คิดเลยนะจ๊ะว่าหน้าเด็กๆ ดูใสๆ ซื่อๆ อย่างงั้นจะกล้าเลี้ยงผู้ชายนี่ถ้าน้าไม่เห็นกับตานะจ๊ะน้าไม่เชื่อเด็ดขาด น้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าคุณพ่อเราเขาให้แม่พิมพิราใช้เดือนล่ะเท่าไหร่กันแต่น้าว่าถ้าแม่พิมพิราเที่ยวเลี้ยงผู้ชายอย่างนี้ล่ะก็...น้ากลัวว่าคุณพ่อเราคงจะถูกแม่คนนี้สูบจนหมดตัวแน่ๆจ้ะ”
“เหรอครับคุณน้า”ปฐวีตอบน้ำเสียงเฉยๆ แต่ในใจนั้นร้อนรนนึกเป็ห่วงคุณพ่อกลัวว่าจะถูกเด็กหลอกอย่างที่คุณน้าบอก
เขาฟังคุณน้าโทรมาเล่าเื่ต่างๆ เกี่ยวกับพิมพิราจนเขาจำได้เลยว่าถ้าคุณน้าของเขาขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่า ‘วีจ๊ะน้าล่ะไม่อยากจะพูดเลย’ เมื่อไหร่ล่ะก็...เชื่อขนมกินได้เลยว่าเดี๋ยวคุณน้าของเขาก็ต้องพูดถึงพิมพิราให้เขาฟังทุกครั้งไปจนเขาแทบอยากจะรีบกลับเมืองไทยไปดูให้เห็นด้วยตาตัวเอง แต่ก็ยังกลับไม่ได้เพราะติดเรียนหนักจึงได้แต่รอเวลาเท่านั้น ครั้นอึดอัดใจมากก็โทรไประบายให้คุณแม่ฟัง
“คุณพ่อของลูกไม่ใช่คนโง่นะจ๊ะวีถ้าหากคุณพ่อคิดว่าเด็กคนนั้นเป็คนดีก็ปล่อยท่านเถอะลูก” คุณหญิงจิตตราบอกน้ำเสียงราบเรียบเตือนสติลูกชาย
“แต่คุณแม่ครับผมกลัวว่าคุณพ่อจะตามเล่ห์เหลี่ยมเด็กคนนั้นไม่ทันน่ะซิครับ” ปฐวีพูดอย่างเป็ห่วงคุณหญิงจิตตราถอนหายใจ “เอาเถอะถ้างั้นแม่จะลองเตือนคุณพ่อให้นะจ๊ะ”
แล้วเธอก็ถามว่า“แล้ววีจะมาหาแม่อีกเมื่อไหร่ล่ะ? แม่คิดถึงนะ”
“อาทิตย์หน้าครับคุณแม่ผมจองตั๋วไว้แล้วครับ” ปฐวีบอก คุณหญิงจิตตราพยักหน้าดีใจ “จ้ะลูก แม่จะรอนะ”
“คุณแม่ครับ ผมต้องไปแล้วล่ะครับผมรักคุณแม่นะครับ” ปฐวีบอกพลางเหลือบมองนาฬิกาเพราะนัดกับเพื่อนเอาไว้
“จ้ะ รักษาตัวดีๆ นะลูก” คุณหญิงจิตตราบอกด้วยความรัก
“ครับคุณแม่ คุณแม่ก็ดูแลตัวเองดีๆนะครับ ผมไปล่ะครับ บ๊ายบายครับ” ปฐวีพูดแล้วก็ตัดสายไป คุณหญิงจิตตรามองโทรศัพท์แล้วก็ถอนหายใจเธอวางโทรศัพท์แล้วก็ลุกไปชงชา นึกห่วงอดีตสามีแต่ก็ไม่อาจจะทำอะไรได้เขาจะคบกับใครก็เป็เื่ของเขา เธอไม่อาจเข้าไปยุ่งได้ทำได้แต่คอยฟังข่าวจากเพื่อนๆ ที่เมืองไทย
วันต่อมา จิตตรีก็ไปหาอดีตพี่เขยที่บริษัท พิมพิราเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารลุกขึ้นยืนมองด้วยสายตาเ็า
“สวัสดีค่ะ” เธอไหว้ตามมารยาท
“คุณพี่อยู่ไหน” จิตตรีถามห้วนๆ
“ท่านไม่อยู่ค่ะ” พิมพิราตอบ จิตตรีสะบัดหน้าเดินไปผลักประตูห้องเข้าไปดูพอไม่เจอก็กลับออกไปถามว่า “คุณพี่ไปไหน?”
“ไม่ทราบค่ะ” พิมพิราตอบน้ำเสียงราบเรียบ
“นังโง่เป็เลขาภาษาอะไร!เ้านายไปไหนทำไมถึงไม่รู้ห๊ะ!” จิตตรีตวาดด่า พิมพิรานึกโกรธปรี๊ด! เธอพยายามข่มอารมณ์สุดฤทธิ์แล้วก็ตอบด้วยน้ำเสียงเ็าว่า“ท่านไม่ได้บอกจะทราบได้ไง”
จิตตรีเต้นผาง! “นี่แกย้อนฉันเหรอนังโง่!”
“ค่ะดิฉันมันโง่แต่ก็ไม่โง่ถึงขนาดเที่ยววิ่งพล่านตามจับผู้ชายเหมือนคุณป้าหรอกค่ะ”พิมพิราด่าอย่างเจ็บแสบ
“แก!” จิตตรีถลันเข้าไปตบฉาด! เพี๊ยะ!
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ