ทุกสายตาต่างจดจ้องเป็นหนึ่งเดียวล้วนแต่จ้องมองไปยังเย่เฉิน
ไม่พูดไม่จาอะไรและคิดอยู่เงียบๆ เย่เฉินเอามือปิดหน้าตัวเองไว้
ชาติก่อนข้าไปทำเวรกรรมอะไรเอาไว้เนี่ย!
เขาได้รับบาดเจ็บจนช้ำในปวดท้อง ปวดตับ ทั่วทั้งร่างล้วนเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ก่อนหน้าคืออิ่นจื้อผิงตามมาด้วยเจียงเฮ่า เอาล่ะ! ไม่ต้องพูดถึงสองคนนั้นแล้วแต่เซี่ยอวิ๋นซึ่งก็ไม่รู้โผล่มาจากไหนอีกข้าเพิ่งจะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับอิ่นจื้อผิงและเจียงเฮ่ามา ซวยจริงๆจะต้องมาตกอยู่ในมือของเจ้าอีก!
ทุกคนที่นี่ล้วนแต่ราบรื่นกันทั้งสิ้นแต่ทำไมเมื่อถึงคราวของเขาจึงเกิดเรื่องซวยๆ ขนาดนี้กันนะ!
คนนับร้อยนับพันในการประลองของสำนักนอกจะต้องเป็นข้าคนเดียวหรืออย่างไรกัน!
“ครั้งนี้เขาควรจะยอมรับความพ่ายแพ้นะ!” ด้านล่างเต็มไปด้วยคำวิจารณ์
“แต่ไม่แน่ว่าเขาอาจจะพลิกมาชนะเซี่ยอวิ๋นก็เป็นได้?”
“ไม่มีทางหรอก! เซี่ยอวิ๋นอยู่ในขั้นพลังหยางเชียวนะ”
เมื่อได้ยินการสนทนาที่อยู่รอบๆเย่เฉินก็ก่นด่าอยู่ในใจเขามั่นใจเลยว่าต่อให้สภาพร่างกายของเขาอยู่ในความพร้อมสูงสุดก็ไม่สามารถจะต่อกรกับเซี่ยอวิ๋นได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้เขาไม่สามารถจะใช้พละกำลังในการต่อสู้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
“โชคชะตานี่ล้วนเป็นโชคชะตา” อีกด้านหนึ่ง เซี่ยอวิ๋นได้หยิบปล้องยาสูบซึ่งไม่รู้ว่าไปเอามาจากที่ไหนขึ้นมาและพ่นควันออกมาจนสุดลูกหูลูกตาพลางชี้แนะอย่างจริงใจพูดจบก็ใช้มือตบไหล่ของเย่เฉินเบาๆ “เคยชินแล้วก็ดี เคยชินแล้วก็ดี”
“ไปให้พ้น! ข้าไม่อยากคุยกับเจ้าแล้ว”
“เอ่อ...”
ไม่มีสงครามใดที่ไร้ความวิตกกังวลสุดท้ายแล้วย่อมมีความกังวลเกิดขึ้นแน่นอน
ภายใต้สายตาที่จ้องมองมาทางเดียวกันนั้นเย่เฉินที่มีความกล้าหาญและดูทรงพลัง เขาหวาดกลัว หวาดกลัวแล้วจริงๆยังไม่ทันขึ้นไปบนลานประลองก็ถอนตัวเสียแล้ว นั่นหมายความว่าเขาจะต้องเข้าร่วมการแข่งขันคืนชีพและเข้าสู่สภาพแวดล้อมของการเข่นฆ่าอีกครั้ง
ภาพฉากเล็กๆผ่านไป การประลองก็ดำเนินต่อไป
การต่อสู้ที่ตามมานั้นเต็มไปด้วยความคึกคักและเข้าสู่จุดสูงสุด
พวกที่ผ่านเข้ามาในรอบสองล้วนแต่เป็นศิษย์ชั้นนำแต่ละคนต่างมีพื้นฐานการฝึกตนที่ไม่ธรรมดาและมีวิชาลับติดตัวด้วยเช่นกัน
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้พวกนักพรตเต้าเสวียนปลื้มใจก็คือในรอบที่สามของการประลอง แม้ว่าจะมีฉากที่ทั้งสองพบกันแต่ศิษย์สิบอันดับแรกของสำนักนอก ก็ล้วนแต่จะไม่ได้รับเลือกในเวลาเดียวกัน
บนที่นั่งเย่เฉินใช้มือทั้งสองเท้าคางเอาไว้ มองดูการต่อสู้ที่ดุเดือดไปเรื่อยๆ
เนื่องจากการต่อสู้ที่นองเลือดกับเจียงเฮ่าและอิ่นจื้อผิงทำให้เขาสูญเสียพลังงานไปอย่างมาก แม้ว่าเขาจะกลืนเม็ดยาหุยเสวียนเข้าไปแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถกลับไปสู่สภาวะสูงสุดได้ แต่สำหรับเขา ตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว
“ข้าเตรียมสมุนไพรวิญญาณไว้แล้วพวกเราจะเริ่มปรุงยาได้เมื่อไร” อีกด้านหนึ่งเซี่ยอวิ๋นลูบมือของเขาอยู่หลายครั้งพลางถามออกไป
เมื่อละสายตาจากลานประลองเย่เฉินก็มองไปยังชายผู้นี้ และถามออกไปอย่างสงสัย“ทำไมเจ้าถึงไม่ไปหาผู้อาวุโสสวีฝูให้ช่วยปรุงยาให้ล่ะแบบนั้นมันจะไม่ง่ายกว่าหรือ?”
“อย่างนั้นหรือ!” เซี่ยอวิ๋นไอแห้งๆ และเหลือบมองไปยังสวีฝูที่อยู่บนก้อนเมฆถูปลายจมูกของตนเอง “ข้ากลัวว่าเขาจะทุบข้านะสิ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเย่เฉินก็เลิกคิ้วขึ้น “เจ้าหมายความว่า เจ้าไปขโมยยาของเขามาหรือ!”
“พูดจาส่งเดชข้าไม่เคยขโมยนะ”
“ใครจะไปเชื่อ”เย่เฉินเหลือบมองไปยังเซี่ยอวิ๋น จากนั้นก็มองไปบนลานประลองอีกครั้ง
ในตอนนี้บนลานประลองเป็นการต่อสู้กันระหว่างฉีเยว่และศิษย์แท้จริงของหอคัมภีร์
นี่ก็เป็นการดวลกันอย่างไร้ความกังวลในฐานะที่เป็นศิษย์ของหอโอสถวิญญาณ พละกำลังของฉีเยว่ไม่สามารถปกปิดเอาไว้ได้เรื่องนี้เย่เฉินเข้าใจเป็นอย่างดี ในสำนักนอกนอกจากศิษย์สิบอันดับแรกแล้วไม่มีผู้ใดสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของนางได้
หลังจากฉีเยว่เย่เฉินก็ได้เห็นเจ้าหมีสองอีกครั้งซึ่งเขากำลังเผชิญหน้ากับศิษย์แท้จริงคนหนึ่งของวิหารประกาศิต
แม้ว่าเจ้าหมีสองจะไม่ได้อยู่ในจุดสนใจแต่การดวลกันในครั้งนี้กลับเป็นการต่อสู้ที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ระดับการฝึกตนและพละกำลังของเจ้าหมีสองล้วนแต่ด้อยกว่าทั้งสิ้นนึกไม่ถึงเลยว่าจะสามารถตอบโต้จนชนะได้และใช้กระบองฟันหมาป่าจัดการบีบเขาจนตกลานประลองไปได้สำเร็จ
“เจ้าอ้วนสามารถเอาชนะได้ด้วย!” เย่เฉินลูบคาง และรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
หลังจากเจ้าหมีสองประลองจบคนที่ออกมาประลองต่อจากนั้นล้วนแต่เป็นคนที่เย่เฉินรู้จักทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นถังหรูซวน ฉีเฮ่า ซูซินเยว่ หรือจะเป็นลู่ซวนเอ๋อร์แห่งหอคัมภีร์
การแข่งขันหลังจากนั้นก็ยังเป็นที่สนใจในสายตาของเขา
ในสำนักนอกยังมีคนเก่งที่ยังซ่อนตัวอยู่อีกมากมายทำให้เขาต้องถอนหายใจอยู่หลายครั้ง ศิษย์ทุกคนล้วนดูเป็นพวกไก่อ่อนแต่กลับมีพละกำลังที่น่ากลัวแต่เขาก็ได้เห็นด้วยตาตนเองแล้วว่ามีศิษย์หนึ่งในสิบอันดับแรกถูกศิษย์ที่มีฐานการฝึกตนธรรมดาๆทุบตีจนเลือดอาบ
“สำนักนอกมีความสามารถจริงๆ !” หลังจากต่อสู้กันหลายครั้งเย่เฉินก็ถอนหายใจอีกครั้ง
ในช่วงเวลานี้เย่เฉินมองไปบนก้อนเมฆอยู่หลายครั้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นใบหน้าอันแก่ชราของเก๋อหงและนักพรตชิงหยางก็ยิ่งมีความรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
ทั้งสองคนต่างเป็นเพื่อนที่ร่วมทุกข์สุขมาด้วยกันศิษย์แท้จริงของตนเองก็ถูกเย่เฉินทำร้ายจนเกือบพิการไปก็มากมายโดยเฉพาะศิษย์ที่ชื่อเจียงเฮ่า ของนักพรตชิงหยางก็ต้องมาพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของเย่เฉิน ศิษย์แท้จริงที่นั่งอยู่ด้านล่างก็เต็มไปด้วยการสูญเสีย และมีไม่กี่คนที่ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้
สำหรับเก๋อหงยอดเขาตี้หยางของพวกเขาก็ไม่มีอะไรดีไปกว่ากันผู้นำศิษย์อย่างจื่อซานก็เพิ่งจะพ่ายแพ้ไปศิษย์แท้จริงที่สามารถเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศจึงมีเพียงไม่กี่คน
ในฐานะที่เป็นประมุขที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองของสามยอดเขาแห่งสำนักนอกใบหน้าของพวกเขา ล้วนแต่ต้องเสียหน้าเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อมองไปยังเย่เฉินสายตาของพวกเขาทั้งสองต่างมองมาอย่างร้ายกาจ หากไม่ใช่เพราะเป็นเย่เฉินพวกเขาสองยอดเขาก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้และพวกเขาก็คงจะไม่กลายเป็นตัวตลกของสำนักเหิงเยว่
“เป็นเพราะพวกเจ้าหยิ่งเกินไป”เย่เฉินพูดอย่างเย็นชา
“เจ้าหนุ่มยั่วโมโหข้าให้มันน้อยๆ หน่อย” ในตอนนี้ มีเสียงของหญิงสาวดังลอยมาในหูของเย่เฉิน
เมื่อได้ยินเสียงนั้นเย่เฉินก็ไอแห้งๆ และอดไม่ได้ที่จะมองขึ้นไปยังฉู่ซวนเอ๋อร์ที่อยู่บนเมฆซึ่งกำลังมองดูเขาอยู่อย่างไม่สบอารมณ์“ข้าไม่ต้องการรับเจ้าเป็นศิษย์แล้วจะต้องมาแบกรับศัตรูที่มากมายเช่นนี้"
“เรื่องนี้จะมาโทษข้าไม่ได้”เย่เฉินดึงหูตนเองและทำท่าทางไร้ยางอาย
“อ่อนน้อมกับข้าด้วย”
“รู้แล้ว”
หลังจากได้รับคำเตือนจากผู้เป็นว่าที่อาจารย์เย่เฉินก็ทำตัวเรียบร้อย และนั่งลงบนที่นั่งอย่างช้าๆ
ยามราตรีเคลื่อนผ่านมาอีกครั้งไข่มุกวิญญาณก็สว่างขึ้น แต่การประลองในรอบที่สามของสำนักนอกยังคงเต็มไปด้วยความคึกคักดั่งไฟที่กำลังลุกโชนในการประลองรอบที่สามนี้ กินเวลายาวนานกว่าที่คาดไว้มาก
และในขณะที่ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดเย่เฉินก็หลุดออกจากสภาวะที่อ่อนแรง
หลังจากการประลองในรอบที่สามจบลงก็จะเป็นการแข่งขันคืนชีพ เขาจึงไม่อยากจะให้มีเรื่องไร้สาระอะไรเกิดขึ้นอีกแล้ว
“เฮ้! เจ้าเคยได้ยินไหม ว่าสำนักเจิ้งหยางมีสิ่งที่เรียกว่าร่างศักดิ์สิทธิ์”เซี่ยอวิ๋นที่นิ่งเงียบมานานได้ใช้นิ้วสะกิดเย่เฉิน
“ร่างศักดิ์สิทธิ์?” เมื่อได้ยินคำนี้ เย่เฉินก็มีสีหน้าที่ดูประหลาดใจ
เขาเคยเป็นสมาชิกของหอข่าวกรองแห่งสำนักเจิ้งหยางทำไมเขาจะไม่รู้จักร่างศักดิ์สิทธิ์ นั่นเป็นร่างกายที่ได้รับความวิเศษจากสวรรค์ได้ยินมาว่ามันคือสาขาหนึ่งของเผ่าเทวะพวกเขาจะได้รับการเปิดสติปัญญามาตั้งแต่กำเนิด มีพลังการฟื้นฟูที่น่าตกใจในเลือดนั้นมีพลังวิชาที่ลึกลับซ่อนเอาไว้ภายใน เพียงแค่มันถูกปลุกขึ้นมาก็จะกลายเป็นคลังสมบัติที่มหาศาลมาก
โดยปกติแล้วเรื่องความน่ากลัวของร่างศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มีเพียงเท่านี้เพียงแต่คนที่มีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่ติดตัวมา บางทีก็อาจจะสามารถดึงดูดพลังฟ้าดินเข้ามาได้ผู้ฝึกตนในขั้นสมานญาณเท่านั้นจึงจะได้รับสิทธิการเข้าถึงเช่นนี้
เขายังเคยเห็นความลับหนึ่งในห้องเก็บเอกสารของหอข่าวกรองเมื่อสองพันปีก่อนแคว้นต้าฉู่เคยมีร่างศักดิ์สิทธิ์ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นด้วยฐานการฝึกตนในระดับฝึกวิญญาณ และเข้าใกล้ระดับขั้นสวรรค์จนสร้างความตกตะลึงไปทั้งต้าฉู่
ทำไมเย่เฉินจะคิดไม่ถึงว่าหลังจากสองพันปีผ่านไปต้าฉู่จะค้นพบร่างศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งและยังคงเกิดขึ้นในสำนักเจิ้งหยางอันเป็นสำนักเก่าของเขา
“เหมือนจะได้ยินมาว่าเป็นผู้ที่มีนามว่า จีหนิงซวง แต่ชื่อนี้ ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน”ระหว่างเย่เฉินครุ่นคิด เซี่ยอวิ๋นก็พูดขึ้นมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“จีหนิงซวงหรือ?”