ท่ามกลางราตรีกาลที่คืบคลานเข้ามาความตื่นเต้นผลักดันให้ชิงกังมุ่งตรงไปยังเทพต้นไม้ในทันที
นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านเทพต้นไม้เรียกหาด้วยตนเองความรู้สึกของชิงกังในเวลานี้จึงยากจะบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำได้
“นี่ฉันกำลังจะได้รับการยอมรับจากท่านเทพต้นไม้แล้วใช่ไหม?”
“อืม... น่าจะใช่”
หัวใจของชิงกังเต้นระรัวเขาเร่งฝีเท้าไปข้างหน้าจนมาหยุดนิ่งอยู่ห่างจากอวี๋จื่ออวี๋เพียงสิบเมตร
จากนั้นเขาก็โน้มกายลงอย่างนอบน้อมพร้อมเอ่ยว่า “ข้าน้อยขอคารวะท่านเทพต้นไม้”
“อืม”
อวี๋จื่ออวี๋พยักหน้าแผ่วเบาสายตาทอดมองชายมีหนวดเครารกครึ้ม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงราบเรียบว่า
“เจ้ามาอยู่ที่นี่นานเท่าไรแล้ว?”
“นานแค่ไหนอย่างนั้นเหรอครับ?”
ชิงกังชะงักไปเล็กน้อย คล้ายจะตั้งตัวไม่ทันจากนั้นจึงนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วตอบกลับไปว่า
“เรียนท่านเทพต้นไม้ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยี่สิบสองวันแล้วครับ”
“ยี่สิบสองวันสินะ...”
อวี๋จื่ออวี๋พึมพำกับตนเองพลางแหงนมองท้องฟ้ายามค่ำคืน
แม้จะมีม่านหมอกหนาทึบบดบังทว่าเขาก็ยังคงมองเห็นดวงจันทร์ที่สาดแสงนวลตา
นับแต่ยุคฟื้นคืนพลังวิญญาณท้องฟ้ายามค่ำคืนดูจะกระจ่างใสขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ดวงดาวระยิบระยับและดวงจันทร์ก็ทอแสงสว่างสดใสอย่างยิ่ง
ในเวลานั้นเองดูเหมือนชิงกังจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศผิดแปลกไปเขาจึงกัดฟันถามออกไปอย่างระมัดระวังว่า
“ท่านเทพต้นไม้ ที่ท่านเรียกผมมาในคราวนี้มีเรื่องอะไรจะสั่งการเหรอครับ?”
“...”
ทว่าเรื่องที่ทำให้ชิงกังรู้สึกอึดอัดจนหายใจลำบากก็คือคำถามของเขาได้รับกลับมาเพียงความเงียบงันราวกับความตาย
ใช่แล้ว... มันคือความเงียบงันที่น่าใจหาย
มวลอากาศรอบตัวคล้ายจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะจนกระทั่งในที่สุด เสียงหนึ่งดังกึกก้องขึ้นที่ข้างหูของชิงกัง
“เจ้า... ฆ่าคนได้ไหม?”
น้ำเสียงนั้นแผ่วเบา ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆเจือปน มีเพียงความเฉยชาประหนึ่งเป็นการถามไถ่เรื่องสารทุกข์สุกดิบ
“ฆ่าคนเหรอครับ?”
ชิงกังถึงกับชะงักไปชั่วครู่
แต่ไม่นานนักราวกับว่าเขาตระหนักถึงบางสิ่งได้ ใบหน้าพลันซีดเผือดลง แต่ที่น่าประหลาดใจคือชายหนุ่มกลับพยักหน้าตอบรับอย่างหนักแน่น
“ผมยังไม่เคยฆ่าใคร...แต่ถ้าท่านเทพต้นไม้ต้องการ ผมก็จะทำ...”
ขณะที่รับฟังการตอบรับของชิงกังอวี๋จื่ออวี๋ก็สังเกตเห็นว่ามือทั้งสองข้างของชายฉกรรจ์คนนี้กำแน่นจนเส้นเอ็นปูดโปน
หวาดกลัว... หรือว่า...
อวี๋จื่ออวี๋มองชิงกังด้วยรอยยิ้มลึกลับที่ก้ำกึ่งระหว่างยิ้มกับไม่ยิ้มก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมาว่า
“ถ้าอย่างนั้น จงไปฆ่ามนุษย์...ฆ่าพวกเขาให้ข้าดู”
สิ้นคำ บรรดามวลเมฆและหมอกพลันก่อตัวขึ้นบิดม้วนเป็นรูปร่างคล้ายหัวลูกศรชี้ทางบนฟากฟ้า
นี่คงเหมือนกับ‘เซียนชี้ทาง’ ตามตำนานอย่างนั้นสินะ
“รับทราบครับ ท่านเทพต้นไม้!”
‘พลั่ก!’ ชิงกังทรุดกายคุกเข่าลงข้างหนึ่งกับพื้นโดยไม่คิดจะเอ่ยถามเรื่องใดเพิ่ม
เขาไม่รู้ว่าเป้าหมายคือใครและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่
แต่ในเมื่อเป็นความประสงค์ของท่านเทพต้นไม้เขาก็จะลงมือทำอย่างไม่มีเงื่อนไข
ในเมื่อตัดสินใจจะละทิ้งโลกเบื้องหลังเพื่อติดตามท่านเทพต้นไม้แล้วจะมาลังเลกับบททดสอบเพียงแค่นี้ได้อย่างไร?
ชิงกังยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มอันเย็นเยียบพลางจ้องมองไปยังลูกศรเมฆหมอกบนฟากฟ้า
“ตึก ตึก ตึก...”
ฝีเท้าเริ่มก้าวเร็วขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดก็พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกศรที่หลุดจากสาย มุ่งตรงไปยังทิศทางที่ลูกศรเมฆหมอกชี้นำอย่างไม่ลดละ
เพียงไม่นานหลังจากชิงกังจากไปกลุ่มควันสีแดงจางๆ ก็ลอยละล่องตามทิศทางนั้นไปอย่างเงียบเชียบ
.....
ยามค่ำคืนคืบคลานปกคลุม
และค่ำคืนท่ามกลางขุนเขาแห่งหมอกก็ยิ่งน่าขนลุกเป็นพิเศษม่านหมอกหนาทึบปกคลุมขยายวงกว้างจนมองไม่เห็นแม้เงาของดวงดาวแม้แต่แมกไม้ในป่าก็ยังเคลื่อนไหวเหมือนปีศาจร้ายที่กำลังอ้าปากกว้างเตรียมจะกลืนกินผู้คน
ทว่านั่นยังมิใช่เรื่องที่น่าพรั่นพรึงที่สุด
เรื่องที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือเสียงลมหวีดหวิวโหยหวนราวกับสัตว์ป่ากำลังคำรามใส่ดวงจันทร์ชวนให้ขนลุกซู่ไปทั่วทั้งร่าง
“บัดซบเอ๊ย สถานที่ผีสิงหรือไงเนี่ย”
ชายร่างกำยำคนหนึ่งซึ่งกำลังยืนเฝ้ายามอยู่หน้ากลุ่มเต็นท์บ่นพึมพำอย่างหัวเสียจากนั้นก็ยกมือขวาขึ้นคลำที่เอวตามสัญชาตญาณ
แต่เพียงครู่เดียว คล้ายเขาจะนึกบางอย่างออกมือขวาที่กำลังขยับก็หยุดชะงักลง...
ในระหว่างปฏิบัติภารกิจเขาไม่ได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่โดยเด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้นภารกิจในคราวนี้ยังเป็นภารกิจสำคัญที่มีการกำหนดพิกัดไว้อย่างเฉพาะเจาะจง
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองกลุ่มเต็นท์ที่ตั้งอยู่ด้านหลัง
ภายในเต็นท์เหล่านั้นล้วนเป็นบุคคลสำคัญระดับสูงทั้งสิ้น
เหล่านักเรียนอัจฉริยะจากศูนย์วิจัยพลังวิญญาณหมายเลข 3...ด้วยเหตุผลบางประการทำให้ชายร่างกำยำคนนี้โชคดีได้รับมอบหมายให้ร่วมทีมกับพวกเขา
ทว่าสถานะของคนเราย่อมมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ในฐานะทหารธรรมดาที่รับใช้ชาติมานานกว่าสิบปีเขากลับต้องคอยก้มหัวและเงยหน้ามองเด็กหนุ่มสาวที่อยู่สูงกว่าเพียงไม่กี่คนนี้
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
ในฐานะอัจฉริยะจากศูนย์วิจัยพลังวิญญาณหมายเลข 3พวกเขาล้วนได้รับการประโคมทรัพยากรจากสหพันธรัฐและพรสวรรค์ของพวกเขาก็โดดเด่นเหนือชั้น
ในยามนี้พวกเขาส่วนใหญ่ได้ก้าวข้ามเข้าสู่ระดับแรกเริ่มขั้นที่หกแล้ว
กลุ่มยอดฝีมือที่เปรียบเสมือน‘ปืนใหญ่เดินได้’ เหล่านี้ชายร่างกำยำไม่กล้าแม้แต่จะหยาบคายเพียงเล็กน้อย
ด้วยเหตุนี้การอาสาออกมาเฝ้ายามร่วมกับสหายเก่าในทุกค่ำคืนจึงกลายเป็นหน้าที่หลักที่พวกเขาต้องแบกรับ
แต่นั่นก็นับว่าดีแล้ว
เมื่อมีอัจฉริยะเหล่านี้คอยคุ้มกันอยู่เบื้องหน้าพวกเขาที่เป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนย่อมรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้าง
ชายร่างกำยำหัวเราะขมขื่นในใจพลางหยิบกิ่งไม้แห้งขึ้นมาคาบไว้ในปากแก้ขัด
....
ทว่าในวินาทีนั้นเองทั้งชายร่างกำยำและบรรดาผู้เฝ้ายามคนอื่นๆ กลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่ามีร่างหนึ่งกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบผ่านม่านหมอกที่ปกคลุมอยู่ไกลออกไป
“ทหารอย่างนั้นเหรอ?”
เมื่อทอดสายตามองไปยังร่างสวมเครื่องแบบเต็มยศที่อยู่ไม่ไกลใบหน้าของชิงกังพลันเปลี่ยนสี
ทหาร... ไม่สิควรเรียกกองทัพที่เป็นดั่งคมดาบของชาติไม่ใช่กลุ่มที่คนธรรมดาทั่วไปจะหาญกล้าไปตอแยได้
พวกเขาคือตัวแทนแห่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของประเทศ...
ทว่า... ราวกับชิงกังจะฉุกคิดถึงบางสิ่งได้เขากลับยิ่งกำหมัดแน่นขึ้นกว่าเดิม
ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะไม่เหลือทางเลือกอื่นให้เดินแล้ว
เทพต้นไม้ชี้ทางให้เขามายังที่แห่งนี้จุดประสงค์นั้นชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยเป็นคำพูด
แทนที่จะเรียกว่าเป็นการฆ่าคนเขาควรเรียกมันว่า ‘บททดสอบ’ เสียมากกว่า
หากทำงานที่ได้รับมอบหมายสำเร็จเขาอาจจะได้กลายเป็นคนสนิทที่ท่านเทพต้นไม้ไว้ใจ
ทว่าหากล้มเหลวความตายย่อมเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ชิงกังเผยรอยยิ้มสมเพชตนเอง ปลายเล็บของเขาจิกลงไปในเนื้อจนเจ็บแสบ
เขาไม่อยากตาย... ไม่อยากตายจริงๆ
ในยุคเหนือธรรมชาติเช่นนี้เขายังมีเรื่องราวอีกมากมายที่ปรารถนาจะลงมือทำ
ดังนั้น...
ในเมื่อเขาไม่อยากเป็นฝ่ายตายมีเพียงทางเดียวคือ ‘คนอื่น’ ต้องเป็นฝ่ายตายแทน
ชิงกังขบกรามแน่นพลางจ้องมองไปยังเต็นท์ที่อยู่มิไกลในดวงตาของเขาพลันสาดประกายสังหารอันเย็นเยียบออกมา
“พวกคุณ...ไม่ควรย่างกรายมาที่นี่เลยจริงๆ”
ชิงกังถอนหายใจยาวในใจอีกรอบก่อนจะกระทืบเท้าลงบนพื้นดินอย่างแรง
“ตูม!”
พร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่นร่างของเขาพุ่งทะยานเข้าหาค่ายพักแรมราวกับรถถังที่บ้าคลั่ง
เมื่อตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดแล้วไม่มีความจำเป็นต้องลังเลอีกต่อไป
ส่วนเรื่องการเตรียมแผนรับมือล่วงหน้านั้นยิ่งไม่จำเป็น
ในฐานะผู้แข็งแกร่งระดับแรกเริ่มขั้นที่แปดการรับมือกับกลุ่มเด็กน้อยที่เพิ่งจะแตะระดับแรกเริ่มขั้นที่หกและเจ็ดหากยังต้องวางแผนให้วุ่นวาย คงประเมินความต่างของระดับพลังต่ำเกินไปเสียแล้ว
แน่นอนว่าในวินาทีนี้ชิงกังอดไม่ได้ที่จะนึกถึง ‘พี่ห้า’ หรือพี่มดทองคำ
หากเป้าหมายเป็นพี่ห้าเขาคงจะเป็นฝ่ายที่ต้องตื่นตระหนกเสียเอง
ทว่ายามนี้เมื่อต้องเผชิญกับมนุษย์ด้วยกันเขาซึ่งเป็นชายร่างกำยำสายเสริมพลังกาย ย่อมเป็นผู้คุมกฎที่แท้จริง
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น...
ชิงกังได้สังเกตเห็นความผิดปกติของม่านหมอกรอบด้านแล้ว
มวลหมอกค่อยๆ หมุนวนก่อตัวเป็นวังวนหนาทึบปกคลุมกลุ่มเต็นท์และตัวของชิงกังเอาไว้ภายในอย่างมิดชิด
“ท่านเทพต้นไม้...”
ชิงกังพึมพำแผ่วเบาความมุ่งมั่นในใจกลับยิ่งกล้าแกร่งขึ้นทวีคูณ
“ผมขอเป็นดั่งคมดาบในมือของท่าน...ขอเพียงท่านช่วยลับดาบเล่มนี้ให้คมกล้ายิ่งขึ้นด้วยเถิด!”