สิ้นเสียงนั้นอาจารย์อู๋ก็ทอดถอนใจออกมาอย่างหนักหน่วง “นายน่ะยังเด็กเกินไปทนรับความลำบากนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่ไหวแล้ว”
“ฉันเข้าใจว่านายต้องการความยุติธรรม แต่รอให้นายอายุเท่าฉันก่อนเถอะแล้วนายจะรู้ว่าโลกใบนี้มันไม่มีความยุติธรรมมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
“สวีเหรินเอ๋ย อย่าใช้อารมณ์ให้มันมากนักเลยคิดถึงอนาคตของตัวเองให้มากหน่อยดีกว่า”
“อนาคตของผมงั้นเหรอครับ...อนาคตที่ว่าคือการที่ผมต้องกล้ำกลืนฝืนทนยอมรับเรื่องนี้เพื่อเอาไปแลกผลประโยชน์กับหวังเจี้ยนหมิงน่ะหรือครับ!”
สวีเหรินโกรธจัดจนน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาสั่นพร่า“ผมไม่แลก! อนาคตของผม ผมจะสร้างมันขึ้นมาด้วยมือของผมเอง!”
อาจารย์อู๋แค่นหัวเราะออกมาอย่างดูแคลน“โบราณว่าไว้ 'เป็นครูเพียงวันเดียวก็นับเป็นพ่อตลอดชีวิต' เรื่องยังไม่ชัดเจนแต่นายกลับเที่ยวไปใส่ร้ายป้ายสีอาจารย์ตัวเองหน้าตาเฉยแบบนี้ถ้าเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป อย่าว่าแต่อนาคตการทำงานเลยนายจะเรียนจบหรือเปล่ายังไม่รู้เลย”
“คุณ...”
สวีเหรินตั้งท่าจะสวนกลับแต่ก็ถูกอีกฝ่ายพูดแทรกขึ้นทันควัน “สวีเหรินบางเรื่องก็อย่าไปจริงจังกับมันนักเลย ลองคิดดูสิถ้าตอนนี้นายได้รับสิทธิ์ให้ทำงานต่อในมหาลัยหรือทางมหาลัยส่งตัวนายไปเรียนต่อปริญญาเอก เด็กยากจนจากบ้านนอกอย่างนายอนาคตคงได้พุ่งทะยานไปไกลแน่ๆ”
เมื่อได้ยินคำข่มขู่ที่ฉาบไว้ด้วยคำตักเตือนเหล่านั้นแววตาของจี้ทิงก็ค่อยๆ หม่นแสงลงความทรงจำในอดีตพลันย้อนกลับไปยังห้องสี่เหลี่ยมที่แสนอับทึบห้องนั้น...
‘เด็กน้อย นายไม่จำเป็นต้องทำเรื่องให้มันยากขนาดหรอกนะมันไม่ส่งผลดีกับใครทั้งนั้น’
‘เด็กกำพร้าที่ไม่มีทั้งตระกูลหนุนหลัง ไม่มีภูมิหลังอะไรเลยอย่างนายถ้าไม่ใช่เพราะคณบดีเจิ้งยอมรับเข้าเรียนเป็นกรณีพิเศษในตอนนั้นนายจะมีวันนี้ได้เหรอ?’
‘มันก็แค่ชุดข้อมูลชุดหนึ่งที่ยังไม่ได้เอาไปใช้จริงด้วยซ้ำจะเป็นของใครมันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ...’
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในหัวอยู่ๆ มือข้างหนึ่งก็คว้าเข้าที่ข้อมือของเขาอย่างแรง
“นายเป็นอะไรไป?”
จี้ทิงเงยหน้าขึ้นแววตายังคงหลงเหลือร่องรอยของอารมณ์ที่ยังสลัดไม่หลุด“หืม?”
“หืมอะไรของนาย” จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วจ้องหน้าเขา“ทำไมหน้าซีดขนาดนี้?”
ลู่เหยียนชูเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“จี้ทิง นายไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
จี้ทิงมองคนทั้งคู่ก่อนจะดึงสติกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ “เปล่าครับแค่เมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับน่ะ”
จี้เยี่ยนจื๋อยังคงรู้สึกถึงความผิดปกติเมื่อครู่เขาได้ยินเสียงลมหายใจของจี้ทิงหนักหน่วงและถี่กระชั้นราวกับว่ามีเรื่องหนักใจบางอย่างกดทับอยู่ข้างใน
เขากำลังจะอ้าปากถามทว่าลู่เหยียนชูกลับชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน “ถ้าง่วงก็กลับไปพักที่รถก่อนเถอะตรงนี้พวกเราจัดการเอง”
จี้ทิงส่ายหน้าเบาๆพลางหยัดกายลุกขึ้นจากเก้าอี้ “ไม่ต้องหรอกผมจะไปหาสวีเหรินที่ห้องข้างๆ”
ทั้งสองคนชะงักไปอย่างแปลกใจไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงเปลี่ยนใจขึ้นมา
“ทางนั้นยังไม่ได้ข้อสรุปเลย ถ้านายเข้าไปตอนนี้หัวหน้าภาควิชาคนนั้นนั่นจะกล้าพูดจาไร้ยางอายต่อหน้าคนอื่นได้อีกเหรอ?” จี้เยี่ยนจื๋อทักท้วง
จี้ทิงรู้ดีว่าตนเองกำลังใช้อารมณ์แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า [ฉันไม่อยากให้สวีเหรินต้องเป็นเหมือนฉันในตอนนั้น...ที่ต้องเผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง]
หางตาของจี้เยี่ยนจื๋อกระตุกวูบคำพูดนี้หมายความว่าอะไร ที่ว่าสวีเหรินเหมือนกับเขามันคืออะไรกันแน่
หัวใจของเขาดิ่งวูบลงด้วยความรู้สึกหนักอึ้งหรือว่า... ผลงานวิจัยของจี้ทิงเองก็เคยถูกคนอื่นขโมยไปเหมือนกัน
ทางด้านลู่เหยียนชูที่ได้ยินความในใจนี้เช่นกันทว่าปฏิกิริยาของเขากลับต่างจากจี้เยี่ยนจื๋อโดยสิ้นเชิงเขาลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ถ้านายทนเห็นเสี่ยวสวีถูกรังแกไม่ได้พวกเราก็ไปด้วยกันเลยสิ”
จี้ทิงส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เป็นไรครับ ผมไปคนเดียวก็พอ”
“ในเมื่อปลาติดเบ็ดแล้ว พวกเราก็แค่ไปเก็บสายเท่านั้นเอง” ลู่เหยียนชูพูดพลางยิ้มแล้วชี้ไปที่โทรศัพท์บนโต๊ะ “จี้ทิงช่วยส่งไฟล์เสียงเมื่อกี้ให้ฉันหน่อยได้ไหม?”
จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองเขาด้วยสายตาเย็นชาแต่ก็นับว่าเป็นครั้งแรกที่เขาไม่ได้เอ่ยขัดขึ้นมา
จี้ทิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วส่งไฟล์ผ่านวีแชตไปให้ลู่เหยียนชูรับไฟล์แล้วส่งต่อให้ผู้ช่วยทันที พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า [รบกวนหน่อยทำซับไตเติลมาให้ด้วย]
“เอาล่ะ พวกเราไปกัน...” เขายังพูดไม่ทันจบจี้เยี่ยนจื๋อก็คว้าแขนจี้ทิงเดินออกไปทันที
ลู่เหยียนชูหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ“ใจแคบซะจริง”
เพียงไม่กี่ก้าวประตูห้องรับรองก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกเข้ากับผนังและเด้งกลับดังปัง
คนข้างในทั้งสองคนสะดุ้งสุดตัวอาจารย์อู๋ยังคงถือแก้วค้างอยู่ในมือพลางถามด้วยความมึนงง“พวกคุณเป็นใครกัน?”
ส่วนสวีเหรินที่ขอบตายังแดงก่ำก็ได้แต่ยืนงงไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ พวกเขาถึงบุกเข้ามาตอนนี้ “อาจารย์จี้ครับ...”
จี้เยี่ยนจื๋อยืนตระหง่านราวกับยมทูตหน้าตายเขาจ้องมองอาจารย์อู๋ด้วยสายตาเหยียดหยาม “หวังเจี้ยนหมิงไม่ได้บอกคุณหรือไงว่าเทคโนโลยีที่เขาขโมยไปน่ะ... เป็นของกลุ่มบริษัทซื่อลี่?”
หวังเจี้ยนหมิงไม่ได้บอกจริงๆเขาบอกกับทางโรงเรียนเพียงว่าสวีเหรินเป็นคนค้นพบวัสดุก็จริงแต่ข้อมูลการทดลองทั้งหมดเป็นฝีมือของเขา ถือว่าเป็นผลงานร่วมของทั้งคู่
แถมเขายังให้คำมั่นสัญญาส่วนตัวกับอาจารย์อู๋ว่าถ้าจัดการสวีเหรินได้เรียบร้อย ในอนาคตค่าสิทธิบัตรไม่ว่าจะได้มาเท่าไหร่เขาจะแบ่งให้อาจารย์อู๋ถึงสามสิบห้าเปอร์เซ็นต์
วินาทีนี้อาจารย์อู๋ถึงกับไปไม่เป็นเขาคิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้จะไปเกี่ยวพันกับยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่มบริษัทซื่อลี่เข้าเขาขมวดคิ้วเคร่งเครียดพลางพยุงตัวลุกจากเก้าอี้ “คุณคือ...”
เขายังพูดไม่ทันจบลู่เหยียนชูก็เดินตามเข้ามา “ท่านนี้คือประธานกลุ่มบริษัทซื่อลี่คุณจี้เยี่ยนจื๋อครับ”
อาจารย์อู๋สั่นสะท้านไปทั้งตัวลู่เหยียนชูจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ส่วนผมชื่อลู่เหยียนชูเป็นเพื่อนของสวีเหรินครับ”
ลู่เหยียนชูแนะนำตัวเองราวกับว่าเป็นเพียงคนนอกที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไรทว่ามีหรือที่อาจารย์อู๋จะจำเขาไม่ได้ เมื่อช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาครอบครัวของเขายังไปนั่งดูภาพยนตร์ที่ลู่เหยียนชูแสดงในโรงหนังอยู่เลย
เขารู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางแสกหน้ามุมปากกระตุกสั่นระริก “พวก... พวกคุณ... ผม...”
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?!
ไม่ใช่ว่าสวีเหรินเป็นแค่เด็กนักเรียนยากจนหรอกเหรอแล้วทำไมถึงไปรู้จักกับประธานกลุ่มบริษัทระดับโลกและซูเปอร์สตาร์ชื่อดังได้ล่ะเนี่ย
ท่ามกลางความเงียบงันจี้ทิงที่นิ่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้น “จี้เยี่ยนจื๋อพี่กับคุณลู่ช่วยออกไปรอข้างนอกก่อนได้ไหมครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อหันมามองเขาอย่างไม่เห็นด้วยทว่าจี้ทิงกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ขอเวลาเดี๋ยวเดียวครับแค่สิบนาที”
ถ้าทั้งสองคนนี้ยังอยู่ตรงนี้คำพูดที่เขาจะพูดต่อจากนี้คงพูดไม่ได้
ลู่เหยียนชูดูเหมือนจะสังเกตเห็นบางอย่างเขาจึงยอมหมุนตัวเดินออกไปก่อนส่วนจี้เยี่ยนจื๋อทำเพียงส่งสายตาคาดโทษไปทางอาจารย์อู๋ครู่หนึ่งแล้วจึงเดินออกจากห้องไปเช่นกัน
เมื่อบานประตูโถงปิดลงจี้ทิงก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดโหมดบันทึกวิดีโอแล้วยื่นให้สวีเหริน“คุณถ่ายเอาไว้นะ”
สวีเหรินรับโทรศัพท์มาอย่างงงๆก่อนจะเดินอ้อมโต๊ะมายืนประจันหน้ากับทั้งสองคนแทน
จี้ทิงหันกลับมาจ้องมองอาจารย์อู๋ด้วยสายตาเรียบนิ่ง“เนื้อหาที่บันทึกได้หลังจากนี้ คุณควรจะส่งให้คณบดีของคุณโดยตรงเพื่อให้เขาเป็นคนตัดสินความผิดเองจะดีกว่า”
อาจารย์อู๋ลอบกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบากในอกรู้สึกอึดอัดและหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก “นาย...นายคิดจะทำอะไร?”
ทางด้านจี้เยี่ยนจื๋อและลู่เหยียนชูเมื่อออกมาแล้วก็กลับไปที่ห้องข้างๆแต่ครั้งนี้จี้เยี่ยนจื๋อไม่ยอมนั่งลงเด็ดขาด
ลู่เหยียนชูหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูวีแชตเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ แต่ทั้งสองคนกลับไม่ได้ยินเสียงในใจของจี้ทิงเลยแม้แต่น้อย
“คุณว่า จี้ทิงจะพูดอะไรกับอาจารย์คนนั้น?”
จี้เยี่ยนจื๋อไม่แม้แต่จะชายตามองเขาพลางเอ่ยประชด “ถ้านายสนใจขนาดนั้นก็เอาหูไปแนบประตูแอบฟังเลยสิ”
ลู่เหยียนชูยักคิ้ว“ทำอย่างกับว่าคุณเองไม่สงสัยงั้นแหละ”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็น“ฉันถามเขาตรงๆ ได้ แต่นายทำได้หรือเปล่าล่ะ?”
“หืม...” ลู่เหยียนชูดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออกเขาเผยรอยยิ้มมีเลศนัย “จะทำได้หรือไม่ได้มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะ”
จี้เยี่ยนจื๋อเห็นท่าทางแบบนั้นก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายคิดจะลองเชิงจี้ทิงผ่านเสียงในใจจนเขารู้สึกคันไม้คันมืออยากจะสั่งสอนคนขึ้นมาทันที
โครมมม!
จู่ๆเสียงกระแทกอย่างแรงก็ดังมาจากห้องข้างๆทั้งสองคนหน้าเปลี่ยนสีพร้อมกันก่อนจะรีบสาวเท้าไปยังห้องเกิดเหตุทันที
เมื่อจี้เยี่ยนจื๋อผลักประตูเข้าไปก็เห็นจี้ทิงและสวีเหรินยืนอยู่ด้านข้างส่วนอาจารย์อู๋คนนั้นกลับลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นราวกับคนหมดสติโดยมีเก้าอี้ตัวหนึ่งล้มระเนระนาดอยู่ข้างกายเขา