ภายในโรงรถก่อนข้างมืดเนืองจากประตูใหญ่ที่เปิดออกสู่ทางวิ่งกับถนนใหญ่บิดไว้ แสงสว่างในยามนี้มีเพียงดวงไฟหลอดเดียวที่ธัดเปิดไว้เหนือส่วนที่เขาจัดให้แม่สุนัขพันธุ์ไอริชกับลูกน้อยของมันนอนอยู่ อากาศก่อนข้างอับเต็มไปด้วยกลิ่นสาบ จะด้วยเหตุผลประการใดก็ตามบรรยากาศเช่นนี้มันเตือนใจให้เอลิซาเบธต้องนึกไปถึงบรรยากาศภายในคอกม้าที่อยู่ในความเพ้อฝันของเธอ
แม้พอจะออกคำสั่งห้ามไม่ให้ลูก ๆ เข้าไปรบกวนแม่สุนัขด้วยเกรงว่ามันจะเกิดไม่พอใจขึ้นมา แต่ขณะนี้สองพี่น้องก็กำลังคลานงุ่มง่ามเข้าไปยังผ้าห่มเก่าที่ปูไว้ ยกมือขึ้นตบหัวนางตัวแม่แล้วก็ลูบคลำลูกเล็ก ๆ ของมันอยู่ เอลิซาเบธออกจะใจหายใจคว่ำ กลัวเหลือเกินว่าแมทกับเมแกนอาจจะคลานไปทับลูกสุนัขเข้าได้ และเป็อีกครั้งหนึ่งที่เธอต้องเตือนลูกให้ระมัดระวัง
“ไม่เป็ไรหรอก” ธัดบอก รุนปลายศอกให้เธอเดินลึกเข้าไปภายใน
“ขออนุญาตอุ้มสักตัวได้ไหมคะแม่ ... ได้โปรดเถอะนะคะ” เมแกนร้องขอขึ้น
“ไม่รู้สินะ” เธอตอบอย่างไม่มั่นใจเลย แม้ว่าแม่สุนัขจะมีท่าทางสงบเสงี่ยม แต่ธรรมชาติของมันในตอนนี้ ค่อนข้างจะหวงลูกและอาจจะโมโหขึ้นมาง่าย ๆ ด้วย้าปกป้องลูกน้อยของมันไว้
“ผมว่านังเพนนีมันไม่รังเกียจอะไรหรอกครับ ระวังหน่อยก็แล้วกันนะแมท” ธัดเตือนเด็กชาย
ทั้งเมแกนและแมทต่อย ๆ อุ้มลูกสุนัขขึ้นอย่างระมัดระวังเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุด เอลิซาเบธก็พบว่าตัวเองทำแบบเดียวกับลูกด้วย ใครเล่าจะทนมองดูลูกสุนัขตัวเด็ก ๆ น่ารักอยู่เฉย ๆ ได้
“ช่างน่ารักเหลือเกิน” เธอพูดเสียงเบาเมื่อคุกเข่าและขยับเข้าไปเพื่อจะได้ดูลูกสุนัขเ่าั้อย่างใกล้ชิดเพนนี สุนัขเืไอริชมิได้แสดงความแหนหวงลูกมันอย่างที่เธอหวาดหวั่นอยู่
“อยากจะอุ้มสักตัวไหมล่ะ”
เอลิซาเบธมองมาทางธัดเห็นเขาอยู่ในท่านั่งคุกเข่าข้างหนึ่งชันขาขึ้นไว้ข้างหนึ่ง แสงสว่างจากหลอดไฟทาบลงบนเสี้ยวหน้าด้านข้างกระทบเรือนผมที่เปลี่ยนเป็สีเงินไปได้อย่างประหลาด
เขาเป็คนที่มีรูปหน้าสมสัดส่วนมาก ใบหน้าที่นอกจากจะคมสันแล้วก็ยังบ่งบอกถึงความเข้มแข็งในจิตใจอีกด้วย เป็ใบหน้าที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงสามารถตัดสินใจได้ในทันที ไม่ใช่ลักษณะของคนหาเื่ แต่จะไม่ยอมให้ใครมาลบหลู่ได้ง่าย ๆ
มันมีอะไรบางอย่างที่บอกถึงธรรมชาตินิสัยค่อนข้างอ่อนไหวของเขาอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบริมฝีปากที่ ได้รูปนั้น มันไม่ถึงกับสวยแต่รอยที่กดลึกลงสองข้างเน้นรูปปากให้เด่นชัดขึ้น ทุกส่วนสัดของร่างกายผู้ชายคนนี้บอกความเป็ชายชาตรีทุกกระเบียดนิ้วทีเดียว
มันมีความหน่วงหนักบังเกิดขึ้นในอก ริมฝีปากแห้งผากลงโดยไม่รู้ตัว เธอเพียงแต่พยักหน้าแทนคำตอบต่อคำถามของเขา และธัดก็โอบอุ้มลูกสุนัขขึ้นอย่างอ่อนโยน มันส่งเสียงร้องกรีดกราดอย่างไม่พอใจที่ถูกดึงตัวออกจากนมแม่ ซึ่งทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาพร้อมกัน และธัดเอาลูกสุนัขตัวกลมขนปุยวางลงในอุ้งมือของเอลิซาเบธ เธอยกร่างน้อย ๆ นั้นขึ้นแนบแก้ม
“นี่ตัวผู้ใช่ไหมคะ” เธอถามอย่างไม่แน่ใจนัก
ธัดหัวเราะเบาะ ๆ กับคำถามนั้นแล้วก็พยักหน้า
“ผมคิดว่าใช่นะ ได้ตัวผู้มาสามตัวเมียหนึ่ง”
“ถ้าแม่อยากรู้ว่าตัวผู้หรือตัวเมียก็ลองดูใต้ท้องมันสิครับ” แมทสอนอย่างผู้รู้ “ถ้าเป็ตัวผู้มันต้องมีไอ้จู๋”
“ว้าย...ตายแล้ว” เมแกนตัวสั่นขึ้นมาทันที รีบยกลูกสุนัขในมือขึ้นดูใต้ท้องบ้าง ท่าทางของสาวน้อยบอก
ความโล่งใจเมื่อเห็นว่าลูกสุนัขตัวที่อุ้มอยู่เป็ตัวเมีย กกกอดมันอย่างรักใคร่ซาบซึ้ง
เอลิซาเบธกระแอมดัง ๆ ััความรู้สึกว่าธัดกำลังมองเธอด้วยแววตาที่ฉาบไว้ด้วยหัวเราะ
“เนื้อตัวมันนุ่มดีจัง” เธอพูดเสียงเบายังแนบตัวมันไว้กับแก้ม
“ชอบมันมากไหมครับแม่” แมทเกิดความอยากรู้ขึ้นมาอีก
“ชอบสิลูก ทั้งสวยทั้งน่ารักออกอย่างนี้”
“งั้นเราขอไปเลี้ยงตัวหนึ่งได้ไหมครับ”
“แมทธิว...” เอลิซาเบธร้องออกมาอย่างใ ก็เธอเคยสอนลูกไว้แล้วหรือมิใช่ว่าไม่ให้ขออะไรใครง่าย ๆ อย่างนี้
“ได้โปรดเถอะนะครับ”
“ได้ไหมคะแม่” เมแกนสอดประสานขึ้นมาบ้าง
“ไม่ได้” เธอตอบด้วยเสียงเด็ดขาด
“ทำไมล่ะคะ”
“ก็เพราะว่าลูกมีเบบี้แล้ว แค่ตัวเดียวพอ”
“เราจะช่วยกันเลี้ยงมันอย่างดีที่สุดเลยละค่ะ หนูพูดจริง ๆ นะคะ”
“ก็แม่บอกแล้วไงล่ะว่าไม่ได้”
“แต่แม่ครับ...”
“คงจะไม่ได้หรอกนะแมท” ธัดเอ่ยขัดขึ้น “เพราะว่าลูกหมาทุกตัวมีเ้าของแล้ว”
“หมดนี่เลยหรือครับ” เด็กชายถามอย่างสุดแสนเสียดาย
“ก็ใช่น่ะสิ เสียใจด้วยนะเพื่อน”
“งั้นก็ไม่เป็ไรหรอกครับ” แมทนั่งก้มหน้านิ่ง และธัดก็ใช้ปลายนิ้วเชยคางขึ้น
“เอาอย่างนี้นะ ไว้ให้เพนนี่มีลูกอีกครอกหนึ่งก่อนแล้วเราจะช่วยกันเจรจาให้แม่ยอมให้หนูเอาไปเลี้ยงได้สักตัว โอเคไหมล่ะ”
สีหน้าของเด็กชายดีขึ้นทันที ดวงตาเป็ประกายระยับ
“โอเคเลยครับ” เขาวางลูกสุนัขลงคืนให้กับแม่ของมัน งั้นผมเห็นจะต้องรีบเล่าให้ทิมพึงแล้วละ ว่าผมเห็น
ลูกหมาครอกนี้เป็คนแรกเลย แล้วคราวหน้าถ้าเพนนีมีลูกใหม่ ผมก็จะได้เลี้ยงตัวหนึ่งด้วย
แกไม่อาจอดใจจะไม่เล่าเื่นี้ให้เพื่อนสนิทฟังได้
“เดี๋ยว...รอพี่ด้วยซี่” เมแกนรีบวางลูกคืนให้เพนนีด้วยอีก แล้วก็วิ่งไล่ตามน้องชายออกจากโรงรถไปติด ๆ
“จะข้ามถนนระวังรถด้วยนะลูก” เอลิซาเบธร้องสั่งตามหลัง แม่อนุญาตให้แค่ห้านาทีเท่านั้นนะ ถึงเวลา
กินอาหารเย็นกันแล้ว
“โอเคครับแม่...” สิ้นเสียงประตูโรงรถก็ปิดตามหลังลงทันที
เอลิซาเบธหันมามองหน้าธัดยัมยิ้มอย่างอ่อนใจ
“ฉันไม่รู้จริง ๆ นะคะว่าตัวเองทำผิดตรงไหน” และธัดก็หัวเราะกับสีหน้าที่บอกความตะขิดตะขวงใจ
ในมรรยาทของลูกทั้งสอง
คุณไม่ได้ทำผิดตรงไหนหรอก เด็กสองคนมีสุขภาพจิตที่ยอดเยี่ยมมาก กำลังอยู่ในวัยที่แข็งแรงพร้อม
จะใช้พลังเท่านั้นเอง เขาเอื้อมไปลูบหัวเพนนี และมันก็เลียมือเขาด้วยความรักใคร่ผูกพัน
เสียงประตูที่ปิดตามหลังลูกทั้งสองมันเหมือนกับการตัดขาดเขาและเธอออกจากโลกภายนอก ความเงียบอันน่าอึดอัดตกลงปกคลุมบรรยากาศในโรงรถนั้นไว้ ราวกับอยู่ในห้องส่วนตัวด้วยกันเพียงสองต่อสอง และความเงียบอีกเช่นกันที่ทำให้เอลิซาเบธรู้สึกใจคอไม่ใคร่ดีขึ้นมาอีก จะว่าไปแล้วเธอเพิ่งจะรู้จักผู้ชายคนนี้วันนี้เอง ดังนั้นการที่ต้องมาอยู่กับเขาตามลำพังในสถานที่ซึ่งค่อนข้างมิดชิดเช่นนี้จึงดูแปลก ๆ อย่างไรบอกไม่ถูก
“ฉันเห็นจะต้องขอตัวกลับบ้านเสียทีถึงเวลาตั้งโต๊ะแล้วละค่ะ” เธอโน้มตัววางลูกสุนัขลงกับอกแม่ของมัน
และมันก็พบหัวนมแม่ในทันทีเหมือนกัน
ตอนที่เอลิซาเบธดึงมือกลับนั้นเธอก็ต้องพบกับความแปลกใจอย่างยิ่งที่ธัดเอื้อมมือข้ามแม่สุนัขกับลูกของมันมาจับมือเธอและหงายผ่ามือขึ้น
“มือสองข้างของคุณไปถูกอะไรมา”
ความใที่ถูกเขาจับมือถือแขนทำให้เธอแทบพูดอะไรไม่ออก
“ก็ต้นไม้นั่นแหละค่ะ มือไปครูดกับกิ่งของมันเข้า” เธอตอบออกไปในที่สุด
“เดี๋ยวพอกลับถึงบ้านรีบล้างแล้วก็ใส่ยาเสียนะครับ”
“ค่ะ”
“เออ...ผมนี่ก็แปลกจริง” เขาพูดราวจะตำหนิตัวเอง เป็ใครที่ไหนไม่รู้มาออกคำสั่งกับคุณซึ่งเป็แม่ของลูกตั้งสองคนแล้ว
เธอยิ้มตอบให้เขาก่อนจะดึงมือออกด้วยความหวังว่ามันจะไม่แสดงออกถึงความเร่งร้อนอะไรนัก แล้วก็ยกมือขึ้นกอดอกไว้หลวม ๆ ราวเกิดความอายที่มันมีรอยแผลอยู่บนฝ่ามือนั้น แต่อาการระริกที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็เพราะาแที่มือไปเสียดสีกับเปลือกไม้จนถลอกอย่างแน่นอน
เขาลุกขึ้นยืนตาม หลังจากนั้นก็เดินเคียงกันไปยังประตู
“ฉันไม่ยักรู้นะคะว่าคุณก็ใช้มอเตอร์ไซค์ด้วย” เธอเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น เมื่อมองเห็นรถมอเตอร์ไซค์
คันหนึ่งจอดอยู่ข้างโรงรถด้านใน
“ครับ ผมซื้อไว้ั้แ่ตอนที่กลับมาจากเวียดนาม ไม่ค่อยมีเวลาขับมันสักเท่าไหร่ ส่วนมากก็จะเป็แค่วันหยุดสุดสัปดาห์เท่านั้น แต่ชอบขับมอเตอร์ไซค์มากกว่าขับรถ”
เวียดนาม...นี่เขาเป็ทหารด้วยเช่นนั้นหรือ...
“ท่าทางคุณไม่ได้บอกว่าเป็นักขับมอเตอร์ไซค์เลยนะคะ”
เขาหยุดเดินลงมือเอื้อมไปจับลูกบิดประตูโรงรถไว้
“ท่าทางหรือครับ...ผมว่าคุณไม่น่าจะเบีนนักอนุรักษนิยม ที่คิดว่าการนั่งคล่อมบนเบาะมอเตอร์ไซค์ไม่สุภาพยังงั้นใช่ไหมครับ”
“อ๋อ...ไม่ถึงยังงั้นหรอกค่ะ”
“ดี งั้นบางทีเราอาจจะไปขับมอเตอร์ไซค์เล่นกันได้บ้างละมัง ผมหมายถึงว่าถ้าคุณอยากไปนะครับ”
“โอ...คงจะไม่หรอกค่ะ” เธอรีบปฏิเสธทันที มองไปทางจักรยานยนต์คันนั้นอย่างไม่แน่ใจเท่าไรนัก “แล้วอีกอย่างหนึ่งฉันก็ไม่ชอบนั่งแบบนั้นโดยเฉพาะบนรถมอเตอร์ไซค์ด้วยค่ะ”
เนื่องจากมันมีช่องว่างระหว่างคำพูดสองประโยคอยู่จึงทำให้เขาพินิจพิจารณาความรู้สึกในสีหน้าของเธออยู่ด้วยแววคมปลาบในดวงตา
“ผมว่าคุณอย่าเพิ่งปฏิเสธจนกว่าจะได้ลองเสียก่อนดีกว่า”
เธอเองก็อ่านความหมายในประโยคคำพูดนั้นอยู่ มันคล้ายจะแปลกความได้เป็สองนัย ซึ่งถ้าเป็เช่นนั้นแล้วเธอควรจะหลีกเลี่ยงด้วยการแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้เสียดีกว่า
“ป่านนี้ลูก ๆ คงจะรอฉันอยู่แล้วละค่ะ” เธอออกตัวด้วยสีหน้าอึดอัด