ข้อตกลง
หลิงอันค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นทนางรู้สึกได้ถึงความเ็ปที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย บนร่างของนางสีรอยเขียวและฟกช้ำอยู่หลายแห่ง
พลันนางก็พบว่าตนเองถุกขังอยู่ใยห้องแห่งหนึ่งพื้นห้องปูด้วยอิฐหยาบๆกระจายความเย็นไปทั่ว เหนือศีรษะนางจะมีช่องลมเล็กๆพอให้อากาศระบายได้เบื้องหน้านางมีลักษณะเป็กรงเหล็กที่ถูกคล้องด้วยโซ่มัดและกุญแจอยางแ่า ยิ่งกว่านั้นบริเวณข้อมือของนางก็ยังถูกมัดด้วยโซ่สีดำขนาดใหญ่ที่หนักอึ้งเส้นหนึ่ง
นางส่ายหัวไปมาพยายามสลัดความเ็ปออกไปแต่ก็ทำได้เพียงแค่บางส่วนขณะพลางนึกทบทวนเื่ราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้และสาเหตุที่ทำให้นางต้องมาจมอยู่ที่นี่จำได้ว่าเมื่อสองวันก่อน นางได้ลอบเข้ามายังสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเชื่อได้ว่าเป็รังลับของพรรคเมฆาแต่ดันพลาดท่าถูกพบเห็นเข้าจนเกิดการต่อสู้ เป็เหตุทำให้นางต้องถูกจับตัวมาขังไว้ยังที่นี่ที่นี่ค่อนข้างทึบและอับนางเดาว่าน่าจะเป็บริเวณของชั้นใต้ดิน
นอกกรงขังมีผู้คุมที่เป็บุรุษอยู่สองคนคนหนึ่งรูปร่างอ้วนท้วมสวมใส่เสื้อผ้าดูซอมซ่อ อีกคนรูบร่างผอมบางไว้ผมยาวรุงรังคนทั้งคู่ต่างถือกระบี่คนละเล่ม คนรูปร่างผอมหันมาก็พบว่าหลิงอันรู้สึกตัวแล้วหลังจากที่นางหมดสติไปหนึ่งวันกับหนึ่งคืนเต็มๆเขาแสยะยิ้มออกมาอย่างน่าขยะแขยง
“แม่นางรู้สึกตัวแล้วเรอะ”
หลิงอันทำหูทวนลมคล้ายไม่ได้ยินเสียงแววตาของนางยังคงนิ่ง แต่อีกฝั่งหาได้สนใจไม่ยังคงกล่าวต่อ
“ตอนที่เ้าสลบไปพวกข้าคิดว่าเ้าตายแล้วเสียอีกนับว่าฟ้ายังเข้าข้างเ้า อย่างน้อยก็ยังช่วยยืดอายุให้เ้าออกไปอีกสักวัน”
“นั่นน่ะสิข้าล่ะนึกเสียดายจริงๆ หยิงสาวหน้าตางดงามเช่นนี้กลับต้องมาอายุสั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“พวกเ้าหมายความว่าอย่างไร”นางเงยหน้า เอ่ยถามกลับ
“ฮึ.. ก็หมายความว่าพรุ่งนี้จะเป็วันที่เ้าถูกปะาน่ะสิ”
หลิงอันรู้สึกใจหายวูบแต่ก็เป็สิ่งที่นางคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วเพราะสายลับเช่นนางหากไม่ตายเพราะการต่อสู้ก็คงจะต้องตายเพราะถูกศัตรูจับตัวได้ไม่วันใดก็วันหนึ่งนางก้มหน้านิ่งบัดนี้นางอับจนปัญญาแล้วไร้หนทางหนีใดแล้ว
ผ่านชีวิตมาเนิ่นนานสุดท้ายก็ถึงวันที่นางจะได้ไปอยู่กับครอบครัวในอีกโลกหนึ่งเสียที...
นางหัวเราะในลำคอเบาๆจู่ๆน้ำตาก็คลอ หยดน้ำใสๆหยดหนึ่งร่วงลงพื้น
นางมิเคยศรัทธาในเทพยดาองค์ใดเลยมีเพียงความเชื่อมั่นต่อตนเองเท่านั้น เมื่อวาระสุดท้ายของลมหายใจกำลังจะมาถึงนางกลับรู้สึกหวาดกลัว มิรู้ว่าจะอ้อนวอนขอความเห็นใจจากสิ่งใด
“เ้าอยากอ้อนวอนเช่นนั้นรึ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของนางกลบทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบกายให้สงัด
วิ้ง.......................................................................................
นางค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งด้วยใบหน้าซีดเซียวดวงตาแดงก่ำ
โอ๊ะ !
นางรู้สึกใพลันกลับพบว่าทุกอย่างหยุดนิ่งแม้แต่ผู้คุมทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านนอกกรงเหล็กก็ยืนค้างอยู่เช่นนั้นโดยไม่กระดิกตัวแม้แต่น้อย ...เกิดอะไรกันขึ้น
ข้ายืนอยู่ตรงนี้ เสียงนั้นยังคงดังอยู่ข้างๆใบหูของนาง ทำเอานางรีบหันขวับทันที
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือเด็กน้อยผู้หนึ่งเพศชายอายุราวสิบขวบ ผิวพรรณผุดผ่อง สวมเสื้อผ้าสวยงาม กำลังยืนจ้องมองนางอยู่ นางทำหน้างง
“เ้าเป็ใครเข้ามาที่นี่ได้ยังไง และเกิดอะไรขึ้น” นางเสียงสั่นถามรัวเป็ชุด
“เวลาของข้ามีน้อยและที่ข้ามาหาเ้าก็เพราะมีเื่้าเจรจา” เด็กน้อยกล่าวตอบ
“ตะแต่เ้ายังเป็เด็กอยู่ไม่ใช่รึ แล้วเข้ามาที่นี่ได้ยังไงหรือว่าเ้าเป็คนของพรคเมฆาส่งมาเพื่อล้วงความลับจากข้า”ขณะกล่าวนางก็ยังคงหันซ้ายแลขวาซึ่งก็พบว่าทุกอย่างก็ยังคงนิ่งอยู่เช่นเดิมแต่สิ่งที่ทำให้นางอ้าปากค้างจนแถบที่อยากจะหยุดหายใจก็คือเมื่อนางเห็นว่าแมลงวันตัวหนึ่งที่กำลังบินอยู่กลับลอยค้างอยู่บนอากาศเช่นกัน
“ปะเป็ไปไม่ได้” หลิงอันอุทานเสียงหลง
“อืมฝีมือข้าเองแหละ” เด็กชายทำหน้าตายกล่าวอย่างเซ็งๆ ก่อนจะถามต่อ
“ทีนี้พวกเราจพะเริ่มคุยกันได้หรือยัง”
ในหัวของหลิงอันตอนนี้ขาวโพลนไปหมดนางมิรู้ว่าเื่ใดเื่จริงเื่ใดเื่เท็จอีกต่อไปทำได้เพียงพยักหน้าหงึกๆเอาไว้ก่อน
“นามของข้าขือมู่ไป่ ความจริงข้าผ่านชีวิตมานับหลายร้อยปีแล้วเพียงแต่กายเนื้อของข้ายังคงสภาพเช่นนี้เอง โปรดอย่าได้ใส่ใจไปเลย”
“ที่ข้ามาพบเ้าในวันนี้มีเพียงเื่เดียวคือการยื่นข้อเสนอบางอย่างเพื่อแลกกับอิสระภาพของเ้า”
หลิงอันสะดุ้งเล็กน้อยเด็กคนนี้กำลังบอกว่าจะช่วยเหลือนางให้ออกไปจากที่นี่ได้เช่นนั้นรึ
“ใช่ข้าสามารถช่วยให้เ้าออกไปจากที่นี่ได้”เขากล่าวขึ้นมาลอยๆคล้ายกับล่วงรู้ความคิดของนางอีกครั้ง
“แล้วข้าจะต้องทำเช่นไรเพื่อแลกกับสิ่งนั้น”นางถามขึ้น ทั้งที่ในส่วนลึกแล้วล้วนไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่กำลังเกิดแต่สิ่งนี้คือเชือกเพียงเส้นเดียวที่จะช่วยชีวิตนางได้ถึงอย่างไรนางก็จำเป็ที่จะต้องคว้าเอาไว้ให้ได้ก่อนหากจะเกิดผลร้ายตามมาก็ค่อยคิดแก้ไขกันในภายหลัง
“ข้าเพียง้าให้เ้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่งและมอบของสิ่งนี้ให้กับสหายของข้าเพื่อนำตัวของเขากลับมาหาข้า”กล่าวจบเด็กน้อยก็ยื่นหยกทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กอันหนึ่งให้หลิงอันดูนางจ้องมองแต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
เด็กน้อยคล้ายจะอ่านสีหน้านางออก
“สหายของข้ามีนามว่าเอี้ยนเหม่ย คนผู้นี้หาใช่คนธรรมดาไม่หยกนี้เป็สิ่งที่เอี้ยนเหม่ยมอบไว้ให้ข้าก่อนจากกันหากเขาเห็นของสิ่งนี้แล้วพลังของหยกมันจะนำพาเขากลับมาเอง”
“แล้วทำไมเ้าไม่ไปตามหาเองเล่าหรือไม่ก็ใช้ให้คนอื่นไปแทนนักโทษอย่างข้าสิ” นางสงสัย
“มีเหตุผลอย่สองข้อก็คือหนึ่งข้าจำเป็ต้องอยู่ที่นี่เพื่อคุ้มครองมิให้ความชั่วร้ายใดๆกลับมา สอง ทอดตาทั่วแผ่นดินแล้วนับได้ว่าเ้าเป็ผู้มีวรยุทธ์ที่สูงส่งผู้หนึ่งถึงแม้จะเป็เพียงอิสตรีและเ้าก็มีเงื่อนไขที่ไม่อาจจะปฏิเสธข้าได้”
“และหากข้าไม่ยอมไปล่ะ”
“ข้าก็จะหายไปทิ้งเ้าไว้ในกรงขังเน่าๆแห่งนี้ เฝ้ามองดุเ้าถูกปะาในวันพรุ่งนี้โดยไม่สนใจแม้แต่น้อย”
คำกล่าวของเขาทำเอาหลิงอันถึงกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เขากล่าวถูกแล้วจริงๆ นางไม่มีทางเลือกอื่นเลยจริงๆนอกจากจะยอมรับข้อเสนอจากเขา
“แล้วเ้าจะเชื่อใจข้าได้อย่างไรว่าข้าจะไม่หนีไปหลังจากที่ข้าออกไปจากที่นี่ได้แล้ว”
เด็กน้อยก้มหน้าลงปรายตามองไปยังข้อมือซ้ายของนาง“ลองมองดูที่ข้อมือของเ้าสิ”
“โอ๊ะ !” นางสะดุ้งเล็กน้อยที่จู่ๆก็ปรากฎจุดสีดำเล็กๆสามจุดที่ข้อมือด้านซ้าย
“ข้าได้ตีตราพันธสัญญาของพวกเราไว้แล้วหากเ้ากล้าละเมิดมัน ข้าจะดับลมหายใจของเ้าทันที”
ของหลอกเด็กแบบนี้ไม่มีทางทำให้หลิงอันเชื่อได้หรอกน่า นางลอบคิดในใจ
เด็กน้อยดีดนิ้วเบาๆหนึ่งครั้งพลันความรู้สึกเจ็บแปลบก็แล่นผ่านเข้าสู่หัวใจของหลิงอันทันที นางล้มตัวนอนแน่นิ่งลมหายใจหยุดนิ่ง หัวใจหยุดเต้น นับได้ว่าตายสนิทเสียแล้ว
เด็กน้อยดีดนิ้วอีกครั้ง
หลิงอันลืมตาขึ้นทันทีด้วความใสุดขีดก่อนจะลุกขึ้นมานั่งหายใจหอบตัวสั่นเทิ้ม
“เมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้นกับข้ารึ”
เด็กน้อยทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ก่อนตอบ
“เมื่อกี้ข้าทำให้เ้าตายไปหนึ่งครั้งแล้วก็ทำให้เ้าฟื้นคืนชีพไปหนึ่งครั้ง หึ หึ หึ สนุกไหมล่ะ”
หลิงอันถึงกลับมีสีหน้าซีดลงกว่าเดิมนางพยักหน้าหงึกๆเป็เชิงเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้งแล้ว
“เป็อันว่าเ้ารับปากที่จะนำหยกนี้ไปมอบให้สหายของข้านามว่าเอี้ยนเหม่ยสิ่งที่ข้าจะกล่าวต่อไปนี้อาจดูเกินจริงแต่ก็เป็เื่จริงข้าขอให้เ้าโปรดจงเชื่อ และโปรดอย่าตั้งข้อสงสัยอันไร้สาระใดๆทั้งสิ้น” เด็กน้อยกล่าวต่อ
“เอาเถอะเพื่อให้เ้าสามารถเข้าใจเื่ราวได้อีกสักเล็กน้อย ข้าจะให้เ้าได้เห็นภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อร้อยปีที่แล้วจงหลับตาลงซะ”
หลิงอันหลับตาลงอย่างว่าง่ายก่อนที่นางจะรู้สึกว่ามีภาพบางอย่างแล่นเข้าไปในหัวสมองของนาง
เื่ราวเมื่อร้อยปีที่ผ่านมา
ท้องฟ้ายามนี้สีหม่นหมู่เมฆรวมตัวหนาทึบบดบังเส้นแสงของดวงอาทิตย์จนสิ้น เห็นแค่เพียงประกายระยับที่ฉาบไว้เพียงน้อยเบื้องล่างคือทุ่งโล่งกว้างสุดสายตาที่ถูกฉาบย้อมไปด้วยแผ่นขาวโพลนของหิมะ
ที่แห่งนี้คือสุดเขตชายแดนของแค้วนเจี้ยงซึ่งนับได้ว่าเป้นแคว้นใหญ่ที่มีอิทธิพลมากมายแคว้นเจี้ยงประกอบด้วยสี่หัวเมืองหลัก แต่ละที่ก็จะมีสภาพแวดล้อม ภูมิอากาศจวบจนถึงทรัพยาการที่แตกต่างกัน พรมแดนในส่วนเหนือสุดของแคว้นจะเป็พื้นที่เขตหนาวมีหิมะตกตลอดทั้งปีมีประชาชนตั้งรกรากอาศัยอยู่อย่างเบาบางเนื่องจากสภาพอากาศจะหนาวเย็นตลอดทั้งปีรวมทั้งท้องฟ้าจะมืดครึ้มอยู่ตลอดเวลาแทบจะไม่ได้ัักับแสงแดดเลย
บริเวณแห่งนี้มักจะเกิดการรบพุ่งกันอยู่เป็นิจระหว่างกองทัพหลวงและกองทัพฝ่ายกบฎรวมถึงพวกชนเผ่าเร่ร่อน เนื่องจากเป็พื้นที่ที่ค่อนข้างห่างใกลและมีอุปสรรคต่อการดั้งด่านป้องกันจึงเป็จุดที่เปราะบางและเป็จุดอ่อนทำให้ศัตรูของแคว้นเคลื่อนกำลังทายังจุดนี้เป็ประจำอย่างไรก็ดีทางเมืองหลวงก็ได้ส่งกองทัพขึ้นมาปราบปรามอยู่เป็ประจำและยังไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับสัตรูของแคว้นแม้แต่ครั้งเดียวจากการล้มตายของบรรดาทหารและศัตรูนับร้อยนับพันอยู่ตลอดหลายสิบปี ผุ้คนจึงขนานนามดินแดนแห่งนี้ว่า สุสานสีขาว
บนพื้นสีขาวหิมะโปรยปราย ปรากฎร่างคนสองคนยืนนิ่งอยู่
“เ้านั่นคิดจะลงมาทางสุสานสีขาว เช่นนั้นหรือ?”
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นถามคู่สนทนาแต่น้ำเสียงดูคล้ายมิใส่ใจมากนัก
“ใช่แล้ว อีกไม่กี่ชั่วยามมันก็จะมาถึงที่นี่อย่างแน่นอน”
ผู้ที่ตอบมีลักษณะคล้ายเด็กน้อยตัวเล็กราวเด็กอายุสิบขวบใบหน้าคมคาย แต่แววตาสงบนิ่งคล้ายผู้ผ่านเื่ราวมานับร้อยพัน
“เอี้ยนเหม่ยขอกล่าวตามตรงว่า ข้ารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของท่านมากที่ตอบรับคำขอร้องของข้าครานี้”คนร่างเล็กกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพลางแหงนมองคนอีกผู้หนึ่งที่ตัวสูงกว่า
ชายในเสื้อคลุมสีขาวผมขาวยาวตรงสยาย ผิวขาว ใบหน้าคมคม ดวงตาเล็กดุจเหยี่ยวพยักหน้าน้อยๆ
“คำขอร้องของสหายรู้ใจเช่นเ้ามีหรือที่ข้าจะกล้าปฎิเสธได้ลง”
“เหตุผลอีกประการหนึ่งคือข้ามีรู้สึกหวั่นเกรงอยู่ลึกๆ ว่าเภทภัยในครั้งนี้ลำพังเ้าคนเดียวคงจะรับมือไม่ไหวศัตรูเก่าแก่ของเราที่ข้าเคยปะมือมานับร้อยปีไม่นึกว่ามันจะเป็จำพวกดื้อด้านตายยาก”
“มิใช่ตายยากแต่มันมิเคยตายต่างหาก” คนตัวเล็กเสริมขึ้น
“อืม จริงสิข้าลืมไป ตราบใดที่ความมืดยังอยู่มันย่อมก่อเกิดมิสิ้นสุดและผุ้ที่สร้างมันขึ้นมาก็คืุ์ผุ้โง่งมนนั่นเองเ้าคิดเช่นเดียวกับข้าหรือไม่ มู่ไป่”เขาถามคนตัวเล็กเป็เชิงขอความคิดเห็น
“ดูเหมือนว่าท่านยังคงชิงชังมนุษย์อยู่”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าจะให้ข้าทำใจอยู่ร่วมกับชนชั้นเช่นนี้คงยากเต็มที ข้าเองนับถือเ้ายิ่งนักสหายรักยังคงอยู่ร่วมกับผู้คนได้อย่างปกติ”
มู่ไป่ยิ้มออกมาบ้าง
“ข้าเข้าใจท่านเป็อย่างดีเอี้ยนเหม่ย บางทีเทพยดาเช่นท่านอาจจะนึกสมเพชในความดำมืดของใจมนุย์กระมังอภัยที่ข้ากลับเห็นต่างข้ามองว่าพวกเขา้าการเรียนรู้เพื่อไปสู่ความสว่างและสิ่งที่ดีกว่าอดีตบางคราอาจจะเลวร้ายแต่ข้าเชื่อว่ายังพวกเขาจะแก้ไขมันได้ความดียังมีในส่วนลึกของพวกเขาอยู่ไม่มากก็น้อย”
เอี้ยนเหม่ยนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง
“เมตตาธรรมต่อสรรพชีวิตของเ้าช่างสูงนักสมแล้วที่เ้ายังคงเป็ที่สักการะของผุ้คนมาจนถึงวันนี้ มู่ไป่ของข้าเอ๋ย”
พลันทั้งคู่ก็รู้สึกถึงพลังงานบางอย่างทำให้บรรยากาศที่ผ่อนคลายกลับเริ่มนิ่งงัน
“มันใกล้เข้ามาแล้วสินะ”
บริเวณสุสานสีขาวพรมแดนเหนือสุดของแคว้น
เมื่อสามวันที่แล้วเกิดการรบกันอย่างรุนแรงระหว่างกองกำลังกลุ่มกบฎและกองทัพของแม่ทัพเฉียนที่ประจำอยู่ณ แดนเหนือของแคว้น ผลจากการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ผู้รุกรานพ่ายแพ้อย่างยับเยินส่วนกองทัพเสียหายไปหลายส่วน เกิดซากศพกองเกลื่อนหลายพันเืสีแดงใหลย้อมหิมะส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง กองกำลังของทหารจากไปแล้วแต่ยังคงไว้ซึ่งภาพอันน่าสะอิดสะเอียดดั่งมีคนนำเอาสถาพในขุมนรกขึ้นมาบนโลกมนุษย์แห่งนี้
ท่ามกลางซากเศษของมนุษย์ที่นอนนิ่งเกิดภาพประหลาดบางอย่าง
มีคนผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ตรงนั้น!
คนผมยาวผมสยายตามแรงลม บริเวณลำตัวคลุมด้วยผ้าสีดำ
คนผู้นี้สงบนิ่งท่ามกลางคนตายไม่มีใครทราบได้ว่าเขานั่งอยู่ที่นี่นานเท่าใดแล้ว และเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ปากของเขาพึมพำคล้ายกำลังท่องบทสวด
“มันเริ่มแล้ว”มู่ไปเงยหน้ามองไปยังเบื้องหน้าที่ห่างใกล เขากัดฟันแน่น
พริบตาเดียวคนลึกลับก็ลืมตาขึ้นแล้วค่อยๆลุกขึ้นยืนมันค่อยๆเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆแล้วสูดหายใจยาวๆเข้าปอด เริ่มก้าวเท้าออกเดินทว่าทุกย่างก้าวของมันหยียบย่ำไปบนซากศพเสียงลมเอื่อยๆพัดมาคล้ายดวงิญญากำลังกรีดร้องแต่ดูเหมือนคนผู้นั้นกำลังอิ่มเอมอย่าน่าประหลาด
มีตำนานที่เล่ามาแต่โบราณเื่ของสิ่งหนึ่งที่ผู้คนขนานนามของมันว่าเงา ไม่มีผู้ใดรู้เื่ราจุดเริ่มต้นของมันรู้แค่เพียงมันถือกำเนิดมาพร้อมกับความมืดและความบิดเบี้ยวของธรรมชาติมีการจดบันทึกไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อนจากเอกสารเก่าแก่ที่ถูกจัดเก็บไว้ที่กรมอาลักษณ์ของวังหลวง มีผู้พบเห็นมันครั้งแรกณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผู้คนล้มตายเกลื่อนกลาด เหลือผุ้รอดชีวิตเพียงหยิบมือทางการให้เหตุผลว่าเกิดจากสัตว์ดุร้ายเพราะ้าปกปิดข้อเท็จจริงหลังจากนั้นไม่นานมันย้อนกลับมาที่เมืองแห่งหนึ่งทางตอนเหนือผู้คนล้มตายหลายร้อยเหตุผลที่ดีที่สุดก็คือโรคระบาดถุกยกมาอ้างหลายมีต่อมาได้ทีการจดบันทึกว่ากองทหารราวห้าร้อยนายเสียชีวิตด้วยสาเหตุอันน่าประหลาดที่ม่สามารถตรวจสอบได้
หลิงอันลืมตาแล้วเงยหน้าขึ้น ร่างกายของนางสั่นเทิ้มพระความกลัว
“เอาล่ะได้เวลาแล้ว”
นางสูดลมหายใจยาวๆเข้าปอดเพื่อทำให้สมองปรอดโปร่งขึ้น
“ข้าจะส่งเ้าไปยังโลกที่เอี้ยนเหม่ยใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้และขออำนวยพรให้เ้าโชคดี” น้ำเสียงของเขามีแววจริงใจ
นางพยักหน้ารับ