ตอนที่สิบเอ็ด
“พี่แทน ตื่นค่ะตื่น วันนี้เราจะไปลาแม่กัน พี่จำได้หรือเปล่าคะ” ผมลืมตาขึ้นมาอย่างสลึมสลือจากเสียงปลุกของน้องและมักจะเป็แบบนี้ประจำทุกวันหยุด สิ่งที่ผมวาดฝันไว้อยากตื่นสายๆ ดูบ้าง แต่กลับไม่เคยทำได้เลย
่นี้ผมต้องเตรียมตัวสอบปลายภาค ทำให้นอนดึกเกือบทุกวัน ถึงแม้ว่าจะได้มหาวิทยาลัยสำหรับการเรียนต่อแล้ว แต่คะแนนสอบครั้งนี้ก็ยังสำคัญ
“พี่แทน เร็วๆ เข้า หนูไม่อยากไปสาย เดี๋ยวจะร้อนเอานะ” ผมลุกขึ้นนั่งแล้วหันไปทำหน้าอ้อนใส่น้อง ไม่อยากลุกจากเตียงไปเลย
“ไม่ต้องมาทำหน้าแบบนั้นเลยพี่แทน เร็วๆ” ผมพยักหน้ารับรัวๆ พร้อมยืดมือขึ้นบิดตัวเล็กน้อยเพื่อยืนยันกับน้องว่าผมตื่นเต็มตาแล้ว พอน้องเห็นอย่างนั้นก็เดินออกจากห้องไป แต่ไม่วายหันกลับย้ำผมอีกรอบ
“เร็วๆ เลยน้า”
“คร้าบบบบ”
ผมเดินลงจากเตียงเพื่อจะรีบทำภารกิจส่วนตัว แต่ในจังหวะที่ผมจะก้าวขา นิ้วเท้ากลับแตะเข้าที่เสาเตียงอย่างแรง จมทำให้ผมต้องนั่งลงไปกุมนิ้วเท้าไว้แล้วนิ่วหน้าด้วยความเ็ป ทำไมเวลารีบๆ ทีไร มักเป็แบบนี้ทุกทีเลยนะ
“โอ้ยยยย” ผมก้มหัวลงพิงเตียงแล้วกัดฟันกรีดร้องขึ้นอย่างหัวเสีย มันเจ็บมากจริงๆ นะ กว่าอาการจะดีขึ้นก็ต้องนั่งอยู่แบบนั้นพักใหญ่ พอจะลุกขึ้นเท้ากลับไปััโดนอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้เตียง
ผมเอื้อมมือไปหยิบของชิ้นนั้นขึ้นมาแล้วเลิกหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ เพราะมันเป็ไดอะรี่เล่มที่ผมมักเขียนถึงเื่ของเหนือ
อยู่นี่เองสินะ ไม่น่าหล่ะผมถึงไม่เห็นไดอะรี่เล่มนี้วางอยู่ในที่ของมันอย่างที่ควรจะเป็
อาจเป็เพราะว่าหลังจากที่เหนือคืนมันมา ผมก็แทบไม่เคยสนใจ ไม่ได้เขียนอะไรลงไปอีกเลย กลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอย ไม่กล้าพกติดตัวเหมือนแต่ก่อน
ผมวางไดอะรี่ไว้บนเตียงอย่างไม่ใส่ใจแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป ระหว่างอาบน้ำอยู่ๆ ผมกลับนึกขึ้นได้ว่าเหนือเคยพูดอะไรสักอย่างเกี่ยวกับไดอะรี่
สิ่งที่เหนือเคยบอกมันคืออะไรกันนะ ออกจากห้องน้ำไปต้องเปิดดูหน่อยแล้ว เดินออกจากห้องน้ำมาผมก็ต้องเลิกหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นน้องใจนั่งอยู่ปลายเตียงแล้วยิ้มแฉ่งให้ พร้อมกับหยิบไดอะรี่ขึ้นมาโชว์
“พี่ยังเขียนถึงพี่เหนืออีกเหรอคะ คิดว่าเป็แฟนกันแล้วสะอีก” ผมรีบเข้าไปแย่งไดอะรี่มาจากมือน้องมาแล้วยิ้มกว้างให้
ผมไม่รู้ว่าควรตอบน้องยังไงดี เพราะน้องรู้เื่ของผมแทบทุกเื่อยู่แล้วเว้นเื่ที่ผมกับเหนือไม่ได้เป็แฟนกันจริงๆ
“ก็อย่างที่เธอเข้าใจนั่นแหละ” ผมเลี่ยงที่จะตอบ เพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองโกหกไม่เก่ง ถ้าไม่อย่างนั้นคงโป๊ะแน่ ก่อนจะวางไดอะรี่ลงบนโต๊ะแล้วหยิบกระเป๋าขึ้นมาแทน
“พี่แทนว่า..ใจคิดอะไรอยู่เหรองั้นเหรอคะ” น้องใจลุกขึ้นจากเตียง แล้วมาดักทางผมไว้
ผมเลิกหน้ามองน้องอย่างไม่เข้าใจ ไหนน้องบอกว่ารีบไง ทำไมถึงดูไม่รีบร้อนอย่างที่เร่งเร้าให้ผมตื่นเลย แล้วคำถามที่เอ่ยถามนั่นอีก เธอมันใช่เด็กสิบห้าจริงหรือเปล่าใจ ทำไมถึงได้ดูโตกว่าพี่ที่อายุสิบแปดสะอีก
“ใจไม่เชื่อหรอกว่าพี่กับพี่เหนือ เป็แฟนกันจริงๆ” สายตาที่น้องมองผมมันฟ้องว่าให้ผมรีบอธิบายเื่นี้กับเธอซะ ไม่อย่างนั้นเธอจะเป็คนต้อนเอาคำตอบจากผมเอง
“ก็ใจคิดว่าพี่แทน ไม่น่าจะมีความกล้าทำอะไรแบบนั้น ใช่มั้ยคะ” ผมยกมือเกาหัวตัวเองแล้วฉีกยิ้มเก้อๆ ให้น้องอย่างไม่เข้าใจ ผมไม่น่าจะมีความกล้าอะไรแบบนั้น หมายความว่ายังไง
น้องใจยักไหล่แล้วยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนจะเดินอ้อมไปหยิบไดอะรี่ที่ผมเพิ่งวางบนโต๊ะขึ้นมาเปิดแล้วชูมาตรงหน้า
‘แทนคุณ มึงชอบกูจริงเหรอวะ ดีใจนะที่เรารู้สึกแบบเดียวกัน หลายๆ สิ่งที่มึงเขียนไว้ ที่มึงรู้สึกว่ากูมองมึงอยู่ มึงไม่ได้คิดไปเองหรอก
กูตั้งใจ หลังจากนี้ถ้ากูจะไปวนเวียนอยู่ใกล้ๆ มึงจะโอเคหรือเปล่า ถ้ามึงได้เห็นสิ่งที่กูเขียนแล้ว ตอบกลับกูด้วย เอาอะไรดีน้า จูบแล้วกัน กูจะได้มั่นใจว่าเราคิดแบบเดียวกันจริงๆ ปล. กูจะรอนะ North’
ผมเบิกตากว้างขึ้นกับข้อความเห็น รู้สึกทั้งช็อกทั้งใอย่างบอกไม่ถูก ทำได้แค่ยืนมองหน้าน้องสลับกับไดอะรี่ไปมา เพราะแบบนี้ใช่หรือเปล่า เหนือถึงได้ย้ำให้ผมกลับมาอ่านไดอะรี่ตลอด แต่ผมกลับไม่เคยสนใจสิ่งที่มันพูดเลย
จู่ๆ ผมก็อยากร้องไห้ขึ้นมา ทั้งรู้สึกผิด เสียใจ เสียดาย รู้สึกว่าตัวเองพลาดมากที่ไม่เคยหยิบไดอะรี่ขึ้นมาเลยสักครั้ง หลังจากที่เหนือเจอมันเข้า
แล้วยังปล่อยให้เวลายังล่วงเลยมานานขนาดนี้อีก แล้วแบบนี้ ผมยังจะมีโอกาสนั้นอยู่มั้ยนะ เหนือจะยังรอผมอยู่เหรอเปล่า...
“พี่แทนเป็อะไรคะ ร้องไห้ทำไม” ผมส่ายหน้าตอบน้องกลับไปทั้งน้ำตา ถ้าผมรู้เร็วกว่านี้ความสัมพันธ์ของผมกับเหนือมันคงจะดีกว่าที่เป็อยู่ใช่หรือเปล่า
“พี่แทนไม่ร้องน้า หรือพี่เหนือทำอะไร เดี๋ยวใจไปจัดการให้” น้องใจโผเข้ามากอดผมไว้แน่น น้องคงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่ผมมีในตอนนี้ มันแย่มากสุดๆ
ผมจะทำยังไงดี ถ้าผมจะไปหาเหนือตอนนี้ มันยังทันอยู่หรือเปล่า ผมยังมีสิทธิ์ที่ยืนเคียงข้างเหนืออยู่ใช่มั้ย
ฮื่อออออ ทำไมโชคชะตาถึงเล่นตลกกับผมแบบนี้
แต่ไม่มีเื่ไหนที่ผมรู้สึกแย่เท่าเพื่อนของมินคนนั้นที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเหนือหรอก ใครดูก็รู้ว่าทั้งสองต้องคุยกันอยู่แน่ แล้วถ้าอย่างนั้นคนอย่างผมจะมีสิทธิ์อะไร นอกจากเข้าสู่โหมดคนแอบชอบ แอบมองมันอยู่ห่างๆ เหมือนเดิม
“รีบไปกันเถอะใจ เดี๋ยวพ่อรอนาน” ผมสลัดความคิดเกี่ยวกับเหนือทิ้งแล้วรีบชวนน้องลงไปหาพ่อ
“แต่พี่แทน...”
ผมฉีกยิ้มกว้างให้น้องแล้วทำเหมือนไม่มีอะไร เพราะกลัวว่า ถ้าน้องรู้เข้าจะคิดมากเื่ของผมไปอีกคน
น้องใจพยักหน้ารับพลางยื่นมือมาเช็ดน้ำตาออกให้ แล้วดึงมือผมตามลงไปหาพ่อที่นั่งกินข้าวรออยู่ด้านล่าง โดยไม่เอ่ยถึงเื่ที่ผมร้องไห้ก่อนหน้าเลยสักนิด
ทั้งที่สีหน้าแสดงความเป็ห่วงและความอยากรู้ออกมามากมายขนาดนั้น
น้องใจพาผมเดินออกมายืนรอพ่อที่หน้าบ้านหลังกินข้าวเสร็จสายตาผมจ้องมองไปที่บ้านเหนืออย่างเหม่อลอย ถ้าเหนืออยู่บ้านหลังนี้อะไรๆ ก็คงง่ายขึ้นใช่มั้ย
ผมคงได้เคลียร์เื่ที่ค้างคาอยู่ในใจให้จบใช่หรือเปล่า มันคงต้องเป็แบบนั้นถ้าเหนือยังอยู่ที่บ้านหลังนี้ แล้วที่โรงเรียนแทบไม่ต้องพูดถึง โอกาสจะได้เข้าใกล้เหนือแทบติดลบ
พ่อพาพวกเรามาสุสานครั้งนี้เพื่อมาลาแม่ เพราะพ่อจะพาน้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดและไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาที่นี่อีก
สิ่งที่ผมได้รับรู้ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็เื่เหนือหรือเื่ที่พ่อจะพาน้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด มันมีผลกับความรู้สึกผมหนักมากจริงๆ แต่ต้องแกล้งทำเหมือนไม่เป็อะไร ไม่รู้สึกอะไร
ทั้งๆ ที่มันรู้สึกแย่จนไม่รู้ว่าจะจัดการกับความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นมากมายออกไปยังไง คล้ายกับว่าสมองมันโล่งขาวโพล่นไปหมดหลังจากได้รับรู้
พ่อให้ผมตัดสินใจเลือกว่าจะย้ายไปต่างจังหวัดด้วยกันหรือจะอยู่ที่นี่ต่อ แต่ถ้าเลือกอยู่ที่นี่ผมอาจต้องย้ายออกไปอยู่ห้องเช่าแทน เพราะพ่อจำเป็ต้องขายบ้านเพื่อนำเงินไปลงทุนกับงานที่ไร่
ส่วนน้องใจก็งอแงไม่ยอมท่าเดียวถ้าผมไม่ย้ายไปด้วยกัน แล้วคิดว่าผมจะเลือกอะไรได้ ถ้าต้องอยู่ที่นี่ต่ออาจเพิ่มภาระให้ทั้งสองมากกว่าการย้ายไปอยู่ด้วยกันก็ได้
“แทนลูก พ่อไม่ได้บังคับนะ ถ้าไม่อยากย้ายไปด้วยกันก็ไม่เป็ไร” พ่อพูดขึ้นหลังจากขับรถออกมาจากสุสานได้สักพัก
“ไม่ได้นะคะ พ่อจะให้พี่แทนอยู่ที่นี่คนเดียวได้ไง ใจไม่ยอม” น้องใจค้านขึ้นเสียงแข็งพลางหันมองพ่อด้วยความไม่ชอบใจ
“ใจลูก ให้พี่เขาตัดสินใจเองเถอะ” พ่อหันมองหน้าลูกสาวเล็กน้อยพลางยื่นมือไปลูบหัวด้วยความเห็นใจ
“ไม่เอา หนูจะให้พี่แทนไปด้วย ฮื่อๆ” น้องพูดจบก็เบะปากร้องไห้ขึ้นเสียงดัง
“ร้องไห้ทำไมใจ งั้นพี่จะย้ายไปด้วยกันดีหรือเปล่า ไม่ต้องร้องนะ” ผมคิดว่าจะอยู่ที่นี่หรือย้ายไปก็คงไม่ต่างกัน แต่ถ้าการอยู่ที่นี่ของผมจะทำให้พ่อหรือน้องไม่สบายใจ สู้ย้ายไปด้วยกันดีกว่า ก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวน้องอย่างเบามือ หวังว่าน้องจะรู้สึกดีขึ้น หลังจากได้รับคำตอบแบบที่น้อง้า
“แทน ไม่ต้องเห็นแก่น้อง เลือกตามที่ลูก้าเถอะ” ถ้าจะบอกว่าไม่ได้เห็นแก่น้องก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก เพราะผมกำลังทำแบบนั้นจริงๆ แต่ถ้าให้ทำตามความรู้สึก สิ่งที่ยังทำให้ผมอยากอยู่ที่นี่ต่อก็คงไม่พ้นเหนือ
“ผมตัดสินใจแล้วครับพ่อ ผมจะไปด้วย” ผมตอบกลับไปอย่างหนักแน่น บางทีการไปเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ก็ไม่ใช่อะไรที่น่ากลัว ผมอาจจะทำใจเลิกชอบเหนือและลืมมันง่ายขึ้นก็ได้
“แล้วมหาลัยลูกละ ทิ้งไปแบบนี้จะดีเหรอ” ผมพยักหน้าตอบรับพลางเบือนหน้ามองออกไปนอกรถ ถึงผมจะได้โควต้าเข้ามหาลัยชื่อดัง ที่ผมอยากเข้ามาอยู่ในมือแล้ว ก็ไม่เป็ไร ผมพร้อมที่จะไปเริ่มต้นใหม่
“ไม่เป็ไรครับพ่อ ไปหาที่เรียนอยู่นู้นก็ได้ จะได้อยู่ใกล้พ่อ ใกล้น้องด้วย” ถึงมหาวิทยาลัยในชนบทไม่มีชื่อเสียงก็ไม่ใช่เื่แย่ ดีมากด้วยซ้ำที่จะได้หนีจากความวุ่นวาย
“แทนตัดสินใจดีๆ นะลูก ไม่ต้องเกรงใจพ่อ ไม่ต้องสนใจน้อง เพื่ออนาคต เพื่อชีวิตของลูกเอง” ถ้าผมเปลี่ยนใจจะดูเป็คนโลเลหรือเปล่า แต่ช่างมันเถอะเรียนที่ไหนก็คงไม่ต่างกัน ขอแค่ไม่สร้างภาระให้พ่อกับน้องก็พอ
“ครับพ่อ งั้นใกล้วันที่จะย้าย ผมจะให้คำตอบอีกที” ผมรู้ว่าคำตอบของผมอาจจะทำให้น้องไม่พอใจ แต่ถ้ามันทำให้พ่อสบายใจและไม่ถามผมซ้ำๆ ก็ถือว่าโอเคแล้ว