หรงฉือชะงักไปเล็กน้อย แววตาของเด็กหญิงตัวน้อยนั้นใสซื่อบริสุทธิ์ ประกายระยิบระยับราวกับดวงดารานับหมื่นดวง จนเขาไม่สามารถปฏิเสธได้เลยแม้แต่น้อย!
อีกทั้งหากคำพูดนี้มาจากปากคนอื่น หรงฉือคงรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์แอบแฝง
แต่เมื่อเป็เด็กหญิงคนนี้ ดูเหมือนว่านางจะไม่สามารถเชื่อมโยงกับด้านที่มืดมนหรืออัปลักษณ์ใด ๆ ได้เลย
เวินจื่อถงเห็นหรงฉือท่าทางจะตอบตกลง ก็รีบเลียนแบบท่าทางคำนับของหรงฉือเมื่อครู่ ย่อตัวคำนับอย่างเรียบร้อยน่ารัก จากนั้นจึงใช้เสียงเล็ก ๆ เหมือนลูกแมวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“ขอพี่ชายหรงฉือรับถงเป่าเป็ศิษย์ด้วยเ้าค่ะ! ถงเป่าอยากเรียนวิชาแพทย์เ้าค่ะ!”
เวินจื่อถงอยากให้วิชาแพทย์ของตนมีที่มาที่ไปอย่างถูกต้องมาตั้งนานแล้ว!
เพียงแต่ก่อนหน้านี้หาโอกาสไม่ได้เสียที ตอนนี้ได้พบกับหรงฉือพอดี ไม่ใช่ว่าเหมือนคนง่วงนอนแล้วมีคนส่งหมอนมาให้หรอกหรือ?
อีกอย่าง ด้วยวิชาแพทย์ของหรงฉือ การให้เขามาเป็อาจารย์ในนามของนางก็นับว่าฟังขึ้น
แม้ว่าตนเองจะไม่้าให้เขาสอนอะไรเลย แต่ชื่อเสียงของหรงฉือนั้นมีประโยชน์ยิ่งนัก!
หรงฉือไม่คาดคิดเลยว่าเด็กน้อยวัยห้าขวบจะบอกว่าอยากเรียนวิชาแพทย์กับตน!
แต่ความรู้สึกแรกของหรงฉือคืออยากจะตอบตกลงรับเวินจื่อถงเป็ศิษย์
เพราะเด็กหญิงที่น่ารักเช่นนี้ ไม่มีใครสามารถปฏิเสธลงได้จริง ๆ
ทว่าเมื่อหรงฉือนึกถึงกฎของสำนักตนเองได้ ก็ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างจนใจ พยุงตัวเวินจื่อถงให้ลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า
“เกรงว่าจะไม่ได้ สำนักของข้าสืบทอดวิชาแบบตัวต่อตัวมาโดยตลอด และถ่ายทอดให้เฉพาะบุรุษ ไม่ถ่ายทอดให้สตรี...”
คำพูดของหรงฉือหยุดลงเพียงเท่านี้
เพราะในยามนี้ เวินจื่อถงกำลังเบิกตากว้างจ้องมองเขาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ในดวงตาคู่นั้นมีน้ำตาคลอเบ้า ขนตายาวสั่นระริกราวกับถูกเคลือบด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ดูเหมือนว่าในพริบตาต่อมามันจะแตกสลายลงได้ทุกเมื่อ
ท่าทางน่าสงสารเช่นนี้ อย่าว่าแต่ปฏิเสธเลย แม้แต่จะพูดคำรุนแรงสักคำก็ยังทำใจพูดไม่ออก
เวินจื่อถงจะปล่อยให้โอกาสที่มาถึงปากแล้วหลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด! นางยื่นมือน้อย ๆ ออกไปคว้าปลายนิ้วชี้ของหรงฉือไว้ด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยแต่แฝงไปด้วยความหวัง พร้อมกับทำปากยื่นถามว่า
“ไม่ได้จริง ๆ หรือเ้าคะ?”
“ข้า...” หรงฉือ
“ร่างกายของถงเป่าไม่แข็งแรง ทุกคนบอกว่าถงเป่าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่... แต่ถงเป่าอยากมีชีวิตอยู่ต่อ เพราะพวกพี่ชายพยายามหาเงินอย่างหนักเพื่อให้ถงเป่ามีชีวิตรอด”
“ดังนั้น... ดังนั้นถงเป่าจึงคิดว่า หากถงเป่าสามารถรักษาโรคได้ด้วยตนเอง จะสามารถ... จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นใช่หรือไม่เ้าคะ? เช่นนี้จะได้อยู่เป็เพื่อนพวกพี่ชายได้นานขึ้นอีกนิด”
สีหน้าของเวินจื่อถงในยามนี้มีความจริงจังและแน่วแน่ ดวงตากลมโตจ้องมองหรงฉือเขม็ง ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดอย่างแรงกล้านั้นทำให้หรงฉืออดไม่ได้ที่จะรู้สึกะเืใจ
คำพูดเหล่านี้ของเวินจื่อถงไม่ใช่การโกหก
นาง้ามีชีวิตอยู่ต่อไปจริง ๆ !
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดจึงทะลุมิติมาอยู่ในหนังสือเล่มนี้ แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด นางก็ไม่อยากยอมแพ้ต่อโชคชะตา!
อีกอย่าง พี่ชายของเ้าของร่างเดิมต่างก็กำลังดิ้นรนต่อสู้ ดังนั้นนางจึงไม่อยากทอดทิ้งตัวเอง และทำให้พี่ชายทั้งหลายต้องผิดหวังและเสียใจ
อาจเป็เพราะมีความทรงจำของเ้าของร่างเดิมและคำบรรยายเกี่ยวกับพี่ชายตัวร้ายทั้งเจ็ดคนในนิยาย เวินจื่อถงจึงไม่มีความรู้สึกห่างเหินกับพี่ชายเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
หรงฉือมองดูเ้าก้อนแป้งตัวน้อยตรงหน้า แม้จะตัวเล็กมาก แต่กลิ่นอายแห่งความแน่วแน่ที่แผ่ออกมากลับทำให้ผู้คนรู้สึกประหลาดใจ
เขาเงียบไปนาน ในที่สุดก็ถอนหายใจยาวอย่างจนใจ แล้วพยักหน้าตอบว่า “ตกลง”
“เอ๊ะ?”
“ข้าบอกว่า ข้า หรงฉือ ตัดสินใจรับเ้าเป็ศิษย์ ศิษย์เพียงคนเดียวของข้า”
สีหน้าของหรงฉือดูเคร่งขรึมยิ่งนัก การตัดสินใจครั้งนี้สำหรับหรงฉือไม่ใช่เื่ง่าย ในทางตรงกันข้าม สำหรับหรงฉือผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบและซื่อตรงมาโดยตลอด นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่
ในขณะนั้นเอง ชายชราท่าทางลนลานคนหนึ่งรีบเดินเข้ามา เมื่อเห็นหรงฉือก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก แล้วกล่าวว่า
“คุณชาย รีบกลับกันเถิดขอรับ ท่านผู้มีเกียรติท่านนั้นอาการทรุดลงอีกแล้ว!”
“อะไรนะ?”
สีหน้าของหรงฉือเปลี่ยนไปทันที เขารีบเตรียมตัวจากไปกับชายชราผู้นั้น แต่เมื่อนึกขึ้นได้จึงหันกลับมาส่งหยกชิ้นหนึ่งให้เวินจื่อถงแล้วกล่าวว่า
“สองวันนี้อาจารย์คงจะยุ่งสักหน่อย รออีกสองวัน หากเ้าว่างเมื่อไหร่สามารถไปหาอาจารย์ได้ที่โรงหมอจี๋สื่อถังในตัวอำเภอ”
“ทราบแล้วเ้าค่ะท่านอาจารย์!”
เวินจื่อถงรีบพยักหน้าเล็ก ๆ ตอบรับอย่างว่าง่าย
ชายชราที่ติดตามหรงฉือ เมื่อได้ยินคำเรียกขานที่เวินจื่อถงใช้เรียกหรงฉือก็รู้สึกประหลาดใจ คุณชายของตนไม่เคยรับศิษย์มาก่อน ยิ่งเป็ศิษย์สตรีด้วยแล้วยิ่งเป็ไปไม่ได้!
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ชายชราไม่มีเวลามาคิดเื่นี้ จึงรีบเชิญหรงฉือขึ้นรถม้า และรถม้าก็หายลับไปจากสายตาของทุกคนอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่พวกหรงฉือจากไป ชาวบ้านจึงเพิ่งรู้สึกตัวและมองมาที่เวินจื่อถงด้วยความตกตะลึงและอิจฉา
“แม่หนูถงเป่าเอ๋ย! เ้าช่างมีวาสนาดีจริง ๆ !”
“นั่นสิ ๆ ! โรงหมอจี๋สื่อถัง! นั่นเป็โรงหมอที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอเลยนะ! ได้ยินว่าท่านหมอหรงแห่งโรงหมอจี๋สื่อถังคือเทพเ้าหมออวตารมาเกิดเลยทีเดียว!”
“คุณชายเมื่อครู่แนะนำตัวว่าชื่อหรงฉือ เกรงว่า... เกรงว่าเขาจะเป็ท่านหมอท่านนั้นจริง ๆ !”
“แม่หนูถงเป่า เ้าได้กราบเป็ศิษย์ของท่านหมอเทวดา เ้าช่างมีบุญเหลือเกิน!”
ทุกคนต่างพูดคุยกันเซ็งแซ่ มองเวินจื่อถงด้วยสายตาอิจฉา
แต่อิจฉาก็ส่วนอิจฉา พวกเขาไม่ได้ริษยาสักนิด เพราะอีกฝ่ายเป็ถึงหมอเทวดา! หากถงเป่าไม่ว่านอนสอนง่ายและน่ารัก หมอเทวดาก็คงไม่รับนางเป็ศิษย์หรอกใช่ไหม?
อีกอย่าง ตระกูลเวินสายหลักนั้นรันทดเกินไป หากมีที่พึ่งที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ย่อมเป็เื่ดีสำหรับพวกเขา
ชาวบ้านบางคนที่ใจดี อดไม่ได้ที่จะเตือนเวินจื่อถงว่า
“แม่หนูถงเป่า เ้าต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ดีนะ! อีกสองวันรีบไปกราบอาจารย์ให้เร็วที่สุด เมื่อเข้าสำนักแล้ว หมอเทวดาก็จะไม่สามารถกลับคำได้อีก”
“ใช่ ๆ ! หากเขาคิดจะกลับคำเ้าก็ไม่ต้องกลัว พวกเราหลายคนอยู่ที่นี่เป็พยานให้ได้หมดเลย!”
ถงเป่าได้ยินคำพูดที่หวังดีของทุกคน ในใจก็อดชื่นชมความซื่อบริสุทธิ์ของชาวบ้านเหล่านี้ไม่ได้ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว จากนั้นร่างเล็ก ๆ ก็โน้มตัวลงคำนับทุกคน พร้อมกับพูดด้วยเสียงใส ๆ ว่า
“ขอบพระคุณท่านลุง ท่านป้า และท่านย่า ท่านยายทุกท่านที่ช่วยเหลือเ้าค่ะ! ถงเป่าจะจำไว้เ้าค่ะ!”
ทุกคนเห็นท่าทางรู้ความและน่ารักของถงเป่าก็พากันเอ็นดูเป็อย่างมาก
หลังจากพูดคุยกับทุกคนอีกไม่กี่ประโยค เวินจื่อถงมองดูท้องฟ้า หากจะเข้าป่าตอนนี้เกรงว่าจะกลับมาไม่ทัน แต่ที่เชิงเขามีแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งนางสามารถลองไปดูได้
เนื่องจากอากาศหนาว น้ำในแม่น้ำจึงกลายเป็น้ำแข็งหนาและแข็งแรงมั่นคง ผิวน้ำแข็งสะท้อนแสงอาทิตย์เป็ประกายระยิบระยับ
เมื่อเวินจื่อถงไปถึง ก็เห็นเด็ก ๆ หลายคนกำลังเล่นกันอยู่ที่นั่น บางคนวิ่งเล่นหยอกล้อกัน บางคนก็เจาะน้ำแข็งเพื่อตกปลา
เวินจื่อถงรู้สึกเสียดายเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเื่การตกปลาเพื่อหาอาหารให้ครอบครัว จะไม่ได้มีแค่นางคนเดียวที่คิด
แม้ในใจจะเสียดาย แต่เวินจื่อถงก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะถ้าเป็การจับปลา นางก็มีสูตรลับวิเศษของตัวเอง!