โถงหินใตู้เาเงียบสงัดราวสุสานที่ถูกลืมเลือน ไอเย็นสีขาวลอยอ้อยอิ่งอยู่ทั่วอากาศ ขณะที่ผลึกน้ำแข็งปกคลุมกำแพงทั้งสี่ด้าน
ศพจำนวนมากถูกหอกน้ำแข็งแทงทะลุขึ้นมาจากพื้น โลหิตสีแดงสดแข็งตัวอยู่บนแผ่นหินเย็นเยียบ ท่ามกลางความเงียบที่กดทับทุกสิ่ง ราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ
ตรงกลางโถง ร่างหนึ่งกำลังถูกน้ำแข็งกลืนกิน เกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าซีดลามขึ้นจากปลายเท้า ปกคลุมทั่วปีกสีขาว ก่อนคืบคลานสู่ลำคออย่างช้าๆ โดยไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้
ชายผู้กำลังถูกน้ำแข็งกลืนกินมองชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางผลึกน้ำแข็ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวถูกสลักจากหยกเย็น หากแววตากลับนิ่งสงบจนชวนให้หวาดหวั่น เพียงสบมองครู่เดียวก็ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับกำลังจมลึกลงไปในห้วงความหนาวเหน็บอันไร้ก้นบึ้ง
เส้นผมสีดำยาวพลิ้วไหวแ่เบาไปตามกระแสลมเย็น ในมือของเขาถือทวนศาสตราสีดำ คมโค้งยาวดุจเคียวแห่งยมทูต อักขระสีเงินจาง ๆ ไหลเวียนอยู่เหนือผิวคมศาสตรา ขณะที่จันทร์เสี้ยวสีเงินอีกดวงหมุนวนอยู่เหนือศีรษะ
ชายชุดดำก้าวไปเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า ผลึกน้ำแข็งแผ่กระจายจากใต้ฝ่าเท้า กัดกินพื้นหินไปทีละส่วน
ชายผู้กำลังถูกแช่แข็งเหลือบมองปีกของตนซึ่งค่อย ๆ ถูกน้ำแข็งกลืนกิน ก่อนหันกลับมาสบตาอีกฝ่าย แล้วหัวเราะเสียงต่ำ ราวกับสิ่งที่เฝ้ารอมาสองพันปีได้มาถึงในที่สุด
“สองพันปีแล้วสินะ... ดีใจไหมล่ะ เด็กน้อย”
สิ้นเสียงนั้น ร่างทั้งร่างพลันแตกร้าว ก่อนแตกกระจายเป็เศษน้ำแข็งนับไม่ถ้วน โปรยลงสู่พื้นโถงท่ามกลางความเงียบอันหนักอึ้ง
เหล่าศิษย์นิกายที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างหน้าซีดเผือด ไม่มีผู้ใดกล้าถอยหนี
“ท...ท่านจิ่วหลงหาน...”
เสียงสั่นเครือดังขึ้น ก่อนอาวุธในมือของเหล่าศิษย์นิกายจะค่อย ๆ ร่วงหล่นลงบนพื้น
เคร้ง—
เสียงโลหะกระทบหินก้องสะท้อนทั่วทั้งโถง บางคนทรุดเข่าลงราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกพรากไปในพริบตา
“พวกข้าถูกบังคับ...”
เทพหลายคนรีบลดระดับจากกลางอากาศลงสู่พื้น ร่างกายสั่นเทาไม่หยุด
“ข้าจะออกจากนิกายนี้... ข้าสาบาน...”
มนุษย์อีกหลายคนก้มหน้าจรดพื้นหินเย็นเฉียบ เสียงร้องขอชีวิตดังระงมไม่ขาดสาย
“ข้ายังมีลูก...”
“พวกเราจะไม่ทำชั่วอีกแล้ว...”
แต่ชายชุดดำยังคงยืนนิ่ง
ไร้ถ้อยคำ ไร้ความโกรธ และไร้ความเมตตา มีเพียงไอเย็นจากศาสตราในมือที่ค่อย ๆ แผ่กระจายออกไป
ตูม—!
เทวรูปอสูรขนาดมหึมาซึ่งตั้งตระหง่านอยู่เหนือโถงพลันแตกร้าว ก่อนะเิออกเป็เศษหินนับไม่ถ้วน แรงสั่นะเืกวาดผ่านทั่วทั้งโถง เศษศิลาร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างดุจสายฝน
เมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ ทวนพรากใจได้สลายหายไปจากมือของเขาแล้ว จันทร์เสี้ยวสีเงินก็มลายหายไปพร้อมกัน
เหล่าศิษย์นิกายยังคงก้มหน้าแนบพื้น ไม่มีผู้ใดกล้าเงยขึ้น ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียง และไม่มีผู้ใดรู้ว่าชายชุดดำจากไปั้แ่เมื่อใด
* * * * *
เสียงพ่อค้าแม่ค้าเรียกลูกค้าดังระงมทั่วตลาดของหมู่บ้าน ชายหนุ่มแบกตะกร้าสานที่อัดแน่นด้วยของป่าเดินเข้าโรงเตี๊ยม ก่อนเห็นเพื่อนกำลังกวักมือเรียกอยู่มุมร้าน เขาวางตะกร้าลงกับพื้น ยกมือปาดเหงื่อ แล้วหัวเราะออกมาอย่างโล่งใจ
ชายที่กำลังกินบะหมี่เงยหน้ามอง พลางยิ้มมุมปาก
“เหมือนเ้าจะอารมณ์ดีไม่น้อย”
ชายหนุ่มนั่งลง หันไปเรียกเสี่ยวเอ้อ แล้วโน้มตัวเข้าไปหาเพื่อนเล็กน้อย
“ั้แ่ผู้พิพากษาไร้ใจทำลายฐานของนิกายกลืนสามภพ ผ่านมาตั้งสองเดือนแล้ว... หมู่บ้านแถบแคว้นเยว่หลันสงบขึ้นตั้งเยอะ”
น้ำเสียงของเขาแ่ลงโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเหลือบมองซ้ายขวา ก่อนลดเสียงลงอีก
“แต่...อย่าเอ่ยชื่อเขาดังนัก”
คำพูดยังไม่ทันจบ เสียงตบฉาดใหญ่ก็ดังมาจากฝั่งตรงข้ามถนน ผู้คนในโรงเตี๊ยมพร้อมใจกันหันไปมอง
ชายผู้หนึ่งกำลังฉุดกระชากหญิงสาวผู้เป็ภรรยาจนล้มลงกับพื้นหิน ก่อนฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้านางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หน้าร้านขายขนม พ่อค้าผู้หนึ่งรีบก้าวเข้าไปห้าม แต่กลับถูกหมัดหนักสวนเข้าที่ใบหน้าจนเซถอย เืค่อย ๆ ซึมออกจากมุมปาก ยังไม่ทันตั้งตัว อีกฝ่ายก็หันกลับไปตบตีหญิงสาวด้วยความเดือดดาลอีกครั้ง
ผู้คนเพียงยืนมอง ไม่มีผู้ใดลุกขึ้น ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ
เมื่อชายผู้นั้นเงื้อมือขึ้นอีกครั้ง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากในโรงเตี๊ยม
“เ้า...ไม่กลัวว่าเขาจะเห็นหรือ”
เพียงประโยคนั้น ชายผู้นั้นพลันชะงัก มือที่ยกค้างอยู่กลางอากาศค่อย ๆ สั่น สีเืบนใบหน้าจางหาย เขาหันซ้ายหันขวาอย่างลุกลี้ลุกลน ราวกับหวาดระแวงว่าสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาจากที่ใดสักแห่ง
“ข้า...ข้าไม่ได้ทำอะไรหนัก”
“มันเป็เื่ในบ้านของข้า...”
พ่อค้าขายขนมพยุงกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ประคองหญิงสาวให้ยืนมั่น ใช้หลังมือเช็ดเืที่มุมปาก ก่อนกวาดสายตามองผู้คนทั่วโรงเตี๊ยมทีละคน
“...แล้วพวกเ้าเล่า”
เขาหยุดเพียงอึดใจ
“เพียงยืนดูอยู่เช่นนี้...เข้าข่ายหรือไม่”
ทั้งโรงเตี๊ยมตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีผู้ใดขยับ มีเพียงสายตานับสิบคู่จับจ้องเขาอย่างแข็งค้าง
เพล้ง!
เสียงถ้วยชาหล่นแตกดังขึ้นฉับพลัน
เสี่ยวเอ้อยืนตัวแข็งอยู่ข้างโต๊ะ ใบหน้าซีดเผือดราวไร้สีเื
“ขะ...ข้าขอโทษ... ข้าไม่ได้ตั้งใจ...”
บานประตูโรงเตี๊ยมค่อย ๆ เปิดออก ลมหิมะเย็นจัดพัดกรูเข้ามาพร้อมเสียงกระพรวนที่ดังแ่เป็จังหวะ
กริ้ง... กริ้ง...
หญิงชราคนหนึ่งจูงมือเด็กหญิงตัวเล็กก้าวเข้ามาในร้าน เด็กน้อยมีอายุเพียงห้าหกขวบ อาภรณ์เก่าซีดจนเห็นรอยปะหลายแห่ง ใบหน้าเล็กผอมบางจากความยากลำบาก ทว่าดวงตากลับใสกระจ่าง ราวกับไม่เคยรับรู้ความหวาดกลัวที่กำลังปกคลุมโลกภายนอก
นางกวาดตามองผู้คนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสายตาจะหยุดลงตรงกลุ่มชายที่กำลังกระซิบสนทนากัน
“ผู้พิพากษาไร้ใจ?”
เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
ชายผู้หนึ่งหัวเราะในลำคอเบา ๆ
“เ้าไม่กลัวเขาหรือ เขาฆ่าผู้คนโดยไม่กระพริบตา”
เด็กหญิงกำชายเสื้อแน่น เงยหน้าขึ้นช้า ๆ เสียงกระพรวนที่ผูกอยู่กับริบบิ้นบนเส้นผมดังแ่เบา ดวงตากลมใสสะท้อนเกล็ดหิมะที่โปรยลงนอกหน้าต่าง
“ท่านพี่คนนั้น...”
นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังนึกถึงภาพบางอย่าง
“...ไม่ใช่คนแบบนั้น”
ไม่มีเสียงหัวเราะดังขึ้นอีก ผู้คนในโรงเตี๊ยมเพียงมองเด็กหญิงอย่างสงสัย
นางเหลือบมองไหล่ของตนเอง ปลายนิ้วเล็กแตะรอยแผลเก่าที่ซ่อนอยู่ใต้ชายเสื้อ ก่อนหันไปมองหิมะที่ยังโปรยปรายอยู่นอกหน้าต่าง
“...หนูจะหาท่านให้พบ”
* * * * *
ลมหนาวพัดผ่านหน้าต่างไม้เนิ่นนาน ก่อนพัดผ่านตลาด ผ่านหลังคาเมือง ข้ามูเาและสายน้ำ เดินทางผ่านแคว้นน้อยใหญ่ไปไกลแสนไกล จนกระทั่งมาถึงยอดเขาเทียนซาน
เบื้องล่างคือทะเลเมฆสีขาวซึ่งแผ่กว้างสุดสายตา ราวไร้จุดสิ้นสุด
ริมหน้าผาสูงชัน ชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำยืนทอดสายตามองความเวิ้งว้างเบื้องล่าง เส้นผมสีดำยาวสยายไปตามแรงลม ขณะที่อาภรณ์สีดำเคลื่อนไหวแ่เบาท่ามกลางหิมะขาวโพลน
เขายังคงยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น ราวกับกาลเวลาของโลกภายนอกไม่อาจแตะต้องสถานที่แห่งนี้ได้
เื้ั ชายหนุ่มในอาภรณ์ขาวคุกเข่าลงอย่างระมัดระวัง สองมือประสานแน่นจนเห็นข้อนิ้วซีดขาว แม้แต่ปลายนิ้วยังสั่นเล็กน้อย
“เรียน...ท่านอาจารย์...”
ชายชุดดำทอดสายตามองเสี้ยวจันทราที่ลอยอยู่เบื้องหน้า คมจันทร์เสี้ยวสะท้อนร่างของผู้คุกเข่าด้านหลัง
ศิษย์หนุ่มสูดลมหายใจลึก ก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยต่อ
“จวินเหิงหย่วนเปิดรับศิษย์อีกครั้ง... เหล่าผู้าุโ้าพบท่านขอรับ”
สิ้นเสียงนั้น เขารีบก้มหน้าลงอีกครั้ง
ทั่วผาโศกศัลย์ยังคงมีเพียงเสียงลมพัดผ่าน เนิ่นนานกว่าที่คาดไว้ ชายชุดดำจึงยกมือขึ้นเพียงเล็กน้อย
เพียงเท่านั้น ศิษย์หนุ่มก็รีบค้อมกายต่ำกว่าเดิม ก่อนถอยออกไป
กัง— กัง—
เสียงระฆังดังแ่มาตามสายลม
ชายชุดดำหมุนกาย เดินผ่านลานหินมุ่งสู่อารามสีขาวซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าผา ลำธารใสไหลผ่านหน้าอารามทอดยาวลงสู่โลกเบื้องล่าง
เมื่อมาถึง เขานั่งลงหน้าโต๊ะหินอ่อน กาน้ำชาบนโต๊ะยังมีไอร้อนจาง ๆ ลอยขึ้น
ชายหนุ่มยกถ้วยชาขึ้นจิบ สายตายังคงทอดมองละอองหิมะ ก่อนค่อย ๆ เลื่อนไปหยุดที่ป้ายหลุมศพข้างอาราม
หิมะยังคงตกลงมาทีละชั้น กลบชื่อที่สลักอยู่บนแผ่นป้ายให้เลือนรางลงเรื่อย ๆ
ราวกับกาลเวลาทั้งหมดกำลังไหลย้อนกลับผ่านค่ำคืนนี้
* * * * *
ละอองหิมะยังคงโปรยปรายลงจากฟากฟ้าไม่รู้จบ แสงจันทร์สาดทับหมู่เมฆและผืนดินสีขาวโพลน ใต้ต้นหลิวริมลานหิน หญิงสาวในอาภรณ์สีขาวนั่งอยู่เพียงลำพัง
สายลมยามค่ำคืนพัดเอื่อยผ่าน เส้นผมสีดำยาวพลิ้วไหวข้างใบหน้า ดวงตาคู่นั้นสะท้อนแสงจันทร์อย่างกระจ่างใส หากลึกลงไปกลับซ่อนความเศร้าบางเบา
นางยกมือรวบเส้นผมที่ปลิว ก่อนเอื้อมไปหยิบกระบี่ไม้ซึ่งวางอยู่ข้างกาย แล้วค่อย ๆ ลุกขึ้น ใบไม้แห้งที่ติดอยู่บนชายอาภรณ์สีขาวร่วงหล่นลงสู่พื้น
“ข้าจะต้องพยายามให้มากกว่านี้...”
เสียงนั้นแ่เบา ราวกับเป็คำสัญญาที่มอบให้แก่ตนเอง
สิ้นเสียง กระบี่ไม้ในมือพลันเคลื่อนไหว
ร่างบางร่ายรำอยู่ใต้แสงจันทร์เพียงลำพัง ปลายกระบี่วาดเส้นโค้งเชื่องช้ากลางอากาศ ชายอาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวไปตามสายลม
ฟุ่บ—
ปลายกระบี่ไม้ตวัดผ่านอากาศอีกครั้ง
เยว่เสวี่ยหลิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แทงกระบี่ออกไปเบื้องหน้า ก่อนหมุนกายกลับตามกระบวนท่าที่ฝึกซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่าเพียงครู่เดียว ขาทั้งสองกลับเกี่ยวกันเอง ร่างบางเสียหลักล้มลง หิมะกระจายออกโดยรอบ กระบี่ไม้หลุดจากมือ กลิ้งไปหยุดอยู่ไม่ไกล ความเงียบจึงกลับคืนสู่ลานหินอีกครั้ง
เยว่เสวี่ยหลิงนั่งนิ่งอยู่บนพื้นหิมะ ไอเย็นค่อย ๆ ซึมผ่านอาภรณ์สีขาวเข้าสู่ร่างกาย
นางก้มมองฝ่ามือตนเอง รอยแตกสีแดงจาง ๆ พาดผ่านิัหลายแห่ง เืซึมออกมาตามร่องแผล ก่อนถูกเกล็ดหิมะที่โปรยลงมาทีละน้อยกลบเลือน
นางทอดมองฝ่ามืออยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอื้อมไปหยิบกระบี่ไม้ขึ้นมาอีกครั้ง สายลมพัดผ่านปลายกิ่งหลิวเหนือศีรษะ หิมะโปรยปรายไม่ขาดสาย แสงจันทร์สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้น ขณะที่ปลายกระบี่ค่อย ๆ ยกขึ้นท่ามกลางความเงียบของราตรี